0 Views

        ชิงหงเกรงว่านางจะไม่ถามต่อ เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็นางทำท่าทางขึงขังตอบเสียงทุ้มต่ำกลับไปว่า

        “ข้าน้อยแอบฟังจนรู้ว่า สาวใช้ที่ชื่อซุ่ยเยวี่ยบอกว่ายาพวกนี้มีมูลค่ามากนัก เดิมจะเก็บไว้ให้ชายาของซื่อจื่อในวันข้างหน้า และดูเหมือนว่าไป๋ซวงจื่อก็รู้จักยานี้แต่ซื่อจื่อก็ไม่เคยมอบให้เขา ซุ่ยเยวี่ยยังถามว่าทำไมถึงจะเอามามอบให้ท่าน ไม่เก็บไว้ให้ไป๋ซวงจื่อ ซื่อจื่อพอถูกถามเช่นนี้ก็เลยสั่งลงโทษให้นางคุกเข่าด้วยนะเจ้าคะ”

        “อ้อ ถ้าเช่นนั้นนี่คงเป็นยาดีจริงๆ ” เจียงฮุ่ยได้ยินชื่อของไป๋ซวงจื่อก็มีอาการไม่พอใจชั่วขณะ นางเดินไปที่ชิงหงและออกคำสั่ง “ยื่นมือออกมา ให้ข้าลองใช้กับเจ้าก่อน”

        ชิงหงคิดว่าตนทำอะไรผิดไป นางกลัวจนตัวหดและรีบคุกเข่าลงกับพื้น “คุณหนูเจ้าคะ ยานี้มันมีค่า…”

        เจียงฮุ่ยยิ้มอยากเยือกเย็นและดูเจ้าเล่ห์ “ข้าให้เจ้ายื่นมือออกมา ไม่ได้ยินหรือไง?”

        ชิงหงได้ยินคำสั่งก็รู้ว่าคงไม่จบง่ายๆ หากไม่ทำตาม นางตัวสั่นและยื่นมือออกไปช้าๆ เจียงฮุ่ยเปิดขวดยาและใช้ปิ่นเงินจุ่มลงไปที่ตัวยาสีแดง จากนั้นก็ป้ายลงบนหลังมือของชิงหง

        ชิงหงก้มมองและใช้มือละเลงจนตัวยาซึมซาบลงไปจนหมด ผิวนางที่เดิมขาวอยู่แล้ว บัดนี้ดูกระจ่างใสขึ้นอีก ซ้ำยังดูมีเลือดฝาดอมชมพูดูงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        “ไม่เลวจริงๆ พอทาลงไปก็เห็นผลทันทีว่าผิวพรรณดีขึ้น เจ้าพูดถูกจริงๆ” เจียงฮุ่ยมองดูผลอย่างพอใจก็พยักหน้าและเก็บขวดวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง นางออกคำสั่งด้วยเสียงราบเรียบ

        “ยานี้เก็บไว้ใช้ ข้าฝากเจ้าไปขอบคุณท่านพี่ด้วย”

        ชิงหงรับคำสั่งและคำนับลาถอยออกมา เหลือเพียงเจียงฮุ่ยที่นั่งมองนางจากไปจากทางหน้าต่าง นางหยิบขวดยาขึ้นมาดูอีกครั้ง พลางเผยรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้า

        หลังมื้อเย็น ความมืดก็ครอบงำเข้ามา แต่ภายในสวนมรกตยังคงสว่างไปด้วยแสงจากโคมไฟ

        ซุ่ยเยวี่ยที่ลุกขึ้นจากการคุกเข่าอันยางนานอยู่ที่หน้าห้องเจียงลั่วอวี้ นางนวดหัวเข่าตนเองพลางมองเข้าไปที่หน้าต่าง นางเห็นว่านายของตนกำลังเหม่อลอยและดูเหมือนมีเรื่องกังวลนับตั้งแต่ชิงหงกลับมารายงานเรื่องส่งยา

        นับแต่ที่นายของตนรู้ว่าไป๋ซวงจื่อได้ยินเรื่องที่พวกตนคุยกัน นายน้อยก็ดูแปลกไป นางเดาไม่ผิดจริงๆ แม้ว่าพวกเขาสองคนจะเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน แต่นายน้อยก็ดูให้ความสำคัญกับไป๋ซวงจื่อมาก…

        ถ้าหากว่ายังอยู่ในจวนของตน ขอแค่เจ้านายสั่งมา นางก็จะไปอธิบายให้ไป๋ซวงจื่อเข้าใจทันที แต่นี่มาอาศัยคนอื่นอยู่ จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าไป๋ซวงจื่อไม่ยอมมาก็ยากที่จะอธิบาย แล้วจะทำเช่นไรดี?

        หากไม่ต้องมาอาศัยคนอื่นอยู่ ซื่อจื่อก็คงไม่สั่งให้ตนแกล้งแสดงละครตบตาชิงหงไม่ใช่หรือ?

        เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็ได้แต่ถอนหายใจ นางเหลือบมองไปที่หัวเข่าของตน เตรียมจะเข้าไปในห้องเพื่อแสดงละครให้ชิงหงดูต่อว่าตนเองได้สำนึกผิดและจะเข้ามาขอโทษนายน้อย แต่นางก็มองเห็นคนยืนอยู่ที่ทางเข้าสวนเข้าพอดี

        ทันทีที่เห็นเงาสีขาว นางก็ต้องตกใจ

        เจียงลั่วอวี่ไม่คิดว่าจะได้เห็นร่างสีขาวที่กำลังเดินเข้ามา เขาถึงกับชะงักค้าง หมึกสีดำจากปลายพู่กันที่เขาเอาไว้ในมือหยดลงบนกระดาษสีขาวโพลน ชิงหงเองก็สังเกตเห็นและมองตามสายตานายของตนว่าไปหยุดอยู่ที่ใด

        “เจ้าออกไปก่อน ไม่ต้องฝนหมึกให้ข้าแล้ว”

        ชิงหงไม่อยากเชื่อในสายตาตน ร่างสีขาวนั้นกำลังมุ่งหน้าเข้ามา แม้ว่าจะตกใจแต่นางก็เก็บซ่อนความรู้สึกและย่อตัวรับคำสั่ง วางมือจากแท่งหมึก “เจ้าค่ะซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้เห็นว่าคนคนนั้นกำลังใกล้เข้ามาทุกที เขายกมือขึ้นและออกคำสั่งไปยังสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านนอกหน้าต่าง “ซุ่ยเยวี่ย เจ้าก็ออกไปด้วย”

        ซุ่ยเยวี่ยเริ่มเห็นรอยแผลเป็นบนหน้าชายชุดขาว นางรีบถอยออกมา สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นชิงหงที่กำลังเดินออกมาจากห้องและเดินออกไปทางระเบียงเช่นกัน เพียงครู่เดียวทั้งสองก็หายลับไปจากสายตาผู้เป็นนาย

        ไป๋หมิ่นอวี้หยุดยืนอยู่ที่บันได ด้วยความมืดจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา มีเพียงตาสีอำพันที่ส่องประกาย ลมราตรีพาเอาชุดสีขาวที่คลุมร่างอันบอบบางของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม แม้แต่เจียงลั่วอวี่ยังรู้สึกหวาดกลัว

        เขากลัวว่าถ้าไม่ยื่นมือไปคว้าไว้ คนที่อยู่ตรงหน้าอาจปลิวหายไป

        ทั้งสองคนไม่ได้เจอกันมาสิบกว่าวัน ทั้งคู่มองตากันและกัน เจียงลั่วอวี้สังเกตเห็นว่าสีหน้าของไป๋หมิ่นอวี้ไม่ได้ซีดเซียวอีกแล้ว เพียงแต่ยังดูอ่อนแรง คิดว่าคงหายไข้แล้ว ขาดก็แต่กำลังภายในที่สูญเสียไปยังไม่กลับคืนมา

        เขาไม่กล้าพูดอะไรได้แต่เม้มปากและมองต่ำ กลัวว่าถ้ายังจ้องตาต่อ ตัวเขาเองคงจะอดไม่ได้ที่จะอธิบายเรื่องที่เขาแสดงละครกับซุ่ยเยวี่ยเมื่อตอนกลางวัน

        คิดไปคิดมาในใจเขาเองก็รู้สึกผิดและกังวล

        “ข้างนอกหนาว” เจียงลั่วอวี้เดินไปผลักประตูที่สลักลวดลายงดงามให้เปิดออกครึ่งบาน “มีอะไรก็เข้ามาคุยกันข้างใน”

        ไป๋หมิ่นอวี้ยืนมองอยู่กับที่ เจียงล้่วอวี้ที่ยืนใต้แสงเทียนช่างงดงามนัก มือที่อยู่ในแขนเสื้อไม่รู้ว่ากำลังแบหรือกำอยู่ ดวงตาสีอำพันดูอบอุ่นขึ้นมา

        ไป๋หมิ่นอวี้ก้าวเข้ามาในห้อง เจียงลั่วอวี้นั่งลงข้างโต๊ะและวางถ้วยชาที่ยังมีควันคุกรุ่นไว้บนโต๊ะเป็นการเชื้อเชิญ จากนั้นเขาก็วาดมือไปบนโต๊ะจนเจอขวดหยกและหยิบขึ้นมาเขย่า

        ไป๋หมิ่นอวี้ยืนอยู่ที่ประตูไม่ห่างไปจากเขา จ้องมองไปยังคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะพูดเสียงเบาๆ ว่า

        “แค่อยากมาหา”

        เสียงของเขายังคงแหบแห้งเพราะยังไม่หายดี แต่ก็น่าฟังและชวนให้หลงใหล เจียงลั่วอวี้หยุดเขย่าขวดยาและกำมือแน่น เขายิ้มและเงยหน้าขึ้นมองพร้อมเอ่ยปาก

        “อย่าเอาคำพวกนั้นมาใส่ใจเลย”

        เขาพบว่าไป๋หมิ่นอวี้จ้องมองเขามาตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง แม้ว่าสีหน้าจะปราศจากอารมณ์ แต่ดวงตาสีอำพันก็ส่องประกายราวกับแก้ว หากมองให้ดีจะเห็นความสงบเงียบซ่อนอยู่

        เจียงลั่วอวี้ถอนหายใจยาวๆ เขารู้แล้วว่าไป๋หมิ่นอวี่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเมื่อกลางวัน เขารู้สึกผ่อนคลายลงและกำลังจะวางขวดยากลับลงบนโต๊ะ แต่พลันได้ยินคำถามเสียก่อน

        “นั่นคือยาบำรุงผิวใช่ไหม?”

        ยังไม่ทันพยักหน้าตอบ นิ้วมือขาวเรียวก็ยื่นมาหยิบขวดไปจากมือเขา ฝาขวดถูกเปิดออกและส่องมองเข้าไปจนเห็นของเหลวสีแดงที่บรรจุอยู่ เขายังดมกลิ่นดู

        เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทางเหล่านั้นก็อดที่จะขำไม่ได้

        “ทำไมรึ หรือเจ้าก็อยากได้?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ตอบ เขาออกแรงกดปิดฝาและกำขวดแน่นจนนิ้วขาวซีด ผมปรกหน้าเขาซีกหนึ่งทำให้ดูไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

        ภายใต้ความเงียบชั่วครู่ เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทางกำขวดแน่นไม่ปล่อยของไป๋หมิ่นอวี้ ก็แกล้งพูดประชดพร้อมสายตาแสร้งเยาะเย้ย “น่าเสียดาย ยานี้มีค่านัก คงให้เจ้าไม่ได้นะ ข้าจะเก็บไว้ใช้เอง”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม