0 Views

        หนานจิ้งหลงก็แค่ตัวประกันของต้าจินที่ไม่เป็นที่โปรดปราน ไม่สมควรที่จะมายืนอยู่ที่นี่ ซ้ำยังถูกเอาใจจากบรรดาลูกผู้รากมากดียันองค์รัชทายาท ทั้งที่จริงเขาไม่ควรมีที่ยืนในต้าหลง กลับไปต้าจินก็ยังอาศัยชื่อรัชทายาทมาสร้างประโยชน์ให้ตนเอง

        ย้อนคิดถึงสิ่งที่หนานจิ้งหลงเคยทำไว้ก็ยิ่งโกรธเกลียดและเคียดแค้นเป็นทวีคูณ

        องค์ชายแปดที่เพิ่งรู้จักกันไม่ดีพอ ยังคงมีนิสัยเช่นเดิมและต้องการจะอวดศักดากับตน หากว่าเขาปฏิเสธว่าทำไม่ได้ ทำไม่เป็นและถอยหนี อีกหน่อยจะมีที่ยืนท่ามกลางชนชั้นสูงในต้าหลงแห่งนี้ได้อย่างไร?

        ดังนั้นเมื่อพูดออกไปแล้ว ต่อให้ไม่อยากเห็นหน้าหนานจิ้งหลงหรือเกลียดแค่ไหนก็คงหลีกเลี่ยงที่จะร่วมลงแข่งไม่ได้

        ก็ดี

        หนานจิ้งหลงเมื่อสมัยเป็นตัวประกันในต้าหลงมักจะชอบแสดงความเก่งกาจให้คนอื่นเห็น ชื่อเสียงในการวาดภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองหลวง หลังจากแต่งงานกัน เขายังเคยวาดภาพตนเองให้ด้วย ยิ่งคิดยิ่งแค้น ถ้าเช่นนั้นก็จะแสดงฝีมือให้ดูสักภาพ จะได้ให้หนานจิ้งหลงรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าจะได้เลิกอวดเก่งเสียบ้าง

        คิดมาถึงตรงนี้ เจียงลั่วอวี้ก็ไม่ได้บอกปฏิเสธ สำหรับคนนอกอาจจะดูเหมือนเขาลังเล สีหน้าดูลำบากใจ แต่น้ำเสียงไม่มีไว้ซึ่งความถ่อมตน กลับฟังดูพร้อมจะลงสนามแข่งเสียด้วยซ้ำ

        “ที่องค์ชายแปดตรัสมาคือความจริง เมื่อครู่ตอนมาด้วยกัน หม่อมฉันก็อยากจะเอาชนะเพราะว่าท่านพ่อก็เคยสอนหม่อมฉันมาตั้งแต่สมัยอยู่ในจวนมาหลายปี หม่อมฉันพลั้งปากโอ้อวด ใครจะนึกว่าองค์ชายแปดจะทรงจริงจังและจะให้หม่อมฉันลงแข่งให้ได้”

        ท่านพ่อฝึกฝนให้มาหลายปี?

        เย่ซวี่ยืนอยู่ข้าวเย่รุ่ยได้ฟังคำพูดของเจียงลั่วอวี้ที่โยนความผิดมาให้เขาโดยที่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ เขาได้แต่ขมวดคิ้วและจ้องเขม็งไปยังคนที่อยู่เบื้องหน้า

        เขาคงจะลืมไปว่า ท่านพ่อของซื่อจื่อเคยโด่งดังในฐานะจิตรกรมือหนึ่งของเมืองหลวง

        คราวนี้ซวยล่ะ เดิมกะจะทำให้เจียงลั่วอวี้ขายหน้า ดันกลายเป็นส่งดาบไปให้ฝ่ายตรงข้ามเสียได้

        ในขณะที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เจียงลั่วอวี้ก็กล่าวต่อด้วยสีหน้าราบเรียบ “เดิมทีหม่อมฉันไม่ได้อยากจะประชันมือ แต่ในเมื่อองค์ชายสามถามขึ้นมา อีกทั้งในที่นี้ยังมียอดฝีมือมากมาย หม่อมฉันคงต้องขอลงแข่งด้วย แค่หวังว่าเมื่อผลงานออกมา ทุกท่านจะให้อภัยก็พอ”

        เย่รุ่ยเห็นเจียงลั่วอวี้พูดตอบโดยไม่มีท่าทีต่อต้านหวาดกลัว ก็มองและสังเกตไปที่ดวงหน้าซื่อจื่อ ผิวขาวกระทบแสงแดดดูบริสุทธิ์ดุจบัวขาว ใจก็แอบเต้น ถึงตอนนี้รอยยิ้มก็ดูอบอุ่นยิ่งขึ้นอีก

        “ซื่อจื่อถ่อมตัวเกินไปแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำก็รู้ว่าเย่รุ่ยอนุญาตแล้ว จึงประสานมือถวายคำนับ หมุนตัวสะบัดแขนเสื้อสีขาวเดินยิ้มไปทางศาลาด้วยท่าทางอยากจะลงแข่งขันอย่างแท้จริง

        เย่รุ่ยมองตามหลังเขาไปด้วยความชื่นชมและหันกลับมามองน้องชายตนพร้อมตำหนิ “น้องแปด เจ้าพูดจาบีบบังคับให้ซื่อจื่อต้องลงแข่ง ตั้งใจจะสร้างความวุ่นวาย กลับวังไปข้าจะทูลเสด็จแม่กับเสด็จพี่ว่าเจ้าทำตัวไม่เหมาะสม”

        เย่ซวี่ไม่คิดว่าคำพูดไม่กี่คำของเขาจะเป็นการทำให้ซื่อจื่อต้องไปลงแข่งจริง ในใจก็รู้สึกผิด ฟังพี่ชายตนสั่งสอนก็ไม่วายต่อปากต่อคำ “เสด็จพี่จะจริงจังอะไรนักหนา? ข้าก็แค่พลั้งปากไป จะเอาอะไรกับข้าล่ะ”

        เย่รุ่ยส่ายหน้า “เจ้านี่มัน…เจ้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ อีกสองปีก็จะต้องออกเรือนแล้ว ยังทำตัวแก่นแก้วแบบนี้ ออกไปนอกวังจะเป็นเช่นไร…”

        “เสด็จพี่ตรัสอะไรเช่นนั้น ข้ายังเล็กอยู่ ข้าไม่ออกจากวังไปไหนหรอก” องค์ชายแปดที่แสร้งว่าตนเป็นคนสองเพศกำลังลืมเรื่องเจียงลั่วอวี้ที่ต้องลงแข่งไปแล้ว ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องของตัวเอง “ข้าจะอยู่ในวังไปทั้งชาติ จะอยู่กับพวกเสด็จพี่และเสด็จแม่ แบบนี้ไม่ดีรึ?”

        เย่รุ่ยฟังแล้วก็หมดคำพูด หมดอารมณ์จะว่าต่อ ได้แต่เอาพัดชี้ไปทางน้องชาย “เจ้า…”

        องค์ชายสององค์ยังถกเถียงกันต่อไป ส่วนเจียงลั่วอวี้เดินกำมือไปตามระเบียงด้วยรอบยิ้มจนถึงศาลา สายตากวาดไปที่บรรดาเชื่ออพระวงศ์และคุณชายซึ่งก็รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างจนมาหยุดที่ร่างในชุดสีดำ

        เจียงลั่งอวี้สูดหายใจลึก รู้สึกได้ว่ากำลังจิกฝ่ามือตัวเอง เขาพยายามยิ้มให้หวานที่สุดจนหน้าขาวๆ กลายเป็นสีชมพู ดูงดงามน่าหลงใหล คุณชายที่ยืนอยู่ด้านข้างหันมาเห็นยังถูกเขาสะกดสายตาให้หยุดมองไม่วางตา

        เจียงลั่วอวี้ทำเป็นไม่สนใจ เขายิ้มอย่างอ่อนหวานและหันไปถามคุณชายคนนั้น “ไม่ทราบว่าที่นี่มีแผ่นไม้หรือไม่?”

        ชั่วเวลาชาครึ่งจอก องค์ชายสองคนก็เลิกเถียงกัน เย่รุ่ยใช้พัดในมือตีไปที่มือตัวเองสองสามทีแล้วมองไปที่เย่ซวี่ที่ทำหน้าไม่ประสา จ้องตาแป๋วมาที่เขาและยิ้มออกมาอย่างเสียมิได้

        เมื่อทั้งสองคนหยุดเถียงกันก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางศาลา เย่รุ่ยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ แต่ก็รู้ว่าข้างกายตอนนี้มีปีศาจน้อยอยู่ด้วย จะไปตอนนี้เลยไม่ได้ จึงหันไปสั่งองครักษ์ให้ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

        องครักษ์ทำงานว่องไว เพียงครู่เดียวก็กลับมารายงาน “ทูลฝ่าบาท เจียงลั่วอวี้กำลังวาดภาพ ทำเอาบรรดาคุณชายวิจารณ์กันให้ใหญ่เลยพะย่ะค่ะ”

        “วาดภาพ?” เย่รุ่ยฟังแล้วก็ขมวดคิ้วหันหน้าไปมองทางศาลา ยังไม่ทันเอ่ยปากถามต่อ เย่ซวี่ก็ถามแทรกขึ้นด้วยความสงสัย “เขาวาดอะไร ทำไมทุกคนดูตื่นเต้นกัน? “

        เย่รุ่ยเพิ่งจะอบรมน้องไปด้วยความอารมณ์เสีย หันไปขมวดคิ้วและพูดว่า “เจ้ายังจะสงสัยอะไร ยังก่อเรื่องไม่พอใช่ไหม?”

        เย่ซวี่ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้ว่าจะถูกห้ามไม่ให้เข้าไป เขากระโดดตัวขึ้น ขมวดคิ้วส่งเสียงไม่ยินยอม “เสด็จพี่!”

        เย่รุ่ยไม่คิดจะปล่อยเขาไป จึงสั่งให้องครักษ์ห้ามเขาไว้ ส่วนตนเองมุ่งไปที่ศาลา “เจ้ารออยู่ที่นี่แหละ อย่าก่อเรื่องอีก รอข้ากลับมาแล้วกลับวังทันที!”

        “เสด็จพี่ ท่าน…” เย่ซวี่มองพี่ชายเดินจากไป เขาเบิ่งตาโตจากที่โตอยู่แล้ว หันไปบอกองครักษ์ว่า “ไม่ได้ ข้าจะต้องไป! “

        องครักษ์รู้สึกลำบากใจ เห็นท่าทางเขาแล้วก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก “องค์ชายแปด…”

        “ข้าจะตามเสด็จพี่ไป ไม่ก่อเรื่องแน่ เสด็จพี่เข้าพระทัยข้าผิด หลีกไป!” เย่ซวี่เห็นท่าทีขององครักษ์อ่อนลงก็ยิ่งตะคอกใส่ “หลีกไป! “

        พูดไม่ทันจบเขาก็ปราดเข้าไปกลางวงองครักษ์ แขนเสื้อสีน้ำเงินกวาดซ้ายป้ายขวาทำเอาองครักษ์วงแตก เพียงครู่เดียวก็ตามไปอยู่หลังเย่รุ่ยที่อยู่ไม่ห่างจากเจียงลั่งอวี้แล้ว

        เมื่อไปถึงข้างกายเย่รุ่ยwfh ยังไม่ทันจะหายใจให้หายเหนื่อยหอบ ก็เห็นเจียงลั่วอวี้กับภาพวาดสีขาวดำ ดูเหมือนเมฆดำลอยล่องอยู่บนนั้น แต่เมื่อเจียงลั่วอวี้ถอยหลัง ดูเหมือนว่าเมฆดำนั้นปกคลุมใบหน้าต่างๆ ไว้อยู่

        เย่ซวี่มองเห็นรอยหน้าเหล่านั้นมีบาดแผลและบิดเบี้ยวก็พูดไม่ออก สักพักใหญ่ถึงพูดตะกุกตะกักว่า “เขากำลังวาดอะไร…”

        เย่รุ่ยได้ยินเสียงเขาก็ก้มหน้าจ้องตาเขาด้วยอาการตำหนิ หันกลับไปมองภาพวาดของเจียงลั่งอวี้ก็ยังคงข้องใจ “ภาพนี้…”

        ผู้ที่กำลังวาดหันหน้ากลับมามององค์ชายทั้งสอง ในมือเขายังคงไม่หยุดวาด พู่กันและน้ำหมึกสีดำยังคงร่ายรำไปบนกระดาษ รอยยิ้มจากริมฝีปากและในแววตาหายไป เขาพูดกับทั้งสองว่า “ขอฝ่าบาททั้งสองทรงหลบถอยไปสักหน่อย หม่อมฉันจะสาดน้ำหมึกพะย่ะค่ะ”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม