0 Views

        เสว่อู๋เหินมองเด็กหนุ่มรูปร่างผอมแห้งที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างประหลาดใจ สีหน้าอารมณ์ซับซ้อนยุ่งเหยิง

        หลายเดือนก่อนเขากับเด็กหนุ่มคนนี้เจอหน้ากันครั้งแรกที่ถนนหนิวหลันในเมืองชาง ในตอนนั้นเด็กหนุ่มราวกับราชสีห์คลั่งกระโดดขึ้นกลางอากาศฟาดฝ่ามือมีดมาทางเขา แต่กลับถูกเขาซัดฝ่ามือหนึ่งกระลอยกระเด็นออกไป

        เขาสั่งให้ผู้เฒ่าม่อไปสืบดูถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าเย่ชิงหาน เป็นลูกชายของเย่เตา เป็นไอ้ขยะด้านการฝึกยุทธ และเป็นนายน้อยตกอับประจำตระกูลเย่

        เขาไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าถึงแม้เด็กหนุ่มจะมีอุปนิสัยคล้ายเย่เตาแต่ไม่มีทั้งพรสวรรค์ทั้งฝีมือเหมือนเย่เตา เป็นแค่เพียงขยะที่ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ ผู้ที่มีชีวิตในทวีปมังกรเพลิง ในเขตปกครองเทพสงคราม และในห้าตระกูลใหญ่ ถึงแม้จะเกิดมาเป็นลูกหลานสายเลือดโดยตรงของตระกูลก็ตาม หากไม่มีพลังฝีมือก็ไม่ต่างจากขยะไร้ค่า ดีสุดก็ทำได้แค่เพียงมีอยู่มีกินไปวันๆ แต่ไม่สามารถมีอำนาจบารมีใดๆ อย่างแน่นอน เสว่อู๋เหินเข้าใจในเรื่องนี้ดีเพราะเขาเองก็เป็นลูกหลานสายเลือดโดยตรงของหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในแต่ละตระกูลล้วนไม่แตกต่างกันมาก ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องพวกนี้อย่างดีเช่นกัน

        ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ได้ทราบว่านิสัยของเย่ชิงหานแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว เขาไม่ได้คิดอะไรมากรีบสั่งการให้พวกเสว่อีไปจับตัวหรือฆ่าเย่ชิงหาน เขาทำอย่างเงียบเชียบและเป็นความลับ แม้ท้ายที่สุดตระกูลเย่ทราบเรื่องก็คงไม่บีบคั้นเขามากเท่าไหร่ เพราะคิดว่าเพื่อไอ้ขยะไร้ค่าคนหนึ่งตระกูลเย่คงไม่ทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างทั้งสองตระกูลขึ้นอย่างแน่นอน

        แต่ว่าต่อมามีข่าวมาจากเมืองหมันว่าพวกเสว่อีถูกเย่ชิงหานเพียงคนเดียวสังหารจนหมดสิ้น เขาจึงเริ่มให้ความสนใจนายน้อยจอมขยะไร้ค่าคนนี้ขึ้น รีบเสี่ยงดำเนินการแผนลักพาตัวเย่ชิงอวี่ก่อนกำหนด แต่ไม่คาดคิดว่าเย่ชิงขวงกลับทำงานไม่สำเร็จแถมยังทำให้ตัวเองถูกทำลายวรยุทธอีก

        เขาไม่รู้ว่าเรื่องราวโดยรวมจริงๆ นั้นเกิดอะไรขึ้น ข่าวจากสายของตระกูลบอกแต่เพียงว่า เย่หรงถูกฆ่า เย่เจี้ยนถูกกักบริเวณ เย่ชิงขวงถูกทำลายวรยุทธ ส่วนเด็กหนุ่มที่เขาเคยคิดว่าเป็นไอ้ขยะไร้พรสวรรค์กลับถูกตระกูลให้ความสำคัญขึ้นมาแทน

        สำหรับเรื่องที่เขาทำที่ตระกูลเย่ เขาไม่คิดว่าจะมีผู้อาวุโสคนไหนลงมือกับเขาที่เป็นว่าที่หัวหน้าตระกูลเสว่รุ่นต่อไป เขารู้ดีว่าตระกูลเสว่จะต้องให้ค่าตอบแทนที่น่าพอใจแก่ตระกูลเย่เพื่อสลายความโกรธแค้นที่มีต่อเขา เพียงแต่ว่าสายตาหรี่มองที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารของเด็กหนุ่มรูปร่างผอมแห้งที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาเข้าใจว่า แม้ตระกูลเย่จะไม่ลงมือจัดการกับเขาหรือเคียดแค้นเขา แต่เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน

        ไม่ใช่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มคนนี้อีก และเคยลองคิดว่าตนเองควรจะพูดอะไร ควรจะทำอย่างไร แต่ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอหน้ากันอีกไวขนาดนี้อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวจนเกินไป และคิดไม่ถึงว่ารังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากดวงตาของเขาจะชัดเจนและโอหังถึงเพียงนี้ ไม่มีการปกปิดหรือซ่อนเร้นใดๆ ทั้งสิ้น คำพูดดีๆ ทั้งหลายที่เขาเคยเตรียมไว้ว่าจะพูด ในเวลานี้กลับพูดไม่ออกเลยสักคำ

        “นายน้อยหาน ที่นี่คือหอจันทา”

        เย่สือซานไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น และไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไม่นานมานี้ตระกูลเย่ได้เกิดเรื่องราวบางอย่างขึ้น ตลอดเดือนกว่าที่เดินทางร่วมกันเขารู้แต่เพียงว่านายน้อยเป็นคนที่เงียบไม่ค่อยพูดจา ค่อนข้างขี้อาย และลักษณะท่าทางคร่ำครึมากคนหนึ่ง แต่ทำไมเวลานี้ถึงได้แสดงออกอย่างดุดันและโอหังเช่นนี้ เขารู้ว่าผู้ที่ทำให้นายน้อยแผ่รังสีสังหารออกมาจนน่าตื่นตระหนกเช่นนี้คือเสว่อู๋เหิน ว่าที่หัวหน้าตระกูลเสว่รุ่นต่อไป แต่ที่นี่คือหอจันทาของตระกูลเยว่ ดังนั้นเขาจึงพูดเสียงต่ำออกมาคำหนึ่งเตือนนายน้อยที่อยู่เบื้องหน้าที่ดูราวกับว่าจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

        “ข้ารู้ว่าที่นี่คือหอจันทา ด้วยเหตุนี้…ข้าจึงไม่ได้ลงมือ”

        เย่ชิงหานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชาที่ไม่ดังเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้ปกปิดหรือแอบซ่อนแต่อย่างใด ภายในหอสี่ทิศที่เงียบสงบแห่งนี้ เสียงที่ได้ยินราวกับระเบิดสายฟ้าที่ตกกระทบใส่ทุกน

        ภายในหอแห่งนี้มีคนอยู่ไม่มากประมาณเจ็ดแปดคน ผู้ที่สามารถเข้ามาในหอแห่งนี้ล้วนไม่ใช่บุคคลธรรมดาล้วนเป็นแขกระดับสูง และสามารถทำให้ตระกูลเยว่เรียกว่าแขกระดับสูงได้นั้นมีอยู่ไม่มากนัก

        แน่นอนว่าเสว่อู๋เหินก็นับว่าเป็นแขกระดับสูงคนหนึ่ง ว่าที่หัวหน้าตระกูลเสว่ในอนาคต อันดับสิบแห่งทำเนียบผู้มีพลังฝีมือระดับชั้นปฐพีซึ่งนับว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งเช่นกัน แต่เด็กหนุ่มที่น้ำเสียงอ่อนเยาว์และแปลกหน้าคนนี้พอเดินเข้ามาก็แผ่รังสีสังหารออกมาอย่างรุนแรง ทำลายบรรยากาศที่ดีงามภายในที่แห่งนี้เสียหายหมด แน่นอนว่าผู้ที่นั่งอยู่ภายในย่อมไม่ชอบใจกับการกระทำของเขา มิหนำซ้ำยังพูดจาโอหังอวดดีว่าอยากจะลงมือกับเสว่อู๋เหิน?

        เจ้าเด็กคนนี้ทำท่าอวดเก่งจนเกินไป ชายหนุ่มที่อยู่ทางด้านซ้ายมือลุกขึ้นในทันทีเตรียมตัวที่จะออกหน้าแทนเส่วอู๋เหิน เขารูปร่างไม่สูงใหญ่เท่าใดนัก ใบหน้าขาวซีดเล็กน้อยแต่ก็พอมีเค้าของความหล่อเหลา มองดูเย่ชิงหานอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าไม่รู้จัก จากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแส “เยว่เหนียง นี่เด็กน้อยบ้านไหน? ทำไมไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาซะเลย?”

        “นายน้อยหลงสุ่ยหลิว ท่านนี้คือนายน้อยเย่แห่งตระกูลเย่ เห็นแก่หน้าข้าได้โปรดกลับไปนั่งอย่างสงบเถอะ?” เยว่เหนียงยิ้มพรายออกมา พูดอธิบายขึ้นแล้วหันหน้าไปทางเย่ชิงหานด้วยสายตาอ้อนวอน

        “ข้าเห็นแก่หน้าพวกเจ้าถึงได้ไม่ลงมือ” เย่ชิงหานพูดออกมาอย่างราบเรียบ ไม่ได้สนใจใยดีต่อผู้คนที่อยู่ในที่แห่งนี้ เดินตรงเข้าไปข้างในแล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเสว่อู๋เหิน ดวงตาหรี่ลงมองแล้วยิ้มออกมา “เสว่อู๋เหิน นายน้อยเสว่ สวัสดี! เจ้าทำได้ไม่เลว…พวกเสว่อีกฝากคำพูดมาให้เจ้าด้วย พวกเขาบอกว่าถ้าหากมีเวลาอยากให้เจ้าไปอยู่รวมกับพวกเขาหน่อย!”

        “ครืน!”

        เส่วอู๋เหินไม่ได้ขยับตัวแต่อย่างใด มีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่ดำคล้ำลง ผู้เฒ่าสือกับผู้เฒ่าม่อที่อยู่ข้างๆ ลุกพรวดขึ้นมาในทันทีพร้อมกับโคจรพลังปราณรบอย่างเต็มกำลังจ้องมองมาที่เย่ชิงหาน ดวงตาเต็มไปด้วยความเดือดดาลและตื่นตะลึง

        คนอื่นไม่รู้ แต่พวกเขาสองคนและเสว่อู๋เหินนั้นรู้ดีถึงความหมายที่แฝงอยู่ภายในประโยคคำพูดนี้ พวกเสว่อีตายแล้วถูกเย่ชิงหานฆ่า ส่วนเย่ชิงหานพูดออกมาต่อหน้าว่าจะให้เสว่อู๋เหินลงไปพบกับพวกนั้น นี่มันไม่ต่างอะไรกับการขู่เอาชีวิตและการประกาศสงครามเลย

        เย่สือซานกับเย่สือชียืนอยู่ข้างหลังเย่ชิงหานมองด้วยความตื่นเต้น พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเย่ชิงหานพูดออกมาแค่เพียงประโยคเดียวผู้คุ้มกันของเสว่อู๋เหินที่อยู่ตรงข้ามถึงได้ทำท่าทางเหมือนจะลงไม้ลงมือขึ้นมา แต่ไม่ว่ายังไงหากตาแก่ทั้งสองคนลงมือล่ะก็พวกเขาก็จะลงมืออย่างไม่สนใจสิ่งใดๆ เช่นเดียวกัน

        “เหอะๆ!” เสว่อู๋เหินกับผู้เฒ่าทั้งสองล้วนไม่ได้เอ่ยปากพูด แต่หลงสุ่ยหลิวที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับหัวเราะขึ้นมา มุมปากปรากฏความโกรธขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อสักครู่เย่ชิงหานเดินผ่านเขาไปชายหางตามองมาอย่างดูถูก บวกกับความโอหังอวดดีของเย่ชิงหานทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น เขาบิดคอไปมาแล้วเอ่ยขึ้น “นายน้อยของตระกูลเย่? นายน้อยของตระกูลเย่ไม่ใช่เย่ชิงขวงหรอกรึ? แล้วไอ้เด็กที่ขนยังไม่ขึ้นคนนี้โผล่มาได้ยังไง? นี่หรือที่จะเป็นตัวแทนตระกูลเย่เข้าร่วมงานประลงสงครามระหว่างเขตปกครองของผู้มีพลังฝีมือระดับหัวกะทิ? ตระกูลเย่ไม่มีคนแล้วรึ?”

        คำพูดประโยคนี้รุนแรงมากและไม่รื่นหูสักเท่าไหร่ แม้กระทั่งชายหนุ่มสองคนที่เป็นนายน้อยใส่ชุดสวยหรูหราราคาแพงที่นั่งอยู่ข้างๆ ดวงตาของทั้งสองต่างหรี่ลงพร้อมกัน เย่สือซานกับเย่สือชีสีหน้าดำคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้

        ใบหน้าเย่ชิงหานยังคงไร้อารมณ์ใดๆ เช่นเดิม เขาหันหน้าไปมองเย่สือซานอย่างรู้สึกประหลาดใจพร้อมกับพูดขึ้น “เขาเป็นใคร?”

        “หลงสุ่ยหลิว หลานชายท่านหลงจ้าวแห่งเขตปกครอง” เย่สือซานขยับปากพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา

        “อ้อ?” เย่ชิงหานพยักหน้า จากนั้นบิดคอไปมาเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ท่านหลงจ้าวแห่งเขตปกครองไม่ใช่ว่ามีหลานสาวแค่คนเดียวรึ? มีหลานชายโผล่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่? หรือว่าเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง?”

        คำถามของเย่ชิงหานถามจนสีหน้าของเย่สือซานดำคล้ำยิ่งกว่าเก่า ทำเอานายน้อยทั้งสองที่อยู่ข้างๆ หน้าตามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที และแน่นอนว่าเป็นคำถามที่ทำให้สีหน้าของหลงสุ่ยหลิวดำมืดลงไปในทันใดเช่นกัน

        “อืม!” เย่ชิงหานไม่รอให้หลงสุ่ยหลิวกล่าวสิ่งใดออกมา หันหน้าไปทางเขาแล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้างุนงง “ถึงแม้จะเป็นญาติของท่านหลงจ้าวแห่งเขตปกครอง แต่ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่ใช่ญาติของเสว่อู๋เหินหรอกใช่มั้ย? เรื่องของข้ากับเสว่อู๋เหินเจ้าอาศัยอะไรถึงออกหน้าแทนเขา? หรือจะให้ข้าคิดว่า…เจ้ากำลังทำหน้าที่แทนท่านหลงจ้าวแห่งเขตปกครองออกหน้าแทนตระกูลเสว่ ออกหน้าแทนท่านหลงจ้าวแห่งเขตปกครองเพื่อเป็นศัตรูกับตระกูลเย่ของข้า?”

        “ครืน!”

        คำพูดที่เชือดเฉือนของเย่ชิงหานทำให้ทุกคนที่ได้ฟังต่างสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน ประโยคนี้พูดได้แหลมคมมาก สามารถทำให้เรื่องผิดใจเล็กน้อยยกระดับขึ้นไปสู่จ้าวแห่งเขตปกครองและหน้าตระกูลใหญ่ คำพูดเหล่านี้ใครกล้าพูดมั่วๆ? ใครกล้าตอบมั่วๆ? แล้วหลงสุ่ยหลิวจะกล้าเป็นตัวแทนท่านหลงจ้าวแห่งเขตปกครองได้อย่างไร? จะกล้าเป็นตัวแทนท่านหลงเจ้าแห่งเขตปกครองเป็นศัตรูกับตระกูลเย่ได้อย่างไร? ดังนั้นหลงสุ่ยหลิวจึงได้แต่อ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น จะพูดอะไรก็พูดไม่ออก จะมีก็แต่เพียงใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเล็กน้อย

        นายน้อยสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างมีรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนหนึ่งรูปร่างกำยำล่ำสันแบบฉบับนักกล้าม ทั่วทั้งร่างแผ่พลังดุดันเหี้ยมเกรียมออกมา มีกระบี่เล่มยาวเหน็บไว้ที่ด้านหลัง ส่วนอีกคนหนึ่งกลับตรงกันข้าม รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเสียยิ่งกว่าหลงสุ่ยหลิว หรืออาจจะพูดได้ว่างดงามมากจะถูกกว่า หากไม่มีลูกกระเดือกที่อยู่บริเวณลำคอคนอื่นคงคิดว่าเป็นสาวงามนางหนึ่งอย่างแน่แท้ ในตอนนี้สีหน้าของทั้งสองที่แสดงออกมาดูพิเศษแปลกประหลาดยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตาเสียอีก ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องมีสีหน้าเช่นเดียวกันหากเมื่ออยากจะหัวเราะออกมาแต่กลับต้องอดกลั้นไว้อย่างนี้

        สีหน้าของเยว่เหนียงในตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน นางกำลังคิดว่า…ทำไมนายน้อยของตระกูลเย่ที่โผล่มาแต่ละคนยิ่งโอหังกว่าคนก่อนๆ ขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาหงส์ที่งดงามของนางมองไปยังสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังแล้วพระกริบตาส่งสัญญาณให้ สาวใช้คนนั้นรับรู้ได้ในทันทีถึงความหมาย จากนั้นจึงเดินออกจากหอไปอย่างช้าๆ

        “ณ ตอนนี้แน่นอนว่านายน้อยหลงไมได้เป็นตัวแทนของท่านจ้าวแห่งเขตปกครอง แต่ข้าก็อยากรู้ว่าเจ้าที่เป็นนายน้อยตกอับของตระกูลมาเป็นตัวแทนของตระกูลเย่ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ช่วงเวลาสำคัญ ในที่สุดเสว่อู๋เหินก็เปิดปากพูดขึ้น เมื่อก่อนที่เผชิญหน้ากับเย่ชิงหานเขายังรู้สึกผิดดังนั้นจึงยังเงียบอยู่ แต่เมื่อเห็นว่าเย่ชิงหานทั้งอวดดีและแสดงตัวเป็นศัตรูกับเขาอย่างเปิดเผย มันกระตุ้นศักดิ์ศรีความทรนงตนในตัวของเขา หากสถานการณ์เช่นนี้ยังไม่พูดสิ่งใดออกไปอีก คนอื่นจะต้องดูถูกเหยียดหยามเขาเป็นแน่

        “อ้อ? เต่าหดหัวอย่างเจ้าในที่สุดก็กล้าพูดออกมา? อีกอย่าง…วันนี้ข้ามายืนอยู่ตรงนี้ก็แสดงว่าข้าสามารถเป็นตัวแทนของตระกูลเย่ได้ แม้ว่าข้าจะไม่ได้ชื่นชอบตำแหน่งนี้เท่าใดนัก” เย่ชิงหานมองดูเสว่อู๋เหินด้วยความสนุกสนาน ยักคิ้วให้ทีหนึ่งก่อนจะพูดท้าทายขึ้น

        ดวงตาของเสว่อู๋เหินหดตัวลง สีหน้าเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็พูดออกมา “เย่ชิงหาน เป็นคนบางทีก็ต้องรู้จักมีอัธยาศัยไมตรีบ้าง!”

        “ฮึ! ข้าเป็นคนมีอัธยาศัยไมตรีมาตลอด แต่…กับคนอย่างเจ้าข้าไม่จำเป็นต้องมีอัธยาศัยไมตรีด้วย อีกอย่าง…ข้าไม่มีอัธยาศัยไมตรี แล้วเจ้าจะทำไม?” เย่ชิงหานยิ้มออกมาอย่างเย็นชา พูดขึ้นอย่างอวดดี

        มองดูท่าทางของเย่ชิงหานที่อยากจะหาเรื่อง สถานการณ์ภายในหอเริ่มจะตรึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีใครพูดสิ่งใดออกมา บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ แต่ในบรรยากาศอันเงียบเชียบนี้ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงดินปืนที่กำลังรอการลุกไหม้ขึ้นมา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง ”อสูรทลายสวรรค์” : https://bit.ly/2zgMCjB

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/504

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม ^_^