0 Views

        “เจ้าคนต่ำช้า! นางผู้หญิงโสเภณี! นางเด็กไร้ยางอาย!” ฉินฮุ่ยหนิงตัวสั่นและกรีดร้องเสียงดัง

        “ใครกันแน่ที่ไร้ยางอาย” ฉินหยีหนิงเข้าใกล้ฉินฮุ่ยหนิงในระยะประชิด จากนั้นก็คว้าจับคอเสื้อและจ้องตาอีกฝ่าย “ข้าไม่เคยคิดที่จะทำร้ายเจ้าเลย แต่เดิมเราอยู่ด้วยความสงบไม่มีเรื่องกันก็ได้ แต่ในเมื่อเจ้ายั่วยุ หาเรื่องกันเช่นนี้ นอกจากจะทำให้ท่านแม่เข้าใจข้าผิดแล้ว เจ้ายังทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าต้องอยู่กันอย่างไม่สงบอีกด้วย! เจ้าก็แค่ลูกนกพิราบแย่งรังลูกนกกางเขนอยู่ ยามที่ข้าอารมณ์ดี เจ้าก็คือคน แต่ถ้าเมื่อใดที่ข้าอารมณ์เสีย เจ้ามันก็แค่สิ่งของ”

        สีหน้าของฉินฮุ่ยหนิงแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง ดวงตาเป็นสีแดง นางเป็นเพียงแค่ลูกคุณหนูบ้านผู้ดีที่อ่อนแอ มีหรือจะสู้กับ ‘มนุษย์ป่า’ ซึ่งสามารถมีชีวิตรอดอยู่ในป่าหลายปีได้?

        ในเมื่อพละกำลังของนางน้อยเกินไป นางทำได้เพียงข่มขู่เท่านั้น

        “เจ้าทำกับข้าเยี่ยงนี้ ไม่กลัวว่าท่านย่าจะขับไล่เจ้าออกไปหรือ”

        “ตลก! ข้าตบเจ้าไปแล้ว ยังจะกลัวอีกทำไม? อย่างมากก็แค่กลับไปเป็น ‘คนป่า’ เช่นเดิม คิดแล้วก็รู้สึกอิสระมากกว่า!”

        ฉินหยีหนิงกวาดสายตาไปรอบๆ มองเหล่าสาวใช้ที่ต่างตกใจกับการกระทำของนางตั้งแต่แรกแล้ว เห็นช่ายซื่อกับรุ่ยหลานตะกุยตะกายทำท่าจะยืนอย่างลำบาก ฉินหยีหนิงยิ้มเล็กน้อยเผยให้เห็นฟันเรียงสวยสีขาวเหมือนเปลือกหอย

        “บอกพวกเจ้าหน่อยก็ได้ ข้าเคยฆ่าหมาป่ากินเนื้อของมันมาแล้ว อย่าว่าแต่พวกเจ้าเลย ข้าไม่ได้คิดบัญชีกับพวกเจ้า นั่นเป็นเพราะว่าข้าคิดว่าพอรับได้ แต่พวกเจ้าคิดว่าข้ากลัวแล้วสิ! อย่าลืมว่า แม้ว่าพวกเจ้าจะดูถูกข้าอย่างไร ข้าก็ยังเป็นทายาทคนโตของท่านพ่ออยู่ดี!”

        นางใช้แรงมือเพียงแค่นิดเดียว ฉินฮุ่ยหนิงก็กระเด็นออกไปข้างนอกแล้ว “ไป! ไปหาล่าวไท่จุนกับข้า! เจ้ายั่วยุท่านพ่อท่านแม่ให้ทะเลาะกัน อย่าคิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ!”

        หลายปีมานี้ ฉินฮุ่ยหนิงเติบโตมาในจวนด้วยสถานะทายาทคนโตของฉินหวยหยวน ล่าวไท่จุนรักและเอ็นดูนางมาก นางไม่เคยโดนคนอื่นทำร้ายเลยแม้แต่ปลายเล็บ วันนี้นางโดนตบหน้าและโดนดึงเสื้อผ้า ฉินฮุ่ยหนิงย่อมตื่นตระหนก นางทั้งร้องไห้ ทั้งต่อว่าต่อขาน ไม่ว่าถ้อยคำหยาบคายใด ยามนั้นนางก็พ่นออกมาทั้งหมด

        แต่ฟากฝ่ายฉินหยีหนิงกลับมีท่าทีสบายๆ ไม่เหมือนกำลังออกแรงฉุดกระชากคนให้เดินตามเลยสักนิด ดูเหมือนกำลังจับไก่ที่กำลังรอเชือดเสียมากกว่า

        ด่าสิ! คนอื่นจะได้รู้เหมือนกัน ว่าจวนอัครมหาเสนาบดีสอนลูกสาวออกมาเป็นอย่างไร

        ขาทั้งสองข้างของฉินหยีหนิงสาวเท้าไปตามทางด้วยท่วงท่าปกติ เมื่อก่อนนางสามารถขึ้นเขาชันได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่ายามนี้ย่อมเดินได้สบายๆ แต่ฉินฮุ่ยหนิงนี่สิ เอวโค้งงอเดินบิดตัวช้าๆ เดินเท่าไรก็ตามฉินหยีหนิงไม่ทัน ซ้ำร้ายท่าทางการเดินยังเอนเอียงไปมา

        จะเตือนก็ไม่ได้ ด่าทอก็ไม่ฟัง จะผลักก็ไม่ออก จะตบก็แพ้! ไม่ว่านางจะพยายามอย่างไรก็ตาม ก็สู้เด็กที่จับกระชากคอเสื้อของนางคนนั้นไม่ได้ นางส่งสายตาบอกกล่าวกับบ่าวอย่างไร บ่าวทั้งหลายก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยนางสักคน

        นางลากฉินฮุ่ยหนิงเช่นเดียวกับลากสัตว์ที่ตนล่า ด้านหลังมีบ่าวรับใช้ติดตามมาเป็นกลุ่มไม่ต่างจากข้าวต้มมัดเป็นเกลียว จวบจวนถึงเรือนสื่อเซี่ยว ก็ยังไม่มีใครกล้าออกเสียงเลยแม้แต่น้อย

        เมื่อถึงหน้าประตู ฉินฮุ่ยหนิงต้องการเจอล่าวไท่จุนให้ได้ “ฮือ” เสียงของนางเริ่มดังขึ้น “ท่านย่า ช่วยหลานด้วย มีคนจะฆ่าหลานเจ้าค่ะ!”

        เสียงตะโกนของนางดังก้อง จนล่าวไท่จุนที่กำลังนั่งดูดยาเส้นเกือบทำให้กล้องยาสูบหลุดจากมือ

        ครู่ก่อน ล่าวไท่จุนได้ยินว่าสะใภ้ใหญ่กลับบ้านแม่ยาย นางโกรธจนหน้าซีด แม่นมฉินต้องพูดโน้มน้าวให้คลายโทสะถึงทำให้นางรู้สึกดีขึ้น นางเพิ่งจะจุดยาเส้น ยังไม่ทันได้สูบ ยาเส้นที่ถูกจุดไฟไว้หล่นลงไปที่กระโปรงของล่าวไท่จุน ทำให้มันลุกไหม้เป็นวงกลมวงหนึ่ง

        “ล่าวไท่จุน!”

        แม่นมฉินรีบเร่งเอาถ้วยน้ำชาซึ่งอยู่ข้างๆ เทน้ำชาลงไปเพื่อดับไฟอย่างรวดเร็ว นางรีบตรวจดูว่าไหม้ลามไปถึงผิวล่าวไท่จุนหรือไม่ โชคดีเพราะอากาศหนาวเย็น ล่าวไท่จุนสวมเสื้อด้านในอีกตัวหนึ่งจึงไม่โดนอะไรมาก

        ล่าวไท่จุนมีสีหน้าตื่นตระหนก นางโยนกล่องยาเส้นออกไป จากนั้นส่งเสียงถาม “ใครกันที่ร้องตะโกนเสียงดังโหวกเหวก!”

        สาวใช้ซึ่งอยู่ที่นอกประตูมีสีหน้าตกใจเช่นกัน นางตอบด้วยท่าทีอึกอัก “ตอบ…ตอบล่าวไท่จุน เป็นคุณหนูสี่ กับคุณหนูฮุ่ยหนิง มาที่นี่เจ้าค่ะ”

        ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วและลุกขึ้นยืน

        “ดึกขนาดนี้แล้ว เด็กสองคนนี้มาทำอะไร! ข้าเห็นซุนซื่อเป็นหญิงที่ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ สอนออกมาเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้!”

        “ล่าวไท่จุนใจเย็นๆ เจ้าค่ะ บ่าวจะใส่เสื้อให้เจ้าค่ะ” แม่นมฉินกับสาวใช้จี๋เสียงต่างก็พูดกล่อมเพื่อให้นายหญิงลดอาการหงุดหงิด มือและเท้าของพวกนางขยับทำงานคล่องแคล่ว รีบเปลี่ยนกระโปรงบาน เสื้อตัวนอกสีน้ำเงิน และชุดไพลินบนหน้าผากให้ล่าวไท่จุน

        เมื่อจัดการแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว อารมณ์ของล่าวไท่จุนก็ดูสงบขึ้น สีหน้าของนางเรียบนิ่งดั่งผืนน้ำ นางพาแม่นมฉินและจี๋เสียงเดินไปยังห้องโถง

        ครั้นล่าวไท่จุนมาถึง ก็เห็นฉินฮุ่ยหนิงกับฉินหยีหนิงกำลังคุกเข่าอยู่ ผมเผ้าของทั้งสองยุ่งเหยิง ใบหน้าบวมแดง แต่ใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงนั้นแดงช้ำมากกว่า นางร้องไห้จนไม่เหลือเครื่องสำอางให้เห็นเลยแม้แต่น้อย น้ำมูกน้ำตานองเต็มหน้า

        จังหวะนั้น ฉินฮุ่ยหนิงก็ทำราวกับได้พบเจอญาติของตน “ฮือ” นางเปล่งเสียงร้องไห้ดังขึ้น จากนั้นเดินกระย่องกระแย่งเข้าไปกอดขาของล่าวไท่จุน นางร้องไห้เหมือนโลกกำลังจะแตก สะอึกสะอื้นจนพูดออกมาไม่เป็นประโยค

        เมื่อล่าวไท่จุนเห็นสภาพของนาง ต้องรู้สึกสงสารเป็นธรรมดา หญิงชราประคองนางขึ้นมาพร้อมพูดกับหลานรัก “เป็นอะไรหรือ? อย่าร้องไห้เลยนะ” ก่อนรีบร้อนเอ่ยถามช่ายซื่อและชิวหลู่ที่ตามมาด้วย “พวกเจ้าบอกมาสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”

        คอของช่ายซื่อตอนนี้ยังปวดอยู่ นางปากสั่นพูดออกมาไม่มีเสียง

        ชิวหลู่ก็เหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา นางก้มหัวไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา

        เป็นฉินหยีหนิงที่ตอบออกไปอย่างใจเย็น “ล่าวไท่จุนใจเย็นๆ ฉินฮุ่ยหนิงยั่วยุให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องทะเลาะกัน ทำให้ท่านพ่อต้องออกไปข้างนอก ท่านแม่ก็กลับบ้านของท่านไปแล้ว ข้าได้สั่งสอนนางแล้ว ล่าวไท่จุนอย่าโกรธเลย จะไม่ดีต่อสุขภาพเปล่าๆ ถ้าอยากลงโทษ ก็ให้บ่าวจัดการเถิดเจ้าค่ะ”

        “อะไรนะ!?” ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วแน่น

        แต่เดิมนางโมโหเพราะซุนซื่อกลับบ้านไป ไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้ฉินฮุ่ยหนิงหลานรักของนางจะเกี่ยวข้อง?

        ฉินฮุ่ยหนิงส่ายศีรษะไปมา นางเอ่ยออกมาอย่างคลุมเครือ “ไม่ใช่เจ้าค่ะ เป็นเพราะท่านแม่เองที่สงสัยว่าเสี่ยวซีเป็นลูกของผู้หญิงข้างนอก…ท่านแม่เพียงแค่ตบเสี่ยวซีหนึ่งที ต่อว่านางสองสามประโยค แต่ท่านพ่อรักนาง จึงทะเลาะกับท่านแม่เจ้าค่ะ…”

        ฉินฮุ่ยหนิงกล่าวแก้ตัวออกมาเพื่อให้นางดูดีที่สุด

        แม่นมช่ายยังกล่าวเสริมอีก “เรียนล่าวไท่จุน คุณหนูสี่ช่างวางอำนาจบาตรใหญ่จริงๆ เจ้าค่ะ นางไม่เพียงแต่ตบหน้าคุณหนูฮุ่ยหนิง แต่ยังตบตีบ่าวทั้งสองด้วยเจ้าค่ะ ตอนนี้บ่าวก็ยังไม่สามารถยกแขนได้” พูดพลางทำท่าทำทาง มองดูแขนของตนที่ยังเจ็บอยู่

        เมื่อแม่นมฉินเห็นสภาพของทุกคนแล้ว นางกับจี๋เสียงก็ประคองล่าวไท่จุนก้าวเท้าไปยังเตียงหลั่วฮั่นที่มีฟูกหนานุ่มคลุมด้วยผ้าไหมกางอยู่แล้ว และหยิบกระถางอุ่นมือให้ล่าวไท่จุนอุ่นมือ

        เวลาระหว่างก้าวเดินไปนั่งได้ทำให้ล่าวไท่จุนสงบลง

        วันนี้ฉินหยีหนิงกลับมาที่จวน สร้างความประทับใจให้นางก็คือ อีกฝ่ายเป็นเด็กสาวจากชนบทที่ประพฤติตัวดี แม้จะสร้างความอึดอัดใจให้อยู่บ้าง แต่เมื่อบอกว่าเด็กสาวกลับมาในวันแรกก็กล้าจะตบตีคนอื่น ล่าวไท่จุนกลับไม่เชื่อ อย่างไรก็ตามเมื่อมองดูรอยฝ่ามือบนใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงแล้ว ย่อมเชื่อทุกอย่างว่าไม่ใช่เรื่องมดเท็จ

        การที่ล่าวไท่จุนไม่ได้พูดเข้าข้างฉินฮุ่ยหนิงในทันที ส่งผลให้นางรู้สึกหงุดหงิด เด็กสาวคิดกับตัวเอง เพราะพวกเขาเป็นครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกัน เมื่อหลานแท้ๆ กลับมา นางย่อมกลายเป็นเพียงแค่คนใกล้ชิดเท่านั้น

        ฉินฮุ่ยหนิงทั้งโกรธและวิตกกังวล และด้วยความหงุดหงิด นางจึงพูดจาโดยไม่ได้คำนึงอันใดแล้ว

        “ท่านย่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นางตบข้า และตบตีแม่นมและบ่าวของข้า นั่นเป็นความผิดของนาง! ลูกผู้ดีมีที่ไหนที่ตบตีคนอื่นแบบนี้? ถ้าเรื่องนี้รู้ออกไปถึงคนข้างนอก หน้าตาของจวนเราจะเป็นเช่นไร? นี่เป็นการทำเรื่องอับอายให้ท่านพ่อต้องขายขี้หน้านะ! คนป่าเช่นนี้ ยิ่งกว่า…”

        “เจ้าหุบปาก!” ถึงแม้ว่าฉินหยีหนิงกำลังคุกเข่าอยู่ แต่หลังของนางนั้นเหยียดตรง ดุจฉินหวยหยวนก็มิปาน สายตาเย็นยะเยือก คิ้วเรียวยาวหนา ดูสุขุมและน่าเกรงขาม

        “อยู่ต่อหน้าล่าวไท่จุน เจ้ายังมีหน้ามาทำให้แตกแยกอีก? แต่เดิมท่านแม่ก็ไม่สงสัยสถานะในตัวข้าหรอก แต่เจ้ายั่วยุทำให้ท่านแม่สงสัยว่าข้าเป็นลูกของหญิงอื่นข้างนอก อีกอย่างนิสัยของท่านพ่อเป็นคนตรงไปตรงมาไม่กลัวใคร ท่านจะชอบใคร พาเข้ามาในจวนเมื่อใดก็ได้ จะหลบๆ ซ่อนๆ เลี้ยงผู้หญิงข้างนอกได้อย่างไรกัน? ถึงแม้ว่าจะมีลูกกับหญิงข้างนอก ความกล้าของท่านพ่อที่จะเอาลูกมาอยู่ในจวนไม่มีเลยหรือ?

        อีกอย่างท่านพ่อก็ไม่กลัวใครหรอก! จากนิสัยและความสามารถของท่านพ่อ มีลูกสาวผู้ดีอยากจะมาเป็นอนุภรรยาไม่รู้ตั้งเท่าไร ท่านพ่อเคยเผลอใจให้บ้างไหม? แต่เจ้ายั่วยุให้ท่านแม่สงสัยในตัวท่านพ่อ ทำให้พวกท่านต้องแตกแยกกัน! บ้านที่ร่วมมือร่วมใจกันถึงจะผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เจ้าทำเพื่อความต้องการส่วนตัวเอาบุญคุณของคนอื่นมาเป็นเครื่องแก้แค้นเยี่ยงนี้ จิตใจดีๆ ของเจ้าโดนสุนัขกินไปแล้วหรือ!”

        ฉินฮุ่ยหนิงโมโหและรีบหาข้อแก้ตัว “อย่ามาพูดเช่นนี้เลย หรือเจ้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง? บอกว่าเจ้าเป็นทายาทคนโต แต่ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นใครจะไปรู้ ท่านแม่สงสัยเจ้า นั่นก็เป็นเรื่องปกติของคน อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ยั่วยุอะไรสักหน่อย!”

        “ท่านพ่อทำอะไรก็แจ่มแจ้งตรงไปตรงมา ท่านบอกว่าทางการได้ตรวจสอบแล้ว หรือยังจะเป็นเรื่องเท็จอีกหรือ? อยู่ต่อหน้าล่าวไท่จุน เจ้ายังพูดออกมาเช่นนี้ เจ้ายังกล้าบอกว่าตนเองไม่ได้ยั่วยุอีก?” ฉินหยีหนิงพูดจบ ก็ผินหน้าหันไปมองล่าวไท่จุน

        ฉินฮุ่ยหนิงเมื่อได้ยินแล้วก็ตกใจ ในหัวร้อนรุ่มของนางจึงค่อยๆ เย็นสงบลง ตอนนี้นางเพิ่งรู้ตัวว่านางโดนหลอกให้ติดกับดักเสียแล้ว!

        เด็กป่าคนนี้ไม่ได้โง่เลย ฉินหยีหนิงใช้โอกาสที่นางกำลังโมโหและรู้สึกน้อยใจนี้ทำให้นางเอ่ยประโยคเหล่านั้นออกมา!

        อาจกล่าวได้ว่าน้ำที่ไหลออกไปแล้ว จะเก็บคืนมาได้อย่างไร!

        คิ้วของล่าวไท่จุนขมวดแน่นเข้าหากัน หัวใจของนางเกิดความรู้สึกไม่พอใจฉินฮุ่ยหนิงขึ้นมาเสียแล้ว

        ฉินหยีหนิงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนาง และเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฉินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าใบหน้าของนางนั้นประดุจแกะสลักมาจากฉินหวยหยวนโดยไม่มีผิดเพี้ยน จะให้เป็นเท็จได้อย่างไร?

        และถึงแม้ว่านางจะเข้าข้างฉินฮุ่ยหนิงนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเท็จ แต่อย่างที่ฉินหวยหยวนบอกไว้ ว่าเลือดเนื้อเชื้อไขต้องไม่ผิดสลับกัน ลูกที่แท้จริง ย่อมเป็นลูกที่แท้จริง ส่วนลูกที่สลับมาเลี้ยง ก็คือลูกที่สลับมาเลี้ยง

        ล่าวไท่จุนไม่ได้ชอบฉินหยีหนิงนั้นเป็นความจริง

        ทว่าจะไม่ชอบอย่างไร นั่นก็เป็นทายาทคนโตที่นางให้ความสำคัญเพียงคนเดียว

        ล่าวไท่จุนชอบฉินฮุ่ยหนิงนั้นเป็นความจริง

        แต่ถึงจะชอบอย่างไร ลูกที่เก็บมาเลี้ยง ก็คือลูกที่เก็บมาเลี้ยงวันยังค่ำ

        หนนี้ เพื่อให้สถานะของตัวเองมั่นคง ลูกเลี้ยงถึงกับทำให้ลูกชายและลูกสะใภ้ต้องแตกแยกกัน ทะเลาะกันจนบ้านไม่เป็นบ้าน จนลูกสะใภ้ไร้สมองของนางต้องกลับบ้านแม่ยายไป ยังไม่รู้ว่าฝั่งบ้านแม่ยายจะเข้าใจผิดอย่างไรบ้าง อีกอย่างหากเรื่องนี้ถูกพูดออกไปย่อมทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล คนอื่นจะเอาไปนินทาว่าอย่างไร แล้วหน้าตาของตระกูลฉินจะเอาไปไว้ที่ไหน!

        ฉินหยีหนิงใช้กำลังทำร้ายคนเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ต้นเหตุของเรื่องมันอยู่ที่ไหน ล่าวไท่จุนจัดการในบ้านในเรือนมาหลายปี แน่นอนว่านางแยกแยะออกว่าอะไรเป็นอะไร

        ล่าวไท่จุนมีสีหน้าที่ผิดหวังเหลือบมองไปยังฉินฮุ่ยหนิง ซึ่งความผิดหวังนั้นไม่สามารถเก็บซ่อนไว้ได้อีกแล้ว

        และสายตาที่ผิดหวังของล่าวไท่จุนก็ทำให้ฉินฮุ่ยหนิงรับรู้ถึงความห่างเหินในทันที

        คำเย้ยหยันในใจของนางยิ่งลึกล้ำขึ้น แน่นอนว่าพวกเจ้าเป็นครอบครัวเดียวกันนี่ และนี่ก็ถือว่าข้าเป็นคนนอกจริงๆ แล้วสินะ! ที่บอกว่ารักและเอ็นดูข้า ที่สุดแล้วก็เข้าข้างหลานสาวของตัวเองอยู่ดี!

        ล่าวไท่จุนมองดูท่าทีร้องไห้สะอึกสะอื้นของฉินฮุ่ยหนิง เป็นเพราะนางลังเลไม่กล้าปล่อยเด็กสาวไป เหมือนลูกแมว ลูกสุนัขที่เลี้ยงมานานแล้ว แน่นอนว่าต้องมีความรู้สึกให้กันอยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงตัวเล็กๆ เหมือนบุปผาคนหนึ่ง? แม้ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นลูกสาวบุญธรรม แต่ก็มีความรู้สึกให้กันมากกว่าสิบปี

        ล่าวไท่จุนมีใบหน้าที่สงบนิ่ง นางลูบหน้าผากไปมา ล่าวไท่จุนผินหน้าไปยังฉินหยีหนิง พูดอย่างไม่มีทางเลือกอื่น พลางเอ่ยขึ้น “ฮุ่ยเจี่ยร์มีความผิดจริง แต่หยีเจี่ยร์ก็ทำเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ใช้กำลังไม่ได้ เจ้าเป็นถึงลูกผู้ดี ออกจากประตูไป ก็เป็นเสมือนหน้าตาของจวนอัครมหาเสนาบดี หรือเหตุผลเหล่านี้ต้องให้ข้าสอนเจ้าหรือ?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)