0 Views

        “เจ้า…” ได้ยินคำพูดท้าทายของเย่ชิงหาน เสว่อู๋เหินแทบจะควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของบิดาที่กำชับไว้ก่อนออกเดินทางเขาจึงจำต้องอดกลั้นมันเอาไว้ ทำได้แค่พูดกระแทกเสียงออกมา “ข้าไม่อยากเสวนากับคนบ้าอย่างเจ้า”

        บิดาของเขา หัวหน้าตระกูลเสว่คนปัจจุบัน เสว่เพียวโหร ก่อนจะออกเดินทางได้สั่งกำชับเขาอย่างหนักแน่นว่า การมาเมืองเซียวหุนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่มารวมตัวกับพวกระดับหัวกะทิของทั้งสี่ตระกูล ที่สำคัญที่สุดคือต้องสลายความความบาดหมางที่ก่อไว้ที่ตระกูลเย่ เพราะเราเป็นฝ่ายผิด ดังนั้น ตระกูลเสว่จึงส่งผู้อาวุโสสูงสุดท่านหนึ่งมายังเมืองเซียวหุนเพื่อเจรจากับผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเย่

        ที่สำคัญคือ ตัวแทนในการเจรจาครั้งนี้ของตระกูลเย่คือเย่ชิงหนิว เย่ชิงหนิวขึ้นชื่อเรื่องมีนิสัยบ้าระห่ำและไม่ยอมใคร เสว่เพียวโหวจึงได้สั่งกำชับกับเสว่อู๋เหินหากพบเจอกับลูกหลานของตระกูลเย่ห้ามก่อเรื่องโดยเด็ดขาด อย่าให้โอกาสเย่ชิงหนิวได้บันดาลโทสะ ด้วยเหตุนี้แม้ว่าเยชิงหานจะโอหังอวดดีใส่เขาเพียงใด เขาก็ทำได้แค่เพียงกระแทกเสียงออกมาสองสามครั้งโดยที่ไม่กล้าพูดหรือกระทำสิ่งใดมากไปกว่านั้น

        เห็นได้ชัดว่าเสว่อู๋เหินรู้ดีว่าเย่ชิงหานตอนนี้ไม่ควรตอแยด้วย แต่ผู้คนที่อยู่ในที่นี้ไม่ได้รับรู้กับเขาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งถูกเย่ชิงหานพูดตบหน้าไปฉาดใหญ่อย่างหลงสุ่ยหลิว เขารู้สึกประหลาดใจกับท่าทีของเสว่อู๋เหิน แต่เมื่อคิดในอีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นได้ว่าเสว่อู๋เหินไม่อยากทำลายอากัปกิริยาสุภาพงดงามของตัวเขาเอง ไม่อยากทะเลาะหรือสั่งสอนเจ้าเด็กน้อยคนนี้ เมื่อสักครู่พวกเขาทั้งสองคนต่างถูกเจ้าเด็กน้อยคนนี้ทำให้เสียหน้า ในเมื่อเสว่อู๋เหินไม่ยินดีที่จะทำ ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะรับหน้าที่สั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้เพื่อกู้หน้าคืนมาเอง

        คิดได้ดังนั้น เขาที่ยืนอยู่ข้างๆ อยู่แล้วจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่งสอน “ข้าคิดว่าเป็นคนควรมีอัธยาศัยไมตรีสักหน่อยบ้างก็ดี สำหรับพวกที่ไม่ค่อยมีอัธยาศัยไมตรีเลยคงต้องถูกสั่งสอนเสียบ้าง สั่งสอนโดยการทำให้ลงไปนอนกองกับพื้นเผื่อว่าจะสำนึกอะไรขึ้นมาได้บ้างสักหน่อย”

        หลงสุ่ยหลิวพูดจบ นายน้อยสองคนที่นั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ มาโดยตลอด มองหน้าซึ่งกันและกัน จากนั้นส่ายหัวแล้วยิ้มออกมา แล้วก็นิ่งเงียบต่อไปดังเดิม

        “ไอ้โง่เอ้ย!”

        เยว่เหนียงที่อยู่ข้างๆ ลอบด่าทอออกมาในใจ ดูก็รู้ว่าเย่ชิงหานอยากให้สถานการณ์ปะทุขึ้นมา  ส่วนเสว่อู๋เหินนั้นไม่อยากจะตอแยด้วย ทำให้เย่ชิงหานไม่มีโอกาสหาเรื่อง แต่ไอ้โง่หลงสุ่ยหลิวกลับเอาตัวเองใส่พานส่งไปให้ถึงที่ นางไม่เข้าใจว่าทำไมท่านหลงเจ้าแห่งเขตปกครองที่เป็นยอดฝีมือองอาจห้าวหาญกลับมีหลานชายที่โง่เขลาเช่นนี้ได้ และหลานชายคนนี้ก็ไม่รู้ตัวเสียเลยว่าตนเองมีดีอยู่มากแค่ไหน ชอบอ้างชื่อของลุงเที่ยวก่อเรื่องราวไปทั่ว นางทำได้แค่ส่ายหัวอย่างอับจนปัญญาและไม่กล้าที่จะเข้าไปร่วมวงด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องของผู้มีศักดิ์เป็นถึงระดับนายน้อยของห้าตระกูลใหญ่ นางที่เป็นเพียงแค่บุคคลในระดับกลางของตระกูลเยว่ย่อมไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่ง และไม่อยากที่จะแกว่งเท้าหาเสี้ยนด้วย

        “หลายเดือนก่อนมีหลายคนที่อยากจะตบข้าให้ลงไปนอนกองบนพื้น และหลายครั้งข้าก็ลงไปนอนกองบนพื้นจริงๆ แต่ในตอนนี้คิดว่าหลายคนก็ยังอยากที่จะตบข้าให้ลงไปนอนกองบนพื้นเช่นเดิม แต่ว่า…กลับเป็นพวกเขาเหล่านั้นที่ลงไปนอนกองบนพื้นเสียเอง ถ้าหากเจ้าอยากจะลิ้มลองรสชาติของการถูกตบลงไปนอนกองบนพื้นว่าเป็นอย่างไรล่ะก็…จะลองดูก็ได้!”

        แม้ประโยคที่พูดจะฟังดูเล่นคำไปหน่อย แต่น้ำเสียงที่แฝงความโอหังอวดดีและการดูถูกในคำพูด แม้จะเป็นคนหูตึงก็ยังฟังออก

        “ฮึ! ดูท่าคงต้องทำการสั่งสอนเจ้าแทนผู้ปกครองของเจ้าสักหน่อย และถือโอกาสทำให้เจ้ารู้ว่าท้องฟ้าของโลกภายนอกนอกเหนือจากเมืองชางที่เจ้าอยู่มันกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด!” หลงสุ่ยหลิวยิ้มขึ้นอย่างได้ใจ หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนได้ยินเสียงเล็บเสียดสีกับผิวหนัง ดูท่าทางคล้ายกับกำลังจะลงมือ

        “แน่นอนว่าท้องฟ้านั้นกว้างใหญ่ แต่ข้ารู้สึกว่าท้องฟ้าบนหัวของเจ้านั้นคงไม่ค่อยจะกว้างใหญ่เท่าใดนัก!” เย่ชิงหานส่ายหน้าไปมาพลันนึกอะไรขึ้นมาได้หันหน้าไปยังนายน้อยสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วพูดขึ้น “เอ่อ! คิดว่าพวกท่านสองคนคงเป็นนายน้อยแห่งตระกูลเฟิงและนายน้อยแห่งตระกูลฮวา ข้ามีคำถามอยากถามนายน้อยทั้งสองสักหน่อย…ในเมื่อนายน้อยหลงอยากจะสั่งสอนข้าเป็นอย่างมาก ข้าก็คงขัดไม่ได้ที่จะต้องรับการสั่งสอนจากเขา เพียงแต่อีกสักพักถ้าหากเขาสั่งสอนล้มเหลวถูกตบลงไปนอนกองบนพื้นเสียเอง คงไม่กลับไปฟ้องผู้ใหญ่ทางบ้านให้มาสั่งสอนข้าต่อหรอกน่ะ?”

        “เอ่ออ…!”

        นายน้อยทั้งสองถูกคำถามของเย่ชิงหานทำเอาอึ้งไปพักใหญ่พร้อมกันนั้นก็ลอบด่าออกมาในใจ พวกเขาไม่ได้หาเรื่องใคร แต่เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้กลับสาดน้ำเย็นมาหาซะได้ แต่เมื่อถูกถามจะไม่ตอบก็คงไม่ได้ ดังนั้นชายหนุ่มที่ร่างกายกำยำล่ำสันราวกับนักกล้ามหัวเราะแหะๆ ตอบออกมา “อืม…ตามปกติแล้วข้าชกต่อยกับวัยรุ่นคนอื่นๆ ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็ไม่เคยไปฟ้องผู้ใหญ่ทางบ้านให้มาช่วย  ทำแบบนั้น…ขายขี้หน้าจนเกินไป”

        “ไม่เคยทำเช่นนั้นมาก่อน เพราะไม่เคยแพ้มาก่อน” นายน้อยที่งดงามดั่งหญิงสาวพูดออกมาอย่างเรียบง่าย น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นและความไม่ยี่หระอย่างเด่นชัด

        “เจ้าไม่ต้องพูดยั่วยุเหน็บแนม ข้าไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น เก่งแต่ปากไม่นับว่ามีฝีมือใดๆ ออกไปสู้กันข้างนอกจะดีกว่า เดี๋ยวทำข้าวของเขาเสียหายจะไม่ดี” หลงสุ่ยหลิวพูดกระแทกเสียงออกมาแล้วเดินออกไปด้วยสีหน้าที่ดำคล้ำ แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของเขาในตอนนี้ไม่ดีเป็นอย่างมาก ความรู้สึกที่ถูกคนดูถูกนั้นน่าหงุดหงิดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ดูถูกเป็นแค่เด็กที่มีอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี

        ……

        ตอนนี้เย่ชิงหนิวอารมณ์ดีเป็นอย่างมากแม้ว่าหน้าตาของเขาจะดำยิ่งกว่าหน้าของหลงสุ่ยหลิวในตอนนี้ก็ตาม

        ตอนนี้เขานั่งอยู่ในหอสามทิศที่อยู่ไม่ห่างจากหอสี่ทิศเท่าใดนัก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เย่ชิงหานกำลังเตรียมตัวที่จะตบคนๆ หนึ่งอยู่ เย่ชิงหนิวกำลังใช้แรงตบโต๊ะ เพราะเขารู้ว่าหากเขาไม่ตบโต๊ะคนอื่นจะไม่ทราบว่าเขากำลังจะเริ่มเดือดดาล

        เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากที่เขาตบโต๊ะคนที่อยู่ภายในห้องต่างหันมาสนใจในทันที ชายแก่ที่สวมชุดสีขาวราวกับหิมะพร้อมกับหนวดเคราสีขาวบนใบหน้าที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับเขา สีหน้าในตอนนี้ดำคล้ำยิ่งกว่าเย่ชิงหนิวเสียอีก

        สองคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายล้วนเป็นชายแก่เช่นกัน เดิมทีที่ต่างหลับตาอยู่ราวกับหนอนหลับไปแล้วนั้นพลันลืมตาขึ้นมาในทันที ทั้งสองส่ายหัวแล้วถอนหายใจออกมาพร้อมๆ กัน

        ด้านขวาเป็นหญิงสาวแสนสวยที่มีอายุนางหนึ่ง แม้หางตาจะมีรอยตีนกาปรากฏขึ้นมาก็ตาม แต่ดวงตาทั้งคู่ยังคงเปล่งปลั่งแวววาว รูปร่างที่ดูแลรักษาอย่างดีที่ให้ความรู้สึกถึงรสชาติของหญิงสาวที่ไม่จืดจางไปตามกาลเวลา ในตอนนี้นางเห็นเย่ชิงหนิวตบโต๊ะเสียงดังขึ้นแต่โต๊ะไม่ได้แหลกละเอียดไปแต่อย่างใด นางเข้าใจได้ทันทีว่าเย่ชิงหนิวกำลังจะระเบิดอารมณ์ขึ้นมาแล้ว ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน จึงได้แต่ยืนขึ้นแล้วพูดคลี่ยคลายสถานการณ์ออกไป “พี่หนิว อย่าเพิ่งมีโทสะ อายุก็มากแล้วยังไม่เปลี่ยนนิสัยนี้เสียที ท่านมาที่นี่เพื่อจัดการปัญหามิใช่รึ?”

        ดวงตาของเย่ชิงหนิวแต่เดิมที่ปูดโปนอยู่แล้วในตอนนี้ยิ่งปูดโปนยิ่งขึ้นไปอีกราวกับว่าจะทะลุออกมา เมื่อได้ยินคำของหญิงวัยกลางคนพูดแนะนำออกมา เขาจึงหันไปพูดกระแทกเสียงออกไปประโยคหนึ่ง

        “น้องเยว่จี หากไม่ใช่ว่าข้ามาจัดการกับปัญหา ข้าจะตบโต๊ะรึ? ร่างหยกวิญญาณ…ทวีปเรานานแค่ไหนถึงจะปรากฏผู้มีคุณสมบัติทางร่างกายอย่างร่างหยกวิญญาณสักคนหนึ่ง? ตอนนี้กลับเป็นเพราะเสว่อู๋เหินเจ้าเด็กใจอำมหิตนั่นทำให้สูญเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากเรื่องนี้ผู้อาวุโสของตระกูลเย่เย่หรงต้องตายไป นั่นเป็นผู้ที่จะเหยียบย่างเข้าสู่ระดับขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไม่ต้องสงสัย ยังมีชิงขวงอีกที่ถูกทำลายวรยุทธ พรสวรรค์ของชิงขวงพวกเจ้าต่างก็รู้ดีว่ามีโอกาสอย่างมากที่จะเหยียบย่างเข้าสู่ระดับขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ บวกกับร่างหยกวิญญาณที่สามารถสร้างผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ได้อีกหนึ่งคน ตระกูลเย่ของข้าสูญเสียผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ไปทีเดียวพร้อมกันถึงสามคน นี่ยังไม่นับศิษย์สายในที่ตายไปอีก เจ้าดูสิ…ตาแก่เสว่เอาของที่ไม่ต่างจากให้ขอทานเพียงแค่นี้มาให้เพื่อจะจบเรื่อง? ข้าบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ไม่มีทาง!”

        ฟังคำพูดปนร้องคำรามของเย่ชิงหนิว ทุกคนต่างส่ายหัวอย่างหมดคำจะพูด ได้ยินมาว่าเย่ชิงหนิวตอนเป็นหนุ่มเคยวงการมืดมาก่อน ดูท่าแล้วไม่ใช่ว่าข่าวลือจะไม่มีมูลเอาเสียเลย

        จะรีดไถก็ไม่ว่า แต่แบบนี้มันจะโหดร้ายเกินไปหน่อยแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเย่ชิงขวงที่อยู่ในระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธจะสามารถบรรลุถึงระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย ส่วนเย่หรง ตามที่พวกเขารู้พลังฝีมือหยุดอยู่ที่ระดับแรกขอบเขตราชาจักรพรรดิมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ทั้งชีวิตจะมีปัญญาเลื่อนขั้นถึงระดับขั้นที่สามหรือไม่ยังไม่รู้เลย ยังมีหน้ามาพูดว่าร้อยเปอร์เซ็นต์อีก สำหรับค่าชดใช้ที่ตระกูลเสว่มอบให้แม้กระทั่งพวกเขาที่มีตำแหน่งฐานะในระดับสูงจากตระกูลต่างๆ เห็นแล้วยังต้องหวั่นไหว เย่ชิงหนิวกลับพูดว่าเป็นของให้ขอทาน?

        “เจ้า…เย่ชิงหนิว เจ้าอย่าเกินไปนัก ข้าก็พูดไปแล้วว่าเสว่อู๋เหินอายุยังน้อยไม่รู้ความ พวกเหล่าผู้อาวุโสก็อบรมสั่งสอนเขาอย่างหนักไปแล้ว ตอนนี้ข้าก็มาด้วยความจริงใจ ของพวกนี้ล้วนนำออกมาจากคลังสมบัติของตระกูลข้าจนเกือบจะหมดถึงรวบรวมได้ขนาดนี้” ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเสว่ลุกยืนขึ้นพูดออกมาเสียงทุ้มต่ำด้วยความโมโห หนวดเคราขาวปลิวกระจายว่อนกลางอากาศ

        เย่ชิงหนิวยิ้มเยาะแล้วพูดออกมาอย่างเย็นชา “อายุน้อยไม่รู้ความ? อายุยี่สิบหกยังนับว่าอายุน้อยอีกรึ? ไม่รู้ความ? คนที่ไม่รู้ความจะรู้จักร่างหยกวิญญาณคืออะไร? อบรมสั่งสอนไปอย่างหนัก? ข้ารู้ว่าตอนนี้เขายังสบายดีนั่งจิบชาอยู่ที่หอสี่ทิศอยู่เลย ของเกือบจะขนออกมาจากคลังสมบัติทั้งหมดก็แสดงว่าไม่ได้เอามาทั้งหมด? ถ้าอย่างนั้นครั้งต่อไปหากตระกูลเจ้าปรากฏผู้มีคุณสมบัติทางร่างระดับนี้ขึ้นมาสักคน ตระกูลเย่ส่งคนแอบไปลักพาตัวมาแบบนี้ได้มั้ย? กฎกติกายังจะมีอีกมั้ยถ้าอย่างนั้น? แล้วสาบานเลือดที่ว่าจะร่วมมือกันของทั้งห้าตระกูลยังต้องมีอีกมั้ย?

       “เอาล่ะ! พี่เสว่เฟย พี่หนิว พวกท่านหยุดทะเลาะกันได้แล้ว เห็นแก่หน้าข้าต่างคนต่างถอยคนละก้าวเป็นอย่างไร” เยว่จียิ้มออกมา ในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านนางจำเป็นต้องพูดแนะนำไกล่เกลี่ย ไม่เช่นนั้นแล้วไม่แน่ว่าทั้งสองคนนี้อาจจะพังหอของนางก็เป็นได้

        “ได้ เห็นแก่หน้าเยว่จี ตระกูลเสว่ต้องมอบยาพลังปราณหิมะอีกห้าหกพันกระปุก บวกเคล็ดวิชาระดับศักดิ์สิทธิ์อีกสามเล่ม และรับปากเงื่อนไขของตระกูลเย่อีกหนึ่งอย่าง เรื่องนี้ถือว่าจบกัน” เย่ชิงหนิวพยักหน้าแสดงความเห็นด้วยกับคำพูดของเยว่จี

        เสว่เฟยเมื่อได้ฟังถึงกับกระโดดผางขึ้นมาในทันที หน้าที่ดำคล้ำอยู่แล้วยิ่งดำคล้ำยิ่งกว่าเก่า พูดออกมาด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา “ห้าพันกระปุก? เคล็ดวิชาระดับศักดิ์สิทธิ์อีกสามเล่ม? เจ้าไม่ไปปล้นเอาเลยล่ะ ไม่ได้…มากสุดให้ได้อีกแค่ห้าร้อยกระปุก ของอย่างอื่นไม่มีให้ทั้งนั้น”

        “เพียะ!”

        เย่ชิงหนิวได้ยินเดือดขึ้นมาทันที ตบโต๊ะไปอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ควบคุมพลัง โต๊ะตัวที่ถูกตบแหลกละเอียดไปในทันที ชายแก่สองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หลับตาลงในเวลาเดียวกับที่เย่ชิงหนิวตบโต๊ะ แสดงท่าทางว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกข้า เยว่จีก็ถอนหายใจออกมาเช่นกันไม่อยากจะยุ่งด้วยอีก บรรยากาศเริ่มจะเคร่งเครียดและอึดอัดขึ้น

        “สวบๆ!”

        ในตอนนี้เอง หญิงสาวนางหนึ่งเดินเข้ามาจากภายนอก แม้เห็นบรรยากาศที่เคร่งเครียดน่าอึดอัดเช่นนี้ แต่นางก็ยังเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาตะกุกตะกัก “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ตี..ตี..ตีกันแล้ว นายน้อยเย่กับนายน้อยหลงสุ่ยหลิวจะตีกันแล้ว”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง ”อสูรทลายสวรรค์” : https://bit.ly/2zgMCjB

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/504

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม ^_^