0 Views

        พูดจบเขาก็ไม่ได้สนใจไป๋หมิ่นอวี้อีกต่อไปว่าจะคิดอะไรอยู่ เขาหันเตรียมมุ่งหน้าเดินออกไปจากห้องและถามว่า “ลั่วไป๋มาหรือยัง”

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินดังนั้นก็รีบยัดถาดเสื้อผ้าให้ไป๋หมิ่นอวี้โดยไม่สนใจว่าเขาจะรับไว้หรือไม่ ก่อนรีบวิ่งตามเจียงลั่วอวี่ไป “เรียนซื่อจื่อ คุณชายมารอที่ด้านนอกแล้วแต่คุณหนู…..”

        เจียงลั่วอวี้ก้าวออกจากประตู ดวงตาจ้องมองไปยังร่างที่คุ้นเคยซึ่งห่างไปจากประตูไม่ไกลนัก เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยว่า “นางก่อเรื่องอีกแล้วหรือ? “

        ซุ่ยเยวี่ยมองไปที่เจียงลั่วไป๋ จากนั้นจึงหันไปมองซื่อจิ่อแล้วเอ่ยตอบว่า “…..เจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้เอามือกุมขมับตนเอง เขาได้แต่คิดว่าน้องสาวคนนี้ช่างไม่รู้ประสาเอาเสียเลย ชาติก่อนเขาไม่ถือสานาง แต่มาชาตินี้นางยังจะไปเข้ากับเจินซื่อเพื่อมาสร้างความลำบากให้เขาอีกหรือ?

        “ช่างเถอะปล่อยนางไปก่อน เรื่องนี้หากข้าไม่ไปจัดการเองก็คงจะไม่จบ ไปกันเถอะ”

        ขณะที่กำลังจะเดินต่อไปหูของเขาก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินตามมา ทันใดนั้นก็มีมือเย็นเฉียบมาจับที่มือเขาจนต้องสะดุ้งโหยง เมื่อเขาหันกลับไปมองก็เป็นไปตามคาด คนที่ตามมาคือไป๋หมิ่นอวี้ที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าของเขา

        สมดังภาษิตไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง

        เมื่อได้ใส่ชุดอันงดงามเข้าไปแล้ว หากไม่สังเกตรอยแผลบนใบหน้า หรือเพียงแค่เขายืนเฉยๆ ก็อาจจะคิดว่าเป็นทายาทผู้ดีมีสกุลเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะท่าทางที่นิ่งขรึมของเขา

        เสียดายก็แต่ใบหน้าดวงนั้น

        เมื่อเจียงลั่วอวี้เห็นสายตาของซุ่ยเยวี่ยที่มองเขาสองคนยืนกุมมือกัน ในใจก็คิดว่าถ้านางรู้ว่าคนที่กำลังกุมมือเขาอยู่เป็นผู้ชาย นางคงจะร้องเสียงหลง แม้แต่เขาเองก็พูดไม่ออกและก็ไม่รู้จะดึงมือออกอย่างไรดี

        ไป๋หมิ่นอวี้จ้องตาเขา ด้วยดวงตาสีอำพันสดใสและเสียงที่นิ่งเรียบ

        “ถ้าไม่จับมือกันความลับจะไม่หลุดรึ?”

        เจียงลั่วอวี้มองตากลับ แม้ว่านัยน์ตาจะดูสับสนแต่ก็ยังยิ้มให้เหมือนอย่างครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกัน

        “เจ้าก็ฉลาดเหมือนกันนะ”

        เมื่อทั้งคู่พูดคุยกันเสร็จเจียงลั่วไป๋ที่อยู่ไม่ไกลนักก็รีบวิ่งมาหาเหมือนมีอะไรจะบอก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าข้างๆ พี่ชายของตนมีอีกคนยืนอยู่ข้างๆ “ท่านพี่……เขาคือ?”

        “เขาเป็นเพื่อนข้าเอง” เจียงลั่วไป๋ขี้เกียจอธิบายความเป็นมา อย่างไรเสียเดี๋ยวตอนพบกับเจิ่นซื่อก็ต้องมีคนทนไม่ได้พูดอะไรออกมาเอง ตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจคำถามนี้ “เราไปคารวะท่านย่ากับท่านอาที่กำลังรอพวกเรากันก่อนเถอะ”

        เจียงลั่วไป๋ได้ยินดังนั้นก็มองพี่ชายด้วยสายตาสงสัย แต่ก็ไม่ถามอะไรต่อ

        สำหรับเช้าวันนี้เจินซื่อสงบเสงี่ยมมาก เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวานประกอบกับไป๋หมิ่นอวี้ก็ไม่ได้ตามเข้าห้องไป บรรยากาศในห้องโถงจึงเรียบร้อยดีไม่มีใครพูดถึงเจียงฮุ่ยและเรื่องที่เกิดขึ้น องค์หญิงลี่หยางกับเจียงสยงทำเหมือนไม่มีคนชื่อนี้อยู่ พวกเขาคุยกันสักพักก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนกลับออกไปได้

        ทันทีที่เลิกม่านขึ้น เจียงลั่วอวี้ก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเจินซื่อเปลี่ยนไป หางตาของนางกระตุกไม่หยุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เมื่อมองตามสายตาของนางไปก็ไปสะดุดที่คนชุดขาวซึ่งกำลังชื่นชมดอกไม้ที่เบ่งบานด้วยใบหน้าสดใส คนคนนั้นก็คือไป๋หมิ่นอวี้

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม