0 Views

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงที่ดูกังวลของซุ่ยเยวี่ย เขาจึงเงยหน้าขึ้นยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เขามีธุระจึงขอตัวไปก่อน ยกอาหารมาเถอะ ข้าชักจะหิวแล้ว”

        ไม่ได้โกรธกัน ช่างดีจริงๆ

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินคำตอบก็รู้ว่าตนเดาผิด จึงยิ้มและรีบตอบไป “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้ยิ้มตอบและกำหินในมือแน่น เขาเดินกลับเข้าห้องไป

        “ซุ่ยเยวี่ย หาเชือกแดงให้ข้าสักเส้นด้วยนะ”

        ซุ่ยเยวี่ยที่กำลังจะยกอาหารมาจัดวางชะงักลง นางถามออกมาว่า “เชือกแดง? ซื่อจื่อ ท่านจะเอามาทำอะไรเจ้าคะ?”

        เจียงลั่วอวี้ยังคงลูบคลึงก้อนหินในมือ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเลียงนิ่มว่า “ให้เจ้าไปหาก็หามาเถอะ ถามอะไรเยอะเสียจริง”

        ซุ่ยเยวี่ยแลบลิ้นด้วยอาการเขิน “เจ้าค่ะ ข้าน้อยทราบแล้วเจ้าค่ะ”

        หลังจากที่ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกัน ผ่านไปสิบกว่าวันก็ใกล้ถึงวันงาน เจินซื่อและมู่ซื่อผู้เป็นแม่งานยุ่งมาก บรรดาสาวใช้ก็วิ่งเข้าออกกันพัลวัน โดยเฉพาะคืนก่อนวันงาน บ่าวไพร่ต้องประดับตกแต่งสถานที่กันจนมืดค่ำจึงได้พักผ่อน

        เจียงลั่วอวี้นั่งเขียนอักษรอยู่ที่โต๊ะ ในขณะที่ไป๋หมิ่นอวี้นั่งอ่านหนังสือคำกลอนอยู่บนตั่งที่ไม่ไกลกัน ในห้องเงียบกริบ ดูช่างสงบเงียบดียิ่งนัก ซุ่ยเยวี่ยค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องและยิ้มให้กับภาพที่เห็น นางช่วยนายน้อยของตนฝนหมึกอยู่ข้างๆ

        เจียงลั่วอวี้วางมือจากการเขียนอักษรขนาดใหญ่ เขาหมุนข้อมือไปมาคลายความเมื่อยล้าและหันไปถามซุ่ยเยวี่ยที่กำลังฝนหมึก “เรื่องที่ให้ไปจัดการเรียบร้อยหรือยัง?”

        ซุ่ยเยวี่ยชะงักมือทันทีที่ได้ยิน ไป๋หมิ่นอวี้ที่นั่งอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นมามอง ทำเอานางมีสีหน้าลำบากใจไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

        เจียงลั่วอวี้เห็นอาการนางเป็นเช่นนั้นก็เข้าใจ ไป๋หมิ่นอวี้หยิบบทกลอนเก็บเข้าในแขนเสื้อและเตรียมจะลุกไปจากที่นั่น

        “ไม่เป็นไร ถ้าไป๋ซวงซื่อเป็นคนฉลาด เขาไม่เอาเรื่องที่เจ้าจะพูดไปบอกใครหรอก พูดมาเถอะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินก็ชักมือที่จะผลักประตูออกไปกลับมา เขาหันไปมองตาเจียงลั่วอวี้ และกลับไปนั่งที่ตั่งที่ไม่ห่างจากเจียงลั่วอวี้ตามเดิม ในขณะที่นายบ่าวสองคนกำลังยืนคุยกัน

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นว่านายตนไม่ต้องการปิดบังไป๋ซวงจื่อ นางจึงรู้สึกประหลาดใจแต่ก็บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร นางเลิกคิดถึงปัญหานี้และรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างระมัดระวัง “ซื่อจื่อเจ้าคะ ก่อนมื้อเย็นข้าน้อยให้ชิงหงไปสอบถามจากห้องเก็บพิณ พบว่าพิณหายไปหนึ่งตัว เห็นว่าเป็นตัวโปรดของคุณหนูใหญ่ด้วยเจ้าค่ะ…”

        “หายไปหนึ่งตัว?” เจียงลั่วอวี้รอยยิ้มชัดเจนขึ้น ตามองต่ำลงมาที่ตัวอักษรที่ยังไม่แห้งดี ใบหน้าอันงดงามดูเหมือนมีนัยที่อธิบายไม่ได้ “วันนี้ที่เข้าไปกับชิงหงจำได้ไหมว่าพิณที่เหลือเป็นอย่างไรและมีกี่ตัว?”

        ซุ่ยเยวี่ยพยักหน้า “คำสั่งซื่อจื่อ ข้าน้อยจำได้หมด พิณมีทั้งหมด…”

        “เจ้าจำได้ก็ดีแล้ว ไม่ต้องบอกข้าหรอก” เจียงลั่วอวี้มองดูท่าทางมึนงงของสาวใช้คนนี้ที่เมื่อหลายวันก่อนช่วยตนจัดการตบตาชิงหงจนส่งยาไปถึงมือเจียงฮุ่ยเห็นว่านางใช้ยานั้นทุกค่ำเช้า…แต่ดูจากภายนอกกลับดูไม่ออกเลย

        คิดมาถึงเรื่องนี้ เขาก็ยิ้มแบบเสียมิได้ มือก็พลางหยิบขวดยาสีเขียวและสีเหลืองส่งให้ซุ่ยเยวี่ย เขามองหน้านางและพูดเสียงต่ำ “วันก่อนที่ข้าบอกเจ้าไป ยังจำได้ใช่ไหม?”

        ซุ่ยเยวี่ยพยักหน้า “เรียนซื่อจื่อ จำได้เจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้เห็นนางพยักหน้ารับก็พอใจ หันไปมองไป๋หมิ่นอวี้ที่นั่งอ่านหนังสือราวกับไม่ได้ยินที่ทั้งสองคุยกัน เขาจึงพูดต่อ

        “พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงไปที่ห้องเก็บพิณ เอายาในขวดเขียวนี้ชุบกับผ้าแล้วทาลงบนพิณตัวที่ดีที่สุด จำไว้ว่าห้ามให้ยาถูกมือเจ้าโดยเด็ดขาด และถ้าเห็นพิณตัวที่น้องหญิงชอบมากที่สุดวางอยู่ในห้องนั้น ก็เอาผงยาในขวดสีเหลืองนี่โรยลงไป แต่หากไม่อยู่ก็ช่างมัน”

        ซุ่ยเยวี่ยไม่รู้ว่านายตนกำลังวางแผนพิสดารอะไร นางฟังออกว่ายาในขวดเขียวเป็นยาอันตรายแน่ มันคงมีพิษร้าย นางรู้สึกตื่นเต้นจนพูดติดๆ ขัดๆ “ซื่อจื่อ ท่านจะ…”

        “เจ้าวางใจได้ นั่นมันเป็นยาที่ทำให้คัน” เจียงลั่วอวี้เห็นอาการสาวใช้ก็รู้ว่านางกำลังกลัว สายตาและสีหน้าดูสับสนกังวลใจ

        “ยานั่นจะล้างไม่ออกไปพักใหญ่ แต่จะทำให้คนที่สัมผัสโดนคันไปทั้งตัว”

        ซุ่ยเยวี่ยรู้ว่าไม่ใช่ยาพิษก็สบายใจ นางรู้ว่าการสงสัยในตัวเจ้านายเป็นสิ่งที่ไม่ถูก แต่หากไม่ถามนางก็ไม่สบายใจและคงนอนไม่หลับ จึงต้องถามออกไป

        นางแอบมองไปที่เจ้านายก็ไม่เห็นว่าเขามีอาการโกรธหรือไม่พอใจ นางจึงย่อตัวแสดงความเคารพก่อนจะตอบเสียงเบา “ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งเจ้าค่ะ”

        “เจ้าไปได้แล้ว เดี๋ยวพอถึงเวลาอาหารไม่ต้องมาถามก่อน เจ้ายกเข้ามาได้เลย” นิ้วขาวยาวเรียวเคาะบนโต๊ะและพูดสั่งต่อ “ไป๋ซวงจื่อจะอยู่รับมื้อเย็นด้วย เจ้าเตรียมมาให้พร้อมนะ”

        ซุ่ยเยวี่ยออกไปจากห้อง เจียงลั่วอวี้ยืนมองท้องฟ้าที่ประดับไปด้วยหมู่ดาวพร่างพราย เขาใช้มือบีบเฟ้นท้ายทอยตนเองเพราะรู้สึกเมื่อยล้าแล้วจึงนั่งลงหลับตาที่บนเก้าอี้

        จนกระทั่งรู้สึกได้ว่ามีมือคู่หนึ่งวางลงบนไหล่เขา เขาจึงตื่นจากภวังค์ เขาสะดุ้งจนตัวแข็งที่ กำลังคิดว่าใครกันที่อยู่ข้างหลัง

        เสียงเขาฟังดูอ่อนล้า แต่สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง

        “อ่านหนังสืออยู่ไม่ใช่รึ เดินมานี่ทำไม”

        ไป๋หมิ่นอวี้เริ่มบีบหัวไหล่ให้เขา สายตาดูอบอุ่นและน้ำเสียงรื่นหู “ถ้าเหนื่อยนักก็พักเถอะ”

        “ยังเช้าอยู่ ข้าไม่เหนื่อยหรอก” เจียงลั่วอวี้เอนตัวเข้าหาพนักพิงแบะอันมือรองหัว เขายิ้มให้กับคำพูดของไป๋หมิ่นอวี้และพูดต่อ “ข้าแค่ล้า แล้วก็มีบางอย่างที่คาดไม่ถึง”

        “คาดไม่ถึงว่าสาวใช้จะไม่กล้าลงมือรึ?” ไป๋หมิ่นอวี้ยังคงยืนอยู่หลังเขา สังเกตดูสีหน้าและพูดต่อ “เจ้าไม่ได้อธิบายฤทธิ์ยา นางจึงไม่วางใจที่จะช่วยทำตามแผนเจ้า”

        “เจ้านี่ฉลาดสมชื่อตัวเจ้าจริงๆ ” เจียงลั่วอวี้หาวขึ้นมา เขายืนขึ้นและหันกลับมามองไป๋หมิ่นอวี้ที่ยังคงใส่ชุดสีขาว สายตางดงามเกิดความสงสัย “จริงสิ วันนี้เหมือนเจ้ามีเรื่องจะบอก มีเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ยืนอยู่ข้างแสงเทียน สีหน้าเขาไม่ซีดขาวเหมือนเมื่อแรกพบ แม้ว่าจะดูไร้อารมณ์ความรู้สึก แต่ก็สัมผัสได้ว่าใบหน้าหลังแสงเทียนนั่นเปี่ยมด้วยความอบอุ่น น้ำเสียงก็ไม่เย็นชาเหมือนเคยแล้ว “ข้าเป็นห่วงเจ้า”

        เจียงลั่วอวี้ใจเต้นที่ได้ยินเช่นนั้น เขามองตาไป๋หมิ่นอวี้และยิ้มให้ “ข้าแข็งแรงดี มีอะไรให้เจ้าต้องห่วง?”

        พูดจบก็ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดตอบ เขายิ้มมุมปากและพูดหยอกเอินต่อไปว่า

        “เป็นห่วงตัวเองดีกว่านะ วันก่อนข้าได้ยินว่าลวี่อี้ไปบอกความลับกับอาสะใภ้ว่าเจ้าแอบชอบข้า และกำลังหาวิธีให้ข้ารับตัวเจ้าไว้ ช่วงนี้ชิงหงก็เลยคอยสังเกตว่าข้าทำอะไรบ้าง วันวันก็เอาแต่คอยเตือนว่าข้ากำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ กลัวว่าข้าจะหลงกลเจ้าแล้วอาจจะแอบรับเจ้ามาเป็นคนของข้าเสีย”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม