0 Views

        ทันทีที่ได้ยินก็ทำเอาไป๋หมิ่นอวี้ถึงกับต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวและหลบตาเจียงลั่วอวี้ เขารู้สึกเขินจนต้องก้มหน้า ใบหน้าขาวนวลกลับกลายเป็นสีแดง

        เจียงลั่วอวี้รู้ว่าสถานะที่แท้จริงของไป๋หมิ่นอวี้คือจุดอ่อน ทุกครั้งที่เอ่ยถึงก็จะเป็นเช่นนี้ เขาเห็นอาการตกประหม่าของฝ่ายตรงข้ามก็รู้สึกขบขัน “แต่ว่า ท่าทางไม่สนใจอะไรของเจ้า ข้าคงไม่มีปัญญาจะพาเจ้าขึ้นเตียงหรอก เจ้าว่าไหม?”

        ไป๋หมิ่นอวี้กระแอมไอและถอยหลังกลับมานั่งอ่านหนังสือที่ตั่งตามเดิม พยายามจะไม่ออกอาการ แต่ใบหน้าเจ้ากรรมดันไม่ยอมหายแดง ต้องคอยแอบหรี่ตามองเจียงล้่วอวี้ตลอดเวลา

        ถึงแม้ว่าเจียงลั่วอวี้จะไม่เคยพบไป๋อี๋เหนียง แต่เมื่อเห็นสภาพตอนนี้ของไป๋หมิ่นอวี้ เขาอยากจะแตกหักกับเจินซื่อเสียเดี๋ยวนั้น อยากจะไปบอกเรื่องทั้งหมดให้ไป๋อี๋เหนียงรู้

        แต่เวลานี้ไป๋อี๋เหนียงไม่สำคัญเท่ากับคนที่อยู่ข้างๆ เขาในตอนนี้

        แม้ว่าซุ่ยเยวี่ยจะภักดีและโตมาพร้อมกับเขา แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในจวนจวิ้นหวังตอนนี้เขาไม่ต้องการคนใจอ่อน ผิดกับจุยอวิ๋นที่แค่ออกคำสั่ง เขาก็จะรีบไปทำตามทันทีโดยไม่ถามให้มากความ เขาต้องการคนแบบนี้มากกว่า

        ช่างมัน ถ้าซุ่ยเยวี่ยใช้ไม่ได้จริงๆ เอาไว้ค่อยคิดหาทางอื่น ต่อให้ตอนนี้จะยังไม่มีใครช่วย แต่เอาไว้ค่อยวางแผนขึ้นใหม่ก็ได้ อาจจะฝึกให้หว่านเสียะที่อายุยังน้อยแถมมีวรยุทธ์มาเป็นแขนขาแทน

        คิดเสร็จเขาก็หันไปมองตัวอักษรคำว่า “โลภ” ที่เขียนเอาไว้จนแห้งไปนานแล้ว สายตาเขาค่อยๆ คมชัดขึ้น

        หลังจากงานเลี้ยงจบลง ถ้าเป็นไปตามความทรงจำในชาติก่อนของเขา เวลานั้นจะเป็นช่วงเวลาสรุปบัญชีทรัพย์สินของจวนเซียวเหยาหวัง เจินซื่อจะต้องยื่นมือเข้ามาเพราะหวังสมบัติเป็นแน่แท้ กลับมาครั้งนี้ต่อให้ตายเขาก็ไม่ยอมถอยให้แน่ โดยเฉพาะป้ายคำสั่งทหารที่รับสืบทอดมาจากเซียวเหยาหวังผู้เป็นบิดา ใครก็คิดอย่ามาแย่งไป

        แล้วจะแก้แค้นอย่างไร?

        ตามแผนที่คิดไว้ เขาจะต้องทำให้ศัตรูมาสนิทใจกับเขาที่สุด เมื่อถึงเวลาลงดาบศัตรูจะต้องยินยอมพร้อมใจที่จะยกทุกอย่างให้เขา รอจนศัตรูรู้ตัวว่าตกหลุมพราง ก็ถึงเวลาจัดการเรื่องทั้งหมดและประกาศให้โลกรู้

        แทงคนไม่เห็นเลือดก็ไม่เจ็บ ก็แค่ถูกคนที่ไว้ใจหักหลังไม่เห็นเป็นไร จริงไหม?

        เขารอให้คนพวกนั้นถูกเขาแทงจนพรุน รอให้ความปีติเปลี่ยนเป็นความโกรธและตายไป

        รอ!

        ครั้งนี้เขาจะต้องเป็นคนที่ยืนยิ้มจนถึงฉากสุดท้าย

        เจียงลั่วอวี้คิดแล้วก็ก้มหน้าลง สีหน้าราบเรียบเขียนอักษรต่อไป

        เช้าวันถัดมา ยังไม่ทันที่ตะวันจะคืบคลานขึ้นพ้นขอบหน้าต่าง ชิงหงก็มาช่วยเจียงลั่วอวี้ล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวแล้ว เขาสวมชุดทางการของซื่อจื่อที่เป็นพื้นสีครามปักดิ้นทอง ครอบมวยผมด้วยเครื่องประดับทองคำประดับหยก มีพู่สีเหลืองสองข้างห้อยลงมาข้างหู ใบหน้าดูสง่างาม โดยเฉพาะเมื่อเขายืนนิ่งๆ ก็ยิ่งดูงดงามราวเทพบุตร

        เมื่อจับเจ้านายแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ชิงหงกับหว่านเสียะก็ได้แต่ตกตะลึงในความงามจนเจียงลั่วอวี้อดขำไม่ได้ นางทั้งสองจึงรู้ตัวและหน้าแดงไม่กล้าสบตานายน้อย เจียงลั่วอวี้จึงได้แต่ส่ายหัวให้กับพวกนาง

        ในขณะที่กำลังส่องกระจกก็ได้ยินเสียงซุ่ยเยวี่ยเคาะประตู “ซื่อจื่อเจ้าคะ พระชายาให้คนมาตามแล้วเจ้าค่ะ”

        “ข้ารู้แล้ว” เจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงเคาะประตูก็รู้ว่าซุ่ยเยวี่ยไปทำตามแผนที่ตนวางไว้เรียบร้อยแล้ว เขาแอบยิ้ม มือลูบหินสีแดงที่แขวนไว้แนบอกและถุงที่ใส่ป้ายคำสั่งทหารที่พกติดตัว เดินไปพลางถาม “ไป๋ซวงจื่อล่ะ? “

        ซุ่ยเยวี่ยรีบซอยเท้าตามเจ้านายออกไป “เรียนซื่อจื่อ ไป๋ซวงจื่อรออยู่ที่ด้านนอกแล้วเจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้เดินมาถึงบันไดก็มองไปรอบๆ ที่พัก เขาก็เห็นร่างในชุดสีขาวจึงพึมพำขึ้นมาว่า “ว่องไวยิ่งนัก เมื่อวานยังดูไม่ใส่ใจ แต่วันนี้ตื่นเช้ากว่าข้าเสียอีก แสดงว่าอยากไปอยู่เหมือนกัน”

        พูดจบก็เดินไปหาไป๋หมิ่นอวี้ เมื่อมองสำรวจไปรอบๆ ก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง เขาจึงยิ้มและถามขึ้นว่า “เจ้ามาคนเดียวหรือ แล้วลวี่อี้ล่ะ?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ตะลึงกับความงามที่อยู่ตรงหน้า สักพักก็ได้สติกลับจึงทำสีหน้าเหมือนไม่ใส่ใจเช่นเคย “นางทำชาหก มาไม่ได้”

        แค่ทำชาหก ไม่เห็นกับต้องไปงานเลี้ยงไม่ได้นี่

        เจียงลั่วอวี้มองสำรวจชุดของไป๋หมิ่นอวี้ก็เห็นว่าดูยับยู่ยี่ คอเสื้อแขนเสื้อดูไม่เรียบร้อย ก็เลยเดาได้ถึงเหตุผลที่ลวี่อี้ไม่ได้มาด้วย “นางทำชาหกใส่ตัวเจ้าใช่ไหม?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ตอบ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับ

        เจียงลั่วอวี้รู้ว่าตนเดาถูก เขาจับมือไป๋หมิ่นอวี้ เดินไปคุยไป “ซุ่มซ่าม ลงโทษนางหลายครั้งหน่อย เดี๋ยวก็หลาบจำไปเอง”

        ชิงหงที่เดินตามหลังมาได้ยินเขาคุยกันก็อดที่จะแอบเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคนไม่ได้ จากนั้นก็รีบหลบตาลงด้วยท่าทางที่ระมัดระวัง

        หลังจากไปคารวะองค์หญิงลี่หยางแล้ว เจียงลั่วอวี้ก็ถูกเรียกให้อยู่คุยกับท่านย่า จนเมื่อคุยกันพอสมควรก็ถูกปล่อยตัวออกมา ผู้คนด้านนอกก็กำลังสนทนากันอย่างออกรสออกชาติอยู่เช่นกัน

        เช้านี้เจียงลั่วไป๋รู้สึกไม่ค่อยสบาย หลังเสร็จงานตอนเช้าก็เลยขอตัวกลับไปก่อน ส่วนเจียงลั่วฉินต้องตามเจียงฮุ่ยไปรวมตัวกับญาติฝ่ายหญิง จึงต้องอยู่รอแม้ว่าจะไม่เต็มใจก็ตาม

        เจียงลั่วอวี้มองไปที่หน้าประตูซึ่งมีเจินซื่อกับมู่ซื่อยืนอยู่ในชุดเต็มยศ รวมถึงหลายคนที่ไม่เคยพบ เช่น เจียงเอี๋ยนลูกชายคนรองและเจียงปิงลูกสองเพศที่เกิดจากมู่ซื่อ เจียงซานลูกสาวที่เกิดจากหวังอี๋เหนียง เขามองออกไปยังดอกหยิงฮวาที่กำลังร่วงโรย พลันเห็นไป๋หมิ่นอวี้ในชุดขาวที่ดูโดดเด่นราวกับหงส์ในฝูงกา

        หากตนเป็นเจินซื่อ มาเห็นไป๋หมิ่นอวี้ในตอนนี้ก็คงรู้สึกขัดตาแน่นอน

        แต่เขาไม่ใช่เจินซื่อ เขายิ้มและเข้าไปแสดงความเคารพเจินซื่อกับมู่ซื่อ “ท่านอาสะใภ้ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว อวี้เอ๋อร์ต้องขอตัวก่อน”

        เจินซื่อกำลังสั่งงานพ่อบ้านให้ดูแลความเรียบร้อยให้ดี ได้ยินเสียงเจียงลั่วอวี้ก็ได้แต่พยักหน้ายิ้มรับทราบ เนื่องจากไม่มีเวลาหันมาพูดคุยด้วย ในขณะที่มู่ซื่อหันมาพยักหน้าและขานตอบ “ไปเถอะจ้ะ สนุกให้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ”

        เจียงลั่วอวี้ประสานมือคำนับ

        ในขณะที่เจียงลั่วอวี้กำลังจะเดินไปทางไป๋หมิ่นอวี้ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น “ท่านพี่ คุยกับข้าก่อนได้ไหม”

        เจียงลั่วอวี้หรี่ตาและรีบสะกดกลั้นไฟโทสะ หันไปมองเจียงฮุ่ยและยิ้มให้นาง “น้องหญิงมีธุระอะไรหรือ”

        เจียงฮุ่ยในวันนี้อยู่ในชุดสีแดงกรุยกราย ขับให้ผิวนางดูงามผ่องยิ่งขึ้น ที่ผมปักปิ่นดอกโบตั๋นสีแดง หน้าขาวอมชมพู กายนางมีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยออกมา น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง ดูสง่างามยิ่ง ชายใดได้เห็นรับรองว่าต้องสยบแทบเท้านางทุกราย

        “แค่เห็นว่าไม่เจอกันนาน ข้าก็อยากคุยด้วยไม่ได้หรือ?”

        “ข้าพลั้งปากไปเอง” เจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงออดอ้อนของนางก็แทบจะไฟลุกตั้งแต่ปลายเล็บจนไปจนทั่วทั้งตัว ยังดีที่มีหินก้อนนั้นช่วยเรียกสติเขาไว้  เขายิ้มตอบกลับไปว่า “แล้วน้องหญิง…”

        เจียงฮุ่ยมองดูญาติผู้พี่ที่แสนสง่างาม นางยกชายแขนเสื้อขึ้นป้องปากและกระซิบข้างหูเขา “ท่านพี่ คือว่าแบบนี้ วันก่อนที่ท่านให้ยาบำรุงผิวแก่ข้ามันใช้ดีจริงๆ ข้าพลั้งมือใช้เยอะไปหน่อย…ตอนนี้เหลือแค่สองขวด ไม่ทราบว่าท่านพี่…”

        เมื่อเห็นกิริยาของนางที่เข้ามาใกล้ต้น นัยน์ตาของเจียงลั่วอวี้ก็ปรากฏเงาดำซ้อนขึ้นหลายชั้นจนมองไม่เห็นถึงความอ่อนโยน ได้ยินว่านางต้องการยาเพิ่ม เขาก็ยื่นมือขาวเนียนออกมาจากแขนเสื้อและค่อยๆ ยิ้มให้นาง

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม