0 Views

        เย่ซวี่ต้องการให้เจียงลั่วอวี้ขายหน้า ถึงได้บีบให้เขาลงแข่ง ตอนนี้ภาพกำลังจะวาดเสร็จแล้ว จากที่ไม่คิดจะส่งเสียงพูดอะไรเลยก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “เจ้า… เจ้าวาดภาพอะไร? ทำไมข้าดูไม่ออก…แต่ทำไม…”

        แม้ว่าภาพนี้จะยังดูไม่ออกว่าคือภาพอะไร แต่หากมองให้ดี จะเห็นถึงความดุร้าย วังเวง เคียดแค้นลอยออกมาจากภาพ แม้แต่กลางวันแสกๆ ก็ยังทำให้ผู้คนที่เห็นภาพนี้รู้สึกขนลุกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลังได้ องค์ชายแปดที่ปกติใจกล้ากว่าใครยังต้องถอยหลังห่างออกมา

        เจียงลั่วอวี้ไม่กล่าวอะไร ดวงตาแฝงด้วยรอยยิ้ม แสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบทำให้ดูเหมือนดังพระโพธิสัตว์ผู้มาฉุดช่วย ทำเอาคนที่ห้อมล้อมอยู่ถึงกับตะลึง

        “ฝ่าบาททรงถามหม่อมฉันมาเช่นนี้คงยังทูลตอบมิได้ เพราะหม่อมฉันยังวาดไม่เสร็จ ทรงรอให้หม่อมฉันวาดเสร็จก่อนแล้วลองทอดพระเนตรดูอีกครั้งนะพะย่ะค่ะ”

        เย่รุ่ยพยักหน้าตอบและพาน้องชายถอยออกมาจากศาลา ทิ้งให้เจียงลั่วอวี้วาดภาพต่อไป ในขณะที่ถอยออกมาก็เห็นร่างในชุดสีดำที่คุ้นเคยกำลังเดินเข้ามาทั้งคู่ถึงเงยหน้าขึ้นมอง

        เย่รุ่ยรู้ว่าาเป็นใคร เขาจึงยิ้มให้และทักทาย “องค์ชายหนาน”

        สวมชุดสีดำ หน้าตาหล่อเหลา ดวงตาดำขลับ ใบหน้าขาวผุดผ่อง หนานจิ้งหลงได้ยินเย่รุ่ยทักทายก็รีบตอบกลับ “ถวายพระพรฝ่าบาททั้งสอง”

        เย่ซวี่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวประกันต้าจิน แต่เมื่อเห็นเขาปรากฏตัวก็ต้องคิดย้อนไปถึงเมื่อครั้งสงครามระหว่างต้าจินกับต้าหลงสิ้นสุดลง ต้าหลงส่งองค์หญิงไปแต่งงาน ส่วนต้าจินส่งพระโอรสไปเป็นตัวประกัน ทำให้สงบศึกมาได้ยี่สิบปี เย่ซวี่เลิกคิ้วถามออกไป “เจ้าไม่ได้วาดภาพอยู่รึ โผล่มาที่นี่ทำไม?”

        เย่รุ่ยฟังน้ำเสียงน้องชายตนออกว่าไม่ปกติ เขาแอบมองไปที่หนานจิ้งหลงและรู้ว่าเป็นคนโปรดของรัชทายาทผู้เป็นพี่ชายตน ไม่ควรจะมามีเรื่องกันเพียงเพราะภาพภาพเดียว เขาจึงตำหนิน้องชาย “น้องแปด พูดจาให้ดีหน่อย”

        เย่ซวี่ถูกพี่ชายตำหนิก็กรอกตาด้วยความไม่พอใจ มองด้วยหางตาไปที่หนานจิ้งหลงและเปลี่ยนเรื่องคุย “ข้ารู้ว่าองค์ชายหนานก็มาชมภาพของเจียงซื่อจื่อเช่นกัน แต่ขอบอกก่อนนะว่า ถ้าเห็นภาพแล้วยอมแพ้ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ต้องวาดภาพที่คิดว่าจะเอาชนะได้ออกมาประชัน ห้ามบิดพลิ้ว”

        “น้องแปด เจ้าพูดอะไรออกมา ?! ” เย่รุ่ยฟังคำน้องชายที่ต้องการสร้างปัญหาและพูดจาท้ายทายก็รู้สึกปวดหัว คิดว่าไม่น่ารับปากฮองเฮาว่าจะพาเขามาร่วมงานด้วยแต่แรก “องค์ชายหนานสุภาพเรียบร้อย จะไปทำแบบที่เจ้าบอกได้อย่างไรกัน?”

        พูดจบก็รีบยิ้มให้หนานจิ้งหลงที่อยู๋ในชุดสีดำ “องค์ชายหนาน น้องแปดอยู่ในวังถูกตามใจจนเสียนิสัย อาจพูดอะไรไม่น่าฟัง หวังว่าจะไม่ถือสา”

        หนานจิ้งหลงไม่แสดงอาการอันใด แม้จะถูกยั่วยุด้วยคำพูดจากเย่ซวี่แต่ก็ไม่โกรธเคือง กลับประสานมือคารวะพร้อมเอ่ยว่า “องค์ชายแปดสดใสร่าเริง ไม่ได้ตรัสอะไรที่ไม่น่าฟังเลย องค์ชายสามตรัสเกินไปแล้ว”

        เย่ลุ่ยถอนหายใจด้วยความสบายใจ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เก็บคำพูดไปเป็นอารมณ์ ส่วนเย่ซวี่กรอกตามองบนและยังคงไม่หยุดพูด “เจ้าไม่บิดพลิ้วก็ดี ข้ารู้ตัวว่าไม่ได้น่ารักสดใสอะไร แค่เป็นคนคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น หากว่าพูดอะไรผิดไป หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา”

        หนานจิ้งหลงโน้มตัวแสดงอาการอ่อนน้อม เย่ซวี่จึงละสายตาจากเขา หันไปมองเบื้องหลังของชายชุดขาว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกสับสน

        เขาไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ชายที่อยู่ข้างเขาคิดอย่างไร แต่ครั้งแรกที่เขารู้ว่าคนคนนี้เป็นผู้ถือป้ายคำสั่งทหารทั้งที่ไม่มีกองกำลังข้างกาย เพียงแค่เข้ามาเมืองหลวงก็ทำให้ผู้คนพูดถึงเลื่องลือไปทั่ว เขาก็ได้แต่ทอดถอนใจ

        มองอีกมุมที่เขามีป้ายคำสั่งในมือก็เหมือนเด็กน้อยไม่ประสีประสาที่หอบของมีค่าเอาไว้จนเป็นเป้าสายตาคนรอบข้าง สุดท้ายคงปกป้องตัวเองไม่ได้และมีจุดจบไม่ดี

        แต่หลังจากที่มาสัมผัสกับตัวเอง ทั้งสีหน้าท่าทางและภาพวาดทำให้เขารู้ว่าข่าวสารที่ให้คนไปสืบมาไม่น่าจะเป็นความจริงทั้งหมด คงเป็นเพียงการหลอกล่อตบตาผู้ที่คิดจะมาหาผลประโยชน์จากเขา

        คิดได้ดังนั้นเย่ซวี่ก็รู้สึกกลัดกลุ้ม

        เดิมคิดว่าจะอ่อนนิ่มบีบเละคามือได้เหมือนมะเขือเทศ ที่ไหนได้ดันเป็นสิงโตหินเสียได้

        ภาพวาดผีร้ายในเมฆดำน่าจะเป็นตัวยืนยันได้ดีไม่ใช่หรือ?

        หนานจิ้งหลงมองไปที่ศาลาและสายตาไปหยุดที่ภาพวาดที่ดูไมชัด แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง รวมถึงคนที่กำลังวาดภาพนั้นอยู่ด้วยเช่นกัน

        ไม่คิดว่าซื่อจื่อแห่งเซียวเหยาหวังที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมจะวาดภาพที่แฝงความรู้สึกในทางลบได้ขนาดนี้ มันดูอัดอั้นเสียยิ่งกว่าความรู้สึกที่ต้องไปเป็นตัวประกันในต่างแดนตั้งแต่เด็กของเขาเสียอีก

        ดังนั้น เขารู้สึกเข้าใจความรู้สึกของเจียงลั่วอวี้อย่างบอกไม่ถูก

        ผ่านไปสักพัก ภาพวาดก็เสร็จสมบูรณ์ บรรดาผู้เข้าแข่งขันก็วางพู่กันและพากันมาดูภาพวาดของเจียงลั่วอวี้ พวกเขาเปรียบเทียบกับภาพวาดของตนเองที่วาดคนบ้างต้นไม้ใบหญ้าบ้าง ซึ่งเทียบไม่ได้กับภาพวาดตรงหน้าเลย

        เจียงลั่วอวี้วางพู่กัน หันไปมองพวกเขาที่พากันโยนภาพวาดของพวกเขาเองทิ้ง เขารู้ว่าตนเองทำสำเร็จแล้ว ริมฝีปากจึงแย้มยิ้มด้วยความอ่อนโยนอีกครั้ง

        เขาไม่รู้ว่าหนานจิ้งหลงมาถึงศาลาแห่งนี้หรือยัง และเขาก็กลัวใจตัวเองเช่นกัน จึงไม่หันกลับไปมองหาหนานจิ้งหลง เขายังคงมองที่ภาพวาดของตนเอง และเดินไปหยิบพู่กันที่โต๊ะและพร้อมกับหมึกสีทอง ถือเดินมาที่ภาพวาดและสาดมันลงไปบนกลุ่มเมฆดำ

        สีทองที่สาดทับลงไปบนผืนเมฆดำ กลายเป็นเหมือนแสงตะวันที่สาดส่องผ่านความมืดให้แสงสว่างลงมาแก่พื้นโลกและบรรดาใบหน้าผีร้ายที่รอคอยความหวัง

        บรรดาคนที่ห้อมล้อมต่างพากันตกตะลึง โดยเฉพาะคุณชายที่แรกพบตอนมาถึงศาลาก็รู้สึกชื่นชมในผลงานชิ้นนี้ของเขาจนอยากจะพูดอะไรด้วย แต่เจียงลั่วอวี้ก็วางพู่กันลงและพูดพร้อมรอยยิ้มขึ้นมาก่อน

        “ภาพนี้ชื่อว่า…รุ่งอรุณ”

        “ยอดเยี่ยม” เย่รุ่ยที่อยู่ด้านหลังเขาปรบมือและกล่าวชื่นชม

        หนานจิ้งหลงมองเจียงลั่วอวี้ที่กำลังย่อตัวขอบคุณรับคำชม แล้วมองไปที่เย่ซวี่ที่มีสีหน้าราวกับผิดหวัง เขามองต่อไปที่ภาพรุ่งอรุณภาพนั้นและมองมาที่เจียงลั่วอวี้ที่อยู่ภายใต้แสงตะวันก็ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้งดงามยิ่งนัก

        เขากะพริบตาที่ยังแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือมองดูเจียงลั่วอวี้ด้วยความประหลาดใจ

        เจียงลั่วอวี้ลงบันไดมาอย่างเชื่องช้า เขาสังเกตเห็นสายตาของหนานจิ้งหลงจึงหันไปส่งยิ้มให้ด้วยความตั้งใจ ดวงหน้าอันงดงามยามนี้เหมือนหีบสมบัติที่เปิดออกให้เห็นประกายแวววาวของอัญมณีอันมีค่า

        หนานจิ้งหลงเมื่อได้สบตาก็ประหม่าจนต้องหลบตาลง เจียงลั่วอวี้เดินผ่านไปยังเย่ซวี่ ในใจเขาคิดว่าเมื่อครู่ที่ยิ้มให้คงจะไม่ใช่ยิ้มให้ตน ก็รู้สึกผิดหวังจนปรากฏออกมาทางสีหน้าและแววตา

        เจียงลั่วอวี้ไม่รู้ว่าหนานจิ้งหลงกำลังรู้สึกอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าตัวเขาเองมองหนานจิ้งหลงขณะลงบันได เขาก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังตัวสั่น เสียงเลือดสูบฉีดกลบเสียงรอบตัว ในตามีแต่สีขาว สีดำและสีเลือด

        แต่หน้าตาเขายังคงเปื้อนยิ้ม และรักษามารยาทยามมองผ่านคนที่ตนอยากจะชักมีดแทงด้วยสายตาราบเรียบ จากนั้นก็เดินไปหยุดตรงหน้าของเย่ซวี่และพูดขึ้นเบาๆ “ทูลฝ่าบาท ผลงานของหม่อมฉันพอใช้ได้ไหม?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม