0 Views

        ไม่รู้ว่าตนเองเดินมาไกลเท่าไรแล้ว เขาเม้มปากและแหงนหน้าขึ้นพลันหยุดเดินต่อ ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับทางที่ตนเดินมาและถอนหายใจ ซุ่ยเยวี่ยถูกเอ่ยเรียก “เจ้าไปดูไป๋หมิ่นอวี้ว่ายังอยู่ที่เดิมไหม ถ้ายังอยู่ก็บอกให้เขาไปรอข้าที่เรือนพำนักของข้าก่อน กลับไปข้ามีอะไรจะให้เขา”

        เขามองสาวใช้คนสนิทที่รับคำสั่งและรีบวิ่งกลับไปทางเรือนพำนักจนลับตา รอยยิ้มชัดเจนปรากฏขึ้นขึ้น สักพักเขาก็หันหน้ากลับมาทางเดิม ใบหน้านิ่งสงบหลงเหลือรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

        หลังจากเลือกผ้าที่จะใช้ตัดชุดเสร็จเรียบร้อย เขาก็กลับไปถึงที่พักในเวลาเที่ยงพอดี

        เจียงลั่วอวี้เดินมาถึงประตูสวนมรกต ก็พบกับซุ่ยเยวี่ยที่รออยู่ด้วยอาการลนลาน “เหตุใดมารออยู่นี่?”

        “ซื่อจื่อท่านกลับมาเสียที” ซุ่ยเยวี่ยตาเบิกกว้าง เขารีบซอยเท้าไปถึงข้างตัวเพื่อกระซิบเบาๆ “ท่านไม่รู้ใช่ไหมว่าสามคนนั้น… “

        เจียงลั่วอวี่เลิกคิ้วขึ้นราวกับไม่สนใจอะไร “ทำไมรึ?”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นอาการของนายตนดูไม่สนใจก็เลยรีบเล่าเรื่องนี้ต่อด้วยอาการร้อนรน

        “ท่านยังไม่รู้ว่าเมื่อครู่พวกนางคอยขัดข้าน้อยตลอดเวลา ไม่ว่าข้าน้อยจะทำอะไรก็จะอ้างแต่ว่าข้าน้อยเป็นสาวใช้คนสนิทของท่าน งานเล็กๆ พวกนี้ให้พวกนางทำแทนยังถือวิสาสะแตะต้องของส่วนตัวของท่านด้วย โดยเฉพาะคนที่ชื่อลวี่อี้ที่คิดว่าตัวเองสวยนักหนา…เอาเป็นว่าไม่ว่าจะเป็นข้าน้อยหรือหว่านเสียะก็ห้ามนางไม่ได้ ตอนนี้ห้องท่านเละไปหมดแล้ว ข้าน้อยได้แต่มารอท่านกลับมานี่แหละเจ้าค่ะ”

        “อ้อมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย?” เมื่อเจียงลั่วอวี้ได้ยินว่านางถึงขนาดกล้าแตะต้องของส่วนตัวของเขา สายตาและน้ำเสียงก็เข้มขึ้น “ลวี่อี้นางกล้าดีไปแล้ว”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นอาการตอบสนองของเจ้านายก็ใจชื้นขึ้น นางกำลังจะบอกให้เจ้านายของนางขับไล่อีกสองคนออก เหลือไว้แค่หว่านเสียะ แต่นายน้อยก็เรียกนางไว้ก่อน “ซุ่ยเยวี่ย”

        “ท่านจะไล่พวกนางไปใช่ไหมเจ้าคะ?”

        เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทางดีใจของนางก็ถอนหายใจ เขากวาดตามองไปบริเวณที่พักกลับไม่พบร่างในชุดขาวก็รีบเปลี่ยนเรื่องพูด “เมื่อครู่เจ้าเห็นคนเมื่อเช้าหรือไม่”

        “คนเมื่อเช้า? คนเมื่อเข้าที่ท่านเอาชุดของท่านให้เขาใส่ใช่ไหมเจ้าคะ?” ซุ่ยเยวี่ยได้ยินคำถามก็นึกถึงตอนที่กลับมาถึงเรือนพำนัก นางได้ยินพวกสาวใช้พูดถึงความเป็นมาของเขาจึงทำให้รู้ว่าเขาก็มีสองเพศเช่นกัน ซุ่ยเยสี่ยรู้ดังนั้นก็สบายใจขึ้น

        “ข้าน้อยกลับมาเขาก็ตามมาด้วย แต่ทำอย่างไรก็ไม่ยอมเข้าไปรอในห้องเจ้าค่ะ ข้าน้อยเห็นเขาหน้าขาวซีดก็บอกให้ไปรอท่านในห้องเขาก็เอาแต่ยืนไออยู่ด้านนอกไม่ยอมเข้าไปต่อมา… “

        เจียงลั่วอวี้คาดเดา “เป็นลม?”

        ซุ่ยเยวี่ยพยักหน้า “เจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้ขมวดคิ้วและมองหา “แล้วอยู่ที่ไหน?”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นอาการตกใจและร้อนรนของเจ้านายก็รู้ว่านายน้อยของตนกับคนผู้นั้นสนิทใจกันเป็นอย่างดี “ข้าน้อยไม่กล้าพาไปไหนเลยพยุงไปพักบนตั่งในห้อง ข้าน้อยรู้ว่าท่านต้องเป็นห่วงเลยให้หว่านเสียะดูแลอยู่เจ้าค่ะ”

        เมื่อได้ยินว่าพาเข้าไปพักและมีคนดูแลเขาก็เบาใจ “งั้นก็ดีแล้ว”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นเจ้านายไม่เดินต่อทั้งที่มีท่าทีอยู่ไม่สุขก็ถามขึ้นเบาๆ “ซื่อจื่อ… ทำไมไม่เดินต่อเจ้าคะ?”

        เจียงลั่วอวี่หันไปมองเจียงลั่วไป๋ที่ตามหลังมาไม่ยอมห่าง ดูก็รู้ว่ายังมีอะไรติดใจ เขาหันมายิ้มและพูดว่า “เจ้ายืนอยู่ที่นี่ห้ามส่งเสียง ห้ามกลับไปก่อนและอย่าให้คนในห้องรู้ว่าข้ากลับมาแล้ว ข้ามีเรื่องจะคุยกับน้องรองอย่าให้คนเข้ามาใกล้พวกข้าได้”

        ซุ่ยเยวี่ยรีบพยักหน้าขานรับราวไก่จิกข้าวเปลือก “เจ้าค่ะ”

        เมื่อเห็นว่าซุ่ยเยวี่ยยังคงทำท่าทางเหมือนรอเขากลับมา และยังใช้ตากวาดมองเพื่อระวังคนนอกเขาก็สบายใจ เขาหันกลับมามองเจียงลั่วไป๋ที่สายตาเต็มไปด้วยคำถาม “มีอะไรจะพูดก็พูดมา”

        เจียงลั่วไป๋เดินตามพี่ชายไปที่ประตูทางเข้า หลังจากที่รอให้ปลอดจากสาวใช้มานานพวกเขาออกไปที่ลานด้านนอก ถึงตอนนี้จึงยอมเปิดปาก “ท่านพี่พวกสาวใช้ในวันนี้… “

        เจียงลั่วอวี้ไม่อยากพูดอ้อมค้อมอีกต่อไป เขาตอบด้วยสายตาจริงจังว่า “หน่วนอวี้เวิน เซียงชิงหง และลวี่อี้ ทั้งหมดเป็นคนที่เจินซื่อจัดแจงไว้ให้เรา แต่สำหรับอวิ๋นไฉ่ที่ยกให้เจ้ากับหว่านเสี่ยะที่ข้ารับไว้เป็นคนที่เหนียนโหมวโม่วจัดหามาให้หลังจากที่เมื่อคืนข้าหาวิธีปิดปากนาง”

        อวิ๋นไฉ่กับหว่านเสียะสองคนนี้แอบขึ้นรถม้ามาด้วย โดยซ่อนตัวไว้และพามาที่จวนนี้ด้วยเพื่อจะมาเป็นสาวใช้ของพวกตน

        เจียงลั่วไป๋แค่อยากจะถามเรื่องหน่วนอวี้กับเวินเซียงเขาไม่คิดว่าพี่ชายจะยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง คำตอบเหล่านั้นถึงกับทำให้เขาพูดจาติดขัด “ท่านพี่…รู้แต่ต้นแล้วว่าพวกนาง…รู้ว่าพวกนางเป็นใคร”

        เจียงลั่วองี้เห็นท่าทางของน้องชายที่ดูจะไม่ค่อยเชื่อจึงพูดต่อว่า “เหนียนโหมวโม่วเป็นคนของอาสะใภ้ พวกเราเพิ่งจะมาถึงอาสะใภ้ก็แสดงออกว่าอยากได้ทรัพย์สมบัติของพวกเรา ดังนั้นการถูกจับตามองย่อมเป็นเรื่องปกติ”

        “พระชายาอยากได้สมบัติของจวนเรา? เจียงลั่วไป๋ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบนี้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป เขานึกถึงตอนที่พี่ชายส่งสัญญาณต่างๆ ให้เขา ไหนจะเจินซื่อที่คอยพูดจาหว่านล้อมเวลาที่เขาอยู่คนเดียว รวมถึงคำพูดต่างๆ ของเมื่อวานในตอนเย็น ก็ยิ่งทำให้เขาสับสน

        “นาง…ต้องการอะไร? พวกเรามีอะไรให้นางงั้นหรือ? “

        ได้ยินว่าช่วงไม่กี่ปีนี้สภาพการเงินในจวนจวิ้นหวังไม่คล่องนักโดยเฉพาะเจินซื่อผู้เป็นอาสะใภ้ ในสองปีนี้ต้องเอาสมบัติที่ติดตัวมาตอนแต่งงานออกขายเพื่อช่วยจุนเจือไหนจะต้องเตรียมเงินทองของมีค่าไว้ให้เจียงฮุ่ยเตรียมออกเรือนในอีกสองปีข้างหน้า ลูกชายของนางที่ชื่อเจียงหยิ่งซึ่งอยู่ต่างมณฑลก็ต้องใช้เงินในการเดินทางกลับมาเมืองหลวง…นางคงเห็นว่าเราเหมือนแกะอ้วนจึงอยากจะได้เงินจากพวกเรา”

        เจียงลั่วอวี้นึกถึงตอนที่ยังมาไม่ถึงจวนจวิ้นหวัง เขาต้องตระเตรียมคนของตนไว้ให้พร้อม เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสังเวชใจเมื่อคิดไปถึงชาติก่อนที่เคยมองว่าจวนจวิ้นหวังช่างมั่งคั่งนัก แต่แท้จริงแล้วข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง

        “คนของเรายังรายงานอีกว่านางไม่ใช่แค่ต้องการเงินแต่ยังอยากได้ที่ดินจากจวนของเราเราด้วย…แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาซึ่งอาจไม่ใช่และเขาก็หวังว่ามันจะไม่ใช่จริงๆ …เพียงแต่ว่าตอนนี้พวกเราคงต้องระวังกันให้มาก”

        เจียงลั่วไป๋เห็นว่าพี่ชายมีแผนมาในใจเป็นอย่างดีและพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่เขายังคงสงสัยจึงถามต่อว่า “พี่ใหญ่อยู่ที่นี่ได้เตรียมการไว้พร้อมแล้วหรือ?

        “วันก่อนข้าเพิ่งจะวางแผนไว้จุดหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญแต่ก็พอจะแอบฟังพวกเจ้านายคุยกันได้” เจียงลั่วอวี้ตอบขึ้นมาทันควัน ไม่สนใจว่าน้องชายจะเชื่อตนหรือไม่ จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ข้าอยากรู้ว่าเจ้ามาทำอะไร? “

        เจียงลั่วไป๋อยากจะถามอีก แต่พี่ชายเขาเปลี่ยนเรื่องกลางคันจึงกลับไปคุยเรื่องเดิมต่อ “ท่านพี่ ในเมื่อท่านรู้ว่าสาวใช้พวกนั้นเป็นคนของพระชายาทำไมยัง… “

        เจียงลั่วอวี้ไม่รอให้พูดจบก็รู้ว่าน้องชายตนจะพูดอะไร เขาจึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “ทำไมยังยกหน่วนอวี้กับเวินเซียงให้น้องหญิงน่ะหรือ?”

        เจียงลั่วไป๋มองตาและพยักหน้ารับว่าใช่

        “แต่ไหนแต่ไรมาฉินเอ๋อร์ไม่ถูกกับข้า อีกทั้งนางยังเป็นหญิง เรื่องที่ข้าบอกเจ้าถ้านางรู้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ข้าจึงเลือกที่จะไม่บอกเรื่องสำคัญกับนาง”

        เจียงลั่วไป๋ก้มหน้าลงดวงตาไม่กระพริบ ดูเหมือนว่าตอนนี้เรื่องอะไรก็ไม่สามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้ เขายิ้มอ่อนๆ และพูดขึ้นว่า

        “ดังนั้นการที่ข้าส่งหน่วนอวี้กับเวินเซียงไปรับใช้นางก็เท่ากับว่าข้าอยากให้พวกนางเห็นอะไรพวกนางก็จะได้เห็นอย่างนั้น”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม