0 Views

        ฉับพลันนั้นเอง——

        แสงศักดิ์สิทธิ์ที่สว่างโชติช่วงสายหนึ่งแผ่พุ่งออกมาจากร่างของเย่ชิงอวี่ ไม่นานแสงเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนแสงสีน้ำนมล้อมรอบร่างของนางเอาไว้

        “อ๊าาา!”

        เย่หรงส่งเสียงร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด มือข้างที่ยื่นออกไปสัมผัสถูกวงแหวนแสงสีน้ำนมกลับถูกพลังลึกลับที่อยู่ภายในกระแทกจนกระเด็นลอยปลิวออกมา กระดูกแขนข้างที่สัมผัสล้วนแหลกละเอียด

        “ปัง!”

        กระบี่พลังปราณรบเล่มใหญ่ของเย่เจี้ยนฟันลงไปยังวงแหวนแสงสีน้ำนมนั้นอย่างรุนแรง แรงปะทะจากพลังทั้งสองระเบิดออกมาเป็นระลอกคลื่อนพลังกระแทกขนาดใหญ่ ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในที่แห่งนี้ทั้งหมดต่างถูกกระแทกถอยหลังไปคนละหนึ่งก้าว

        “อะไร? เกิดอะไรขึ้น?”

        “มันคือพลังลึกลับอะไรกัน?”

        “สวรรค์ ข้ารู้สึกว่าสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของกระแสพลังแห่งเทพ……”

        จากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ถึงกับทำให้เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างตื่นตระหนกไปตามๆ กัน พวกเขาที่มีพลังฝีมืออยู่ในระดับนี้เรียกได้ว่ามีเรื่องน้อยมากที่จะทำให้สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนแปลงได้ แต่วันนี้พวกเขาทั้งหมดต่างราวกับถูกฟ้าฝ่าใส่อย่างจัง ยืนนิ่งตกตะลึงไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย

        “แควก!”

        เส้นเชือกผ้าที่อยู่ด้านหลังของเย่ชิงหานฉีกขาดออกจากกัน ร่างของเย่ชิงอวี่ที่โอบล้อมไปด้วยวงแหวนแสงสีน้ำนมค่อยๆ ลอยเคลื่อนสูงขึ้นไปบนอากาศ เย่ชิงอวี่ภายใต้แสงสีน้ำนมที่สาดส่อง จากเดิมที่งดงามบริสุทธิ์อยู่แล้วตอนนี้ทั่วร่างแผ่ไอพลังบริสุทธิ์สูงส่งชนิดหนึ่งออกมา ยิ่งงดงาดเกินจะบรรยายราวกับเทพธิดาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ทำให้ผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะมองนางด้วยสายตาโดยตรง

        “ท่านพี่ รับปากข้า ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีๆ!” เย่ชิงอวี่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนโยนราวกับจะสามารถละลายโลกได้ทั้งใบ นางจ้องมองดูเย่ชิงหานที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินจะบรรยาย

        พูดจบ นางพลันหลับตาลง พลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในกายเริ่มแผ่พุ่งออกมาภายนอก ในขณะนั้นเอง ปราศจากกระแสลมพัดใดๆ ชายกระโปรงของนางค่อยๆ ลอยเลื่อนขึ้นโดยอัตโนมัติ เส้นผมดำขลับที่อยู่ด้านหลังแต่ละเส้นปลิวไสวขึ้นแล้วเปลี่ยนไปเป็นสีขาวทั้งหมด

        “เซ่นสังเวยวิญญาณ!”

        เสียงตะโกนเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่ง เย่ชิงอวี่พลันเปิดเปลือกตาขึ้นในทันที สองแขนโบกสะบัดแสงสีน้ำนมกลุ่มหนึ่งพุ่งตรงเข้าไปในร่างของเยชิงหานในทันที จากนั้นวงแหวนแสงที่อยู่รอบตัวนางค่อยๆ เลือนหายไป ร่างกายค่อยๆ ลอยลดต่ำลงมายังพื้นเบื้องล่าง ในขณะที่ร่างลดต่ำลงมาจะถึงพื้นดินนั้น นางใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายที่มีเปิดเปลือกตาขึ้นมองดูเย่ชิงหานเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความความปีติสุข จากนั้นดวงตาของนางจึงปิดลง จมดิ่งสู่การหลับใหล…ชั่วนิจนิรันดร์

        “ไม่……”

        สองมือของเย่ชิงหานกำหมัดแน่นร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว อารมณ์ของเขาในตอนนี้เศร้าเสียใจด้วยความเจ็บแค้นอย่างถึงขีดสุด แสงสีน้ำนมที่มุดเข้ามาภายในกายของเขากำลังรักษาและฟื้นฟูอาการบาดเจ็บพร้อมกับให้พลังที่แข็งแกร่งแก่เขาในระยะเวลาอันสั้น แต่เขาไม่รู้ตัวและก็ไม่ได้อยากที่จะรู้ เขารู้แต่เพียงว่าอาจจะสูญเสียนางไปตลอดกาล อาจจะสูญเสียเงาร่างที่ดูอ่อนแอและบอบบางนั้นไปอย่างไม่มีวันกลับคืนมา!

        ……

        “การเซ่นสังเวยวิญญาณ? การเซ่นสังเวยวิญญาณคืออะไร?”

        “ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน แล้วทำไมการเซ่นสังเวยวิญญาณมันถึงได้มีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้? ข้านึกว่ามีทวยเทพเสด็จมาเยือนเสียอีก กลิ่นไอพลังที่แผ่ซ่านออกมาน่าหวาดกลัวอย่างที่สุด……”

        “ใครรู้บ้างว่าการเซ่นสังเวยวิญญาณคืออะไร? แล้วมันใช้ทำอะไรได้บ้าง?”

        “ยังดีที่การเซ่นสังเวยวิญญาณถึงแม้จะดูมีอานุภาพรุนแรงแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายผู้ใด นังเด็กคนนั้นตายไปแล้ว ทำเอาตกอกตกใจไปตามๆ กันเลยจริงๆ”

        เย่ชิงหานที่ร่ำร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดกลับไม่ได้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสหันมาสนใจแม้แต่น้อย พวกเขาสนใจแค่พลังลึกลับที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนหน้านี้เท่านั้น พลังชนิดนี้และรูปแบบที่ปลดปล่อยพลังออกมามันอยู่เหนือความรู้ความเข้าใจของพวกเขาเป็นอย่างมาก ดังนั้นในตอนนี้พวกเขาต่างสอบถามซึ่งกันและกันขึ้นอย่างสงสัย

        “ข้ารู้” เย่เทียนชิงที่สงบเงียบมาตลอดเอ่ยปากพูดขึ้น สีหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความเศร้าเสียใจและเสียดาย ทั้งยังรู้สึกถึงความอับจนด้วยปัญญา หนวดเคราบนใบหน้าคล้ายกับขาวขึ้นอีกหลายสิบปี “เด็กสาวคนนั้นมีคุณสมบัติทางร่างกายอย่างซึ่งเป็นหนึ่งในสองคุณสมบัติทางร่างกายระดับเทพของทวีป——ร่างหยกวิญญาณ พวกเราต่างเป็น…คนบาปของตระกูล เนื่องจากพวกเราตัดสินใจผิดพลาดทำให้ตระกูลสูญเสียคนที่มีคุณสมบัติทางร่างกายระดับเทพไป สูญเสียโอกาสในการบ่มเพาะยอดฝีมือระดับขั้นสูงสุดของเขตเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ไป หลังจากเรื่องราวในครั้งนี้จบลง ข้าจะขอให้ทางตระกูลลงโทษในสิ่งที่ข้าได้ทำผิดพลาดไป!”

        “ฮือฮา!”

        “ร่างหยกวิญญาณ!”

        การเซ่นสังเวยวิญญาณพวกเขาไม่รู้จัก แต่ร่างหยกวิญญาณทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนรู้จักกันดี ใบหน้าของทุกคนล้วนเปลี่ยนสีไปในทันทีทั้งเศร้าเสียใจ ทั้งตื่นตระหนกตกใจ ทั้งเจ็บปวดแสนเสียดาย…สีหน้าต่างๆ นานาสับสนปนเปกันไป

        เย่เชียงมองไปทางเย่เจี้ยนแล้วยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน เรื่องราวในครั้งนี้หากให้เย่เทียนหลงทราบเข้าล่ะก็ จุดจบของเย่เจี้ยนและเย่หรงคงไม่ค่อยน่าดูเป็นแน่

        เย่เจี้ยนหน้าตาดำคล้ำ แต่ภายในใจกลับรู้สึกโชคดีที่รีบลงมือตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้เย่ชิงหานเติบโตขึ้นอีกหลายปีผลลัพธ์คงไม่อาจคาดคิด หลังจากครุ่นคิดถึงคำพูดของเย่เทียนชิงอยู่ชั่ครู่คล้ายกับคิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาทอประกายแสงวาบผ่านอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ร้องตะโกนบอกเย่หรงที่อยู่ข้างๆ เย่ชิงหาน

        “อันตราย…เย่หรง รีบถอยออกมา”

        เย่หรงในตอนนี้กำลังใช้พลังปราณรบรักษาอากาบาดเจ็บกระดูกแขนที่แหลกละเอียดอยู่ ส่วนดวงตานั้นจ้องมองไปที่เย่ชิงหานอย่างดุร้าย แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกจากเย่เจี้ยนจึงรู้สึกงุนงงจึงหันหน้ากลับไปมอง ไม่รู้ว่าเย่เจี้ยนร้องตะโกนออกมาทำไม? แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าที่เปลี่ยนสีของเย่เจี้ยนและถึงแม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังทำตามคำเตือนที่ได้ยินใช้ฝ่ามือด้านซ้ายตบลงไปยังพื้นส่งร่างถอยหลังห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งถอยหลังไปพลางมองเย่ชิงหานไปพลางด้วยความงุนงง อยากจะทำความเข้าใจว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่ทว่า…เขากลับมองเห็นแสงสว่างโชติช่วงแสบตาสองสายแทน

        “ฟิ้ว!”

        เย่ชิงหานที่นอนกองอยู่กับพื้นในตอนนี้เริ่มขยับตัวขึ้นในทันที เขาดีดตัวลอยสูงขึ้นไปในอากาศจากนั้นพุ่งแหวกอากาศไล่ตามเย่หรงไปดุจดั่งกระบี่ที่แหลมคม กริชสีดำที่ราวกับเคียวของเทพสังหารกรีดผ่านลำคอเย่หรงที่ยืนตะลึงงันอยู่ไปอย่างรวดเร็วและแผ่วเบา

        “เย่ชิงหานเจ้ากล้า!”

        “อย่าทำเช่นนั้น!”

        เสียงร้องเตือนของเย่เจี้ยนถือว่ารวดเร็ว ปฏิกิริยาความเร็วในการตอบสนองของเย่หรงก็ถือว่าไม่เลว เพียงแต่ว่าระดับความเร็วของเย่ชิงหานนั้นเหนือกว่า เพียงแค่เงาร่างวูบผ่านเย่หรงก็เอามือขึ้นมากุมลำคอด้วยความหวาดกลัวแล้วก็ล้มลงไป แม้เย่เทียนชิงกับเย่เจี้ยนจะร้องออกไปพร้อมๆ กัน แต่พวกเขากว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว ระดับความเร็วของเย่ชิงหานนั้นรวดเร็วจนเกินไป เร็วจนพวกเขาตอบสนองไม่ทัน เห็นเพียงแค่เงาร่างสีดำสายหนึ่งวูบผ่านเย่หรงก็ล้มลงไปนอนกองที่พื้นเรียนร้อยแล้ว

        เย่เจี้ยนได้ยินเย่เทียนชิงพูดถึงร่างหยกวิญญาณก็รู้ว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอย่างแน่นอน การเซ่นสังเวยวิญญาณเขารู้สึกคุ้นๆ ว่าเคยรู้มาจากไหน เพียงแค่นึกไม่ออกในช่วงระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น แต่เมื่อบวกกับเรื่องร่างหยกวิญญาณที่เย่เทียนชิงพูดขึ้นเขาก็นึกขึ้นมาได้ในทันที

        เกี่ยวกับร่างหยกวิญญาณผู้คนจำนวนมากในทวีปต่างรู้จักดี รู้ว่าผู้ฝึกยุทธที่มีพลังฝีมือระดับขอบเขตจ้าวนักรบเมื่อมีอะไรกันกับผู้ที่มีร่างหยกวิญญาณจะสามารถเหยียบย่างเข้าสู่ระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิได้ในทันที แต่คนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าร่างหยกวิญญาณยังมีความสามมารถพิเศษอีกหนึ่งอย่างคือ “การเซ่นสังเวยวิญญาณ” การเซ่นสังเวยวิญญาณคือการที่ผู้ที่มีร่างหยกวิญญาณเผาดวงวิญญาณของตนเองเพื่อนำเอาพลังลึกลับที่แฝงอยู่ภายในร่างส่งมอบให้แก่คนอื่น สามารถทำให้บุคคลนั้นได้รับพลังที่เทียบได้กับผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิ บวกกับเย่ชิงหานที่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ร่างอสูรที่แหกกฎสวรรค์เช่นนี้อีก เย่หรงที่อยู่ข้างๆ จะตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร?

        มองดูเด็กหนุ่มที่ยืนเด่นอยู่อย่างทรนงกับเย่หรงที่มือกุมลำคอดวงตาเบิกกว้างตายตาไม่หลับ ทุกคนต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริด ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น

        มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? วันนี้วันวันอะไรกันแน่? นายน้อยจอมขยะของตระกูลที่พลังฝีมือสุดจะต่ำต้อยกลับสามารถสังหารผู้อาวุโสท่านหนึ่งของตระกูลที่มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิได้ในพริบตา! นี่พวกเขาตาฝาดไปใช่มั้ย? หรือโลกนี้ทั้งใบเกิดการเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงเพียงชั่วข้ามคืน?

        “ผู้…ผู้อาวุโสเทียนชิง นี่…นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงครั้งหนึ่ง ถามคำถามที่ทุกคนไม่กล้าที่จะถามออกมา

        เย่เทียนชิงก้มหน้าลงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยความเศร้าสลด “ไม่มีอะไรมาก แค่เย่ชิงหานได้รับการเซ่นสังเวยวิญญาณจากเด็กผู้หญิงคนนั้น ทำให้เขามีพลังฝีมือเทียบได้กับผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิเป็นระยะเวลาสั้นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากข้าคาดเดาไม่ผิดล่ะก็เขายังมีวิชาต่อสู้ร่างอสูรที่เป็นชนิดโจมตีทางวิญญาณอีกด้วย ถ้าหากพวกเราคนใดเข้าไปใกล้เขาล่ะก็ เขาสามารถที่จะสังหารพวกเราคนใดก็ได้ในพริบตา”

        “ว่ายังไงน่ะ!”

        ใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสเปลี่ยนไปอีกครั้ง ต่างพากันรีบโคจรพลังปราณรบเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศ ลอยขึ้นไปอยู่ในระดับความสูงที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด จากนั้นเบิกตากว้างจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มเสื้อดำอย่างไม่อยากที่จะเชื่อ เด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงแค่สิบห้าปีกลับสามารถเป็นอันตรายคุกคามต่อพวกเขาได้ หรืออาจจะพูดได้ว่าสามารถสังหารพวกเขาได้ในพริบตา หากจะไม่เชื่อก็ไม่ได้เพราะร่างของเย่หรงที่นอนอยู่บนพื้นกับเลือดที่ยังอุ่นๆ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตนเองพวกเขาจึงเลือกที่จะออกให้ห่างจากเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ไกลสักหน่อย

        ที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนมีเพียงสี่คนเท่านั้น เย่เจี้ยนคิดว่าตนเองไม่ควรจะขยับ ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ตำแหน่งหรือความแค้น เขาจะต้องไม่เหาะลอยขึ้นไปบนอากาศโดยเด็ดขาด เย่เชียงก็ไม่ได้ขยับไปไหนเพราะเขารู้สึกได้ว่าว่าเย่ชิงหานจะไม่ทำร้ายเขาแน่ เย่เทียนชิงกับเย่เทียนสิงก็ไม่ได้ขยับไปไหนเช่นกัน ทั้งสองคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คืออนาคตของตระกูล ดังนั้นจึงคิดอยากที่จะหาทางช่วยเหลือเขาให้ได้

        เย่ชิงหานก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนเช่นกัน แม้ว่าเขาอยากจะแลกชีวิตสังหารเย่เจี้ยนให้ได้ แต่เขาขยับไม่ได้จริงๆ แม้พลังลึกลับที่ได้จากการเซ่นสังเวยวิญญาณของน้องสาวจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้เขามีพลังฝีมือเทียบเท่ากับระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิจนสามารถสังหารเย่หรงได้ในพริบตา แต่ว่า…พลังลึกลับชนิดนี้มาเร็วและไปเร็วด้วยเช่นกัน เหมือนกับว่าตนเองใช้สังหารเย่หรงแล้วมันก็เหือดหายไปในตอนนั้นเลย พลังปราณรบภายในกายในตอนนี้หมดสิ้นไปแล้วไม่เหลือ หากไม่ใช่ว่าเขายังทนฝืนยืนอยู่ป่านนี้คงล้มลงไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอนานแล้ว

        ที่เขาไม่ยอมขยับ ไม่ยอมล้มลง ยังคงทนฝืนยืนอยู่ก็เพราะมีเสียงลึกลับสายหนึ่งส่งผ่านเข้ามาในหัวของเขา เสียงนี้มาจากผู้อาวุโสเย่เทียนชิงแห่งหอสัตว์อสูร เนื้อหาในน้ำเสียงสั้นกะทัดรัด——ยืนหยัดเอาไว้ ตอนนี้แจ้งข่าวไปยังภูเขาด้านหลังแล้ว

        เย่เทียนชิงยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ขยับไปไหน ก้มศีรษะลงไม่พูดไม่จาราวกับคนที่หลับไปแล้ว แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้หลับและไม่สามารถที่จะไปแจ้งข่าวยังภูเขาด้านหลังได้ ผู้ที่สามารถทำได้จะมีก็เพียงแค่เงาร่างสีแดงที่ยืนแอบมองอยู่ห่างไกลออกไป——เย่ชิงอู่

        ความจริงเย่ชิงอู่มาถึงตั้งนานแล้ว นางจ้องมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอด เพียงแต่ว่าด้วยคำสั่งของเย่เจี้ยนจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้ จึงทำได้แค่เพียงแอบมองดูในที่ห่างไกลออกไป นางมองเห็นสิ่งที่ทำให้นางไม่อาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต เงาร่างที่แข็งกร้าวและโอหัง วงแหวนแสงศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ของเย่ชิงอวี่ แสงสว่างที่โชติช่วงจนลานตาจากดวงตาของเย่ชิงหาน รวมไปถึงท่าตวัดกรีดที่สังหารเย่หรงอย่างน่าตกตะลึง

        นางเลื่อมใสศรัทธาเย่เตามาโดยตลอด นางคิดว่าเย่เตาคือลูกผู้ชายอย่างแท้จริง ดังนั้นนางจึงคอยช่วยเหลือเย่ชิงหานเท่าที่จะทำได้ เช่นเมื่อคราวเหตุการณ์ที่ห้องเรียนสัตว์อสูรที่ช่วยกำราบเย่ชิงขวง ใครจะไปคาดคิดว่าเพียงไม่ถึงสองเดือน เด็กหนุ่มในความทรงจำที่ค่อนข้างเหนียมอายจะเติบโตมาถึงระดับนี้แล้ว

        นางคิดอยากจะพุ่งเข้ามาช่วยเย่ชิงหานหลายต่อหลายครั้ง แต่ว่าในที่สุดเหตุผลก็ชนะอารมณ์ นางรู้ดีว่าเย่ชิงหานสังหารเย่ชิงเส เย่เป้า ทำลายวรยุทธเย่ชิงขวง ตอนนี้ยังสังหารเย่หรงอีก คิดว่าวันนี้เขาคงไม่รอดออกไปแน่ๆ แม้ว่าผู้อาวุโสสูงสุดปู่ของตนเองเย่ชิงหนิวมาเองก็ไม่แน่ว่าจะช่วยแก้ไขอะไรได้ ภายในใจนางในตอนนี้ทั้งทอดถอนใจทั้งเจ็บปวดและทั้งเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างขึ้น

        จนกระทั่งนางได้รับกระแสเสียงหนึ่งที่มาจากผู้อาวุโสเย่เทียนชิงบอกให้นางแจ้งข่าวให้ปู่ตนเองทราบ เรื่องราวทั้งหมดเย่เทียนชิงจะเป็นคนรับผิดชอบเอง ได้ยินดังนั้นนางดีใจอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง รีบหยิบหยกสื่อสารที่ปู่ให้นางไว้ป้องกันตนเองขึ้นมาบีบทำลายจนแหลกในทันที ในขณะเดียวกันก็ออกวิ่งตรงไปยังเบื้องหน้าพร้อมกับพูดออกมาภายในใจ “เย่ชิงหานอดทนเอาไว้ อีกไม่นานปู่ของข้าก็จะมาถึงแล้ว เรื่องราวจะต้องกลับดีขึ้นแน่ อดทนอีกนิด!”

        เย่ชิงหานก็อยากจะอดทน แต่ว่าเขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ร่างกายของเขาในตอนนี้อ่อนแอจนเกินไป ขาข้างซ้ายสั่นอ่อนลงจนค่อยๆ คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับไปกับพื้นดิน มือข้างซ้ายรีบดันลงไปที่พื้นเพื่อพยุงร่างกายไว้ไม่ให้ตนเองล้มลงไป ศีรษะแม้ว่าจะยังเชิดขึ้นอยู่เช่นเดิม แต่สายตาที่เศร้าสลดกลับไม่สามารถปกปิดความอ่อนแอและไร้กำลังของเขาได้

        “เย่เจี้ยน อย่างเพิ่งลงมือ!”

        “พี่ใหญ่ รอเดี๋ยวก่อน!”

        ม่านตาที่กำลังตกลงมาของเย่เทียนชิงพลันเปล่งประกายแสงขึ้น เขาหันไปร้องใส่เย่เจี้ยนที่อยู่ด้านข้าง ส่วนเย่เชียงก็ร้องตะโกนออกมาพร้อมๆ กัน

        เพียงแต่ว่ากระบี่ขนาดใหญ่เล่มสีทองได้พุ่งออกจากร่างของเย่เจี้ยนก่อนที่ทั้งสองจะตะโกนออกมาเสียอีก มันแหวกผ่านอากาศเกิดเสียงหวีดหวิวขึ้นพร้อมกับพลังอำนาจที่แผ่ออกมาอย่างมหาศาลผ่าไปยังเย่ชิงหานที่คุกเข่าอยู่

        “ช้าไปแล้ว!”

        เย่เจี้ยนยิ้มออกมาอย่างเย็นชาจนมองเห็นไรฟันสีขาว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง ”อสูรทลายสวรรค์” : https://bit.ly/2zgMCjB

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/504

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม ^_^