0 Views

        ซุนซื่อไม่คิดเลยว่าฉินหวยหยวนจะกลับมาอย่างกะทันหัน และก็ไม่รู้ว่าคำพูดที่นางเอ่ยเมื่อสักครู่นั้น เขาจะได้ยินไปมากน้อยเท่าใด นางรู้สึกผิดบ้างยามพูดถาม “ท่านพี่กลับมาแล้ว? วันนี้ไม่ใช่ว่าเป็นวันที่อยู่กับแม่นางหยีหรือเจ้าคะ”

        ฉินหวยหยวนขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม หญิงโง่ ต่อหน้าลูกสาวยังพูดประโยคแบบนี้ออกมาได้!

        “พวกเจ้าสองคนออกไปก่อน พ่อมีเรื่องจะคุยกับแม่สักหน่อย แม่นมจิน ช่วยนำยาที่ดีที่สุดให้คุณหนูสี่ด้วย ถ้าพรุ่งนี้เกิดหน้าบวมขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร”

        แม่นมจินเอ่ยตอบรับอย่างเชื่อฟังคำสั่ง “เจ้าค่ะ” แต่นางไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย นางได้แต่มองไปที่ซุนซื่อด้วยความวิตกกังวล

        นางเป็นแม่นมของซุนซื่อ แน่นอนว่านางรู้นิสัยของซุนซื่อดีว่าเป็นอย่างไร นางกลัวเหลือเกินว่าซุนซื่อจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาอีก นางอยากอยู่ต่อเพื่อคอยเตือนซุนซื่อ แต่ในเมื่อฉินหวยหยวนมีคำสั่งให้นางไปหยิบยา นางจะไม่ไปก็ไม่ได้

        ฉินหวยหยวนดูแม่นมจินออก ว่านางกำลังลังเลอยู่ เขาหัวเราะเสียงเบาและพูดขึ้น “ทำไมหรือ ดูเหมือนว่าแม่นมจินจะรับฟังคำสั่งเฉพาะฮูหยินของเจ้าคนเดียวเท่านั้นสินะ คำสั่งของข้าทั้งหมดจึงกลายเป็นลมพัดที่ใบหูไปแล้ว? หรือว่าเจ้ากลัวว่าข้าจะทำไม่ดีต่อฮูหยินของเจ้า?”

        ใช่สิ! เขารับราชการของราชวงศ์นี่ ความเข้มงวดดุดันของเขา คนอย่างแม่นมจินย่อมไม่มีทางรับมือได้

        ขาทั้งสองข้างของแม่นมจินเริ่มสั่น พร้อมเอ่ยขอตัว “บ่าวไม่กล้า บ่าวกำลังจะไปหยิบยามาให้คุณหนูสี่เดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ” นางสีหน้าคล้ำพร้อมความกังวล และเดินออกจากประตูตามคุณหนูทั้งสองคนไปด้วย รวมถึงยังปิดประตูอย่างระมัดระวัง

        และเป็นไปอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เพราะเสียงแหลมเล็กของซุนซื่อเล็ดลอดออกมา โดยที่บานประตูไม่สามารถปกปิดหรือต้านทานสรรพเสียงที่เข้ามาในหูได้เลย

        “ฉินเหมิง เจ้ากลับบ้านมาเพื่อแสดงอำนาจกับข้าใช่ไหม! ถ้ามีความสามารถจริงๆ ก็ไปแสดงอำนาจข้างนอกสิ มาแสดงอำนาจกับผู้หญิงแบบนี้มันคืออะไร…”

        หลังแม่นมจินได้ยินเสียงของซุนซื่อ นางจึงเงยหน้ามองฉินหยีหนิงกับฉินฮุ่ยหนิงซึ่งยืนอยู่ที่ระเบียง จึงรีบดึงแขนทั้งสอง ก่อนเอ่ยเสียงเบาๆ ว่า “คุณหนู อย่าอยู่ตรงนี้เลยนะเจ้าคะ!”

        ครั้นนึกถึงคำสั่งของฉินหวยหยวนแล้ว นางก็เหลียวมองสีหน้ากังวลของฉินฮุ่ยหนิงอีกหน แม่นมจินครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่ง จากนั้นพาทั้งสองเข้าไปยังห้องโถงของบ้าน โดยห้องนั้นมีห้องดื่มน้ำชาคั่นอยู่อีกข้าง นางสำทับอีกว่า “คุณหนูรออยู่ที่นี่สักครู่ บ่าวกำลังจะไปหยิบยามาให้คุณหนูสี่นะเจ้าคะ”

        ฉินหยีหนิงผงกศีรษะ ครั้งนี้นางไม่ได้กล่าวขอบคุณอีก

        ใบหน้าส่วนที่โดนแม่แท้ๆ ตบนั้น ยังรู้สึกเจ็บร้อนปนอาการปวดแสบ แต่นั่นทำให้นางเข้าใจถึงความเป็นจริง

        นางกลับมาที่จวนยังไม่ถึงหกชั่วยาม กินความโอ้อวดความสิ้นเปลืองกับการแย่งชิงพวกนี้มาเท่าไรแล้ว?

        ล่าวไท่จุนดูหมิ่นนาง แม่แท้ๆ ก็ไม่ยอมรับนางว่าเป็นลูก ส่วนคนอื่นๆ เห็นลมและมองดูทิศทางลมที่หางเสือของเรือว่าจะไปในทิศทางไหน แม้แต่บ่าวรับใช้ก็ยังกล้าขโมยของของนาง หลังจากที่นางจับได้ พวกนางยังลดถ่านไฟของนางอีก ส่วนเจ้านกพิราบแย่งรังนกกางเขนลูกเลี้ยงนี่ ก็พูดยั่วยุอยู่หลายครั้ง ซ้ำยังชวนพูดเรื่องให้ชวนทะเลาะอยู่อีกสองสามหน

        คนเหล่านี้ทราบดีว่า นางอยู่ในจวนนี้ไม่มีที่พึ่ง จึงคิดจะบีบลูกพลับอ่อนอย่างนาง!

        นางยอมยืนตาย แต่จะไม่ยอมมีชีวิตแบบต้องคุกเข่าให้คน นางเผชิญหน้ากับโลกที่ไม่แยแสและสามารถมีชีวิตรอดอย่างแข็งแกร่งมาได้ นางจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร?

        ฉินหยีหนิงมีความอดทนที่ใช้ในการล่าสัตว์อย่างมาก และไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับหมาป่า!

        นางมีความหวังสำหรับการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวของนาง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะทนยอมคนอื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!

        นางทำร้ายตนเองด้วยการใช้มือแตะที่แก้มเบาๆ ปลายนิ้วบีบแก้มบวมในส่วนที่โดนตบไปเมื่อสักครู่ ก่อนคลี่ริมฝีปากกลายเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น

        ฝ่ายแม่นมจินซึ่งรีบร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว นางย่อมไม่มีเวลามาสนใจอะไรเหล่านี้

        แต่สำหรับฉินฮุ่ยหนิง นางเห็นสีหน้ายิ้มแย้มจ้องมองเหมือนกำลังจะล่าเหยื่ออย่างแม่นยำของฉินหยีหนิง ในใจนางก็สัมผัสได้ถึงความน่าหวาดผวา

        นางกำลังอยากจะเอ่ยอะไรสักคำออกมา แต่กลับมีเสียงทะเลาะโต้เถียงของฉินหวยหยวนกับซุนซื่อดังลั่นทะลุมาจากห้องข้างๆ

        เสียงของอัครมหาเสนาบดีนั้นเป็นเสียงต่ำ คำพูดเป็นประโยคสั้นๆ

        เสียงของซุนซื่อนั้นแผดแว้ด พูดบ่นออกมาไม่หยุดไม่หย่อน

        ตอนแรกสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ใช่ทุกประโยค แต่หลังๆ นางเริ่มตะเบ็งเสียง ส่งผลให้แม้เด็กสาวทั้งสองคนจะไม่อยากได้ยิน ก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

        “…ขนาดฮุ่ยเจี่ยร์ยังดูออกเลยว่า เจ้าเป็นสามีที่โกหกข้า! ตอนนั้นทำไมข้าถึงได้ตาบอดแต่งงานกับเจ้านะ! ถ้าไม่ใช่เพราะการช่วยเหลือจากท่านพ่อของข้า ตำแหน่งของเจ้าจะราบรื่นได้อย่างนี้หรือ! เจ้าเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีทุกวันนี้ ยังไม่รู้จักขอบคุณจวนติ้งกั๋วกงของพวกเรา แล้วยังไม่รู้จักดีกับข้าอีก ซ้ำยังเอาลูกสาวของหญิงข้างนอกมาหลอกข้าอีก!”

        “หุบปาก!” เสียงฉินหวยหยวนคำรามด้วยความโมโห “ผู้หญิงงี่เง่า ข้าไม่อยากจะสนใจเจ้าแล้ว!”

        ปัง! เสียงประตูของห้องข้างๆ ถูกกระแทกเปิดออกมาด้วยเท้า

        ในขณะเดียวกัน ทั้งสองยังได้ยินเสียงหวีดร้องของซุนซื่ออีกด้วย

        ฉินหยีหนิงกับฉินฮุ่ยหนิงก้าวออกจากห้อง ทั้งสองเห็นฉินหวยหยวนซึ่งกำลังโมโหจัด กำลังก้าวเท้าฉับๆ ท่ามกลางความมืดและความหนาวเหน็บของอากาศด้วยความเร็ว ยิ่งมองก็ยิ่งห่างไปไกลมากยิ่งขึ้น

        ซุนซื่อกำลังร้องไห้ด้วยความเสียใจอยู่คนเดียว เสียงร้องของนางแหลมเล็กดังเข้าหู “ทำไมชีวิตข้าต้องลำบากขนาดนี้ด้วย!”

        ทั้งสองหันหลังไปมอง เห็นซุนซื่อกำลังนั่งอยู่บนธรณีประตู กอดบานพับทำท่าเหมือนกำลังจะเป็นลม

        “ท่านลุกขึ้นเถิด พื้นมันเย็นนะ” ฉินหยีหนิงขมวดคิ้ว พร้อมเดินเข้าไปช่วยประคอง

        แต่มือของนางซึ่งยื่นออกไปกลับโดนฉินฮุ่ยหนิงปัดทิ้ง และเป็นฝ่ายนั้นที่รี่เข้าไปดึงแขนซุนซื่อประคองนางให้ลุกขึ้นยืน “น้องเสี่ยวซีทำให้ครอบครัวของเราไม่สงบยังไม่พอ ตอนนี้ยังจะมาทำร้ายหัวใจของท่านแม่อีก!”

        หนึ่งประโยค ก็ทำให้ซุนซื่อจ้องมองไปที่ฉินหยีหนิง

        ก็นั่นแหละ ถ้านางไม่กลับมาที่จวน จะมีความวุ่นวายแบบนี้หรือ! รู้ทั้งรู้ว่านางเป็นผู้หญิงร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งฉินหวยหยวนก็ยังไม่นึกถึงนางเลย ว่าจะเสียใจหรือไม่ ซ้ำยังไม่มีคำพูดง้อนางแม้แต่ประโยคเดียว เขาออกไปเลยโดยไม่สนใจใคร!

        เมื่อสักครู่นางแค่สั่งสอนฉินหยีหนิงไปเพียงแค่สองประโยค ตบหน้าเพียงแค่ครั้งเดียว ฉินหวยหยวนก็มีท่าทีอย่างนั้นแล้ว อยากจะเห็นจริงๆ ว่านางผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนมีมารยาอย่างไรกันแน่!

        ซุนซื่อตาแดงก่ำทั้งสองข้าง มือของนางวางไว้บนมือฉินฮุ่ยหนิง ขณะตะโกนว่า “เจ้าเด็กมหาประลัย! ตั้งแต่ได้ยินข่าวว่ามีเจ้า ไม่มีวันไหนเลยที่ข้าจะมีชีวิตที่สงบสุข! เจ้าไสหัวออกไปเลยนะ!”

        นางหันไปหาแม่นมจิน ก่อนออกคำสั่ง “แม่นม เตรียมรถม้าให้ข้าด้วย! ข้าจะกลับจวนติ้งกั๋วกง!”

        สีหน้าแม่นมจินเหมือนไม่สนใจใคร และพูดห้ามปราม “ฮูหยิน วันนี้ดึกแล้ว ท่านรีบกลับไปแบบนี้ เกรงว่าจะไม่ดี วันนี้พักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยกลับไปไม่ดีหรือ แบบนี้เราจะได้พูดกับล่าวไท่จุนถูก…”

        “ไม่ได้ ข้าจะกลับบ้านตอนนี้ เดี๋ยวนี้! จวนนี้ข้าไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว! ฉินเหมิงกดขี่ข้าจนจะตายอยู่แล้ว!” ซุนซื่อร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ อย่างกับฝนตก “แม่นม ถ้าเจ้าไม่อนุญาตให้ข้าออกไป ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยู่ต่อเองเถอะ ข้าออกไปเองก็ได้!”

        ซุนซื่อกำลังโมโหย่อมไม่ได้คิดให้ความสนใจกับฉินฮุ่ยหนิงแล้ว นางสะบัดมือลูกสาวและเดินออกไป

        ร่างกายของฉินฮุ่ยหนิงเซถอยไปประมาณสองก้าว ซวนเซจนรองเท้าสามนิ้วของนางตอนนี้ไม่มั่นคงเสียแล้ว หากปี้ถงไม่มาประคองและแม่นมช่ายคอยดึงอยู่ นางก็คงล้มหัวฟาดบันได

        ฉินฮุ่ยหนิงขมวดคิ้วไม่พอใจ

        ซุนซื่อโกรธขึ้งถึงเพียงนั้น แม่นมจินเห็นว่านางไม่สามารถทนได้ จึงต้องสั่งบ่าวรับใช้ให้ไปเตรียมรถม้า ฉ่ายหลานเดินไปหยิบเสื้อคลุมขนนกและกระถางอุ่นมือซึ่งออกแบบอย่างประณีตมาให้นาง จากนั้นนางกะพริบตาบอกฉ่ายจู๋ว สั่งนางด้วยเสียงเบากระซิบอยู่หลายประโยค

        ตอนนี้ เจ้าของบ้านใหญ่มีปากเสียงกัน ฮูหยินขุ่นเคืองจนต้องกลับบ้านแม่ตัวเอง ข่าวนี้ไม่สามารถปกปิดได้ พวกเขาไปหาล่าวไท่จุนโดยตรงดีกว่า ถ้าคนรอบข้างเอาไปพูด จะเปลี่ยนความหมายเป็นอย่างอื่นอีก ไม่อย่างนั้นบ้านสอง บ้านสามเห็นแล้วจะเป็นเรื่องขบขันเอา

        ฉ่ายจู๋วมีสีหน้าไม่เต็มใจ เดินออกไปที่เรือนสื่อเซี่ยว

        แม่นมจินกับฉ่ายหลานประคองซุนซื่อเดินผ่านห้องโถง แล้วก็ออกจากเรือนซิ่งหนิงไป

        เพียงครู่เดียวเสียงทะเลาะโหวกเหวกกลับเงียบลงทันควัน

        แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ยามเย็นถูกซ่อนอยู่ในเชิงเขา มีเพียงดวงจันทร์ที่ส่องแสงสดใสและแขวนอยู่บนท้องฟ้า ทว่ามันกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆมืด ลานเงียบสงบของเรือนซิ่งหนิงได้ถูกย้อมเป็นสีน้ำเงินเย็นยะเยือก

        บ่าวต่างตกใจ ไม่กล้าออกเสียงหรือหายใจแรงเลยแม้แต่น้อย พวกนางเดินมาเพื่อแขวนโคมไฟใต้ระเบียง แสงรัศมีสีส้มอันอบอุ่นจึงค่อยๆ แผ่ออกไป ทำให้ใต้ระเบียงปรากฏแสงสว่างเรืองรองเป็นวงกลมอยู่หลายจุด

        ฉินหยีหนิงหัวเราะเสียงเย็นชา นางใช้สายตาเย้ยหยันมองไปยังเด็กสาวอีกคน

        ฉินฮุ่ยหนิงบังเกิดความรู้สึกงุนงงในฉับพลัน นางหยิบผ้าเช็ดหน้าเพื่อเช็ดน้ำตาของตนเอง พลางเอ่ย “น้องเสี่ยวซี อย่าหาว่าข้าพูดมากเลย เมื่อสักครู่ท่านแม่เป็นแบบนั้น ข้าสามารถเตือนนางได้เสียที่ไหน? เจ้าพูดออกมาเช่นนั้น ก็เท่ากับกระตุ้นหัวใจของท่านแม่ หลายปีมานี้ เจ้าไม่ได้อยู่เคียงข้างท่านแม่ เจ้าไม่รู้ความยากลำบากของนางหรอก จะพูดผิดก็ไม่แปลกอะไร”

        ฉินฮุ่ยหนิงยังคงยิ้มอย่างเป็นมิตร แม้เห็นว่าฉินหยีหนิงกำลังก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาหาตน “ใบหน้าของน้องเสี่ยวซีบวมมากเลย ข้ามียาที่ดีมาก สามารถหยุดความเจ็บปวดและอาการบวมได้ดีที่สุด เดี๋ยวข้าจะให้ปี้ถงส่งไปให้เจ้านะ”

        “จริงหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องขอบคุณเจ้าแล้วสิ”

        ฉินหยีหนิงมาหยุดยืนมั่นคงอยู่เบื้องหน้าฉินฮุ่ยหนิงแล้ว ในดวงตาทรงเสน่ห์แฝงด้วยแววน่ากลัวซึ่งทำให้ผู้คนสั่นสะท้าน ไม่แปลกถ้าฉินฮุ่ยหนิงจะรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับหมาป่าที่กำลังหิวโซ

        “อย่า…อย่าเกรงใจเลย” กิริยาอาการของฉินฮุ่ยหนิงไหวระริกอย่างควบคุมไม่ได้ นางกลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง “เจ้ากับข้า เป็นพี่น้องกัน พวกเรา…”

        “เพียะ!”

        หูของฉินฮุ่ยหนิงเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง นางรู้สึกหัวหมุน ร่างของนางร่วงลงมาบนพื้น ถึงกระนั้นนางกลับยังไม่รู้สึกตัว

        แม่นมช่าย ปี้ถง รุ่ยหลาน ชิวหลู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างตกใจไปตามๆ กัน พลอยลืมเรื่องฮูหยินไปเลย

        “ยาของเจ้า ไม่ต้องส่งมาให้ข้าแล้วนะ เก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ!”

        “เจ้า!” ฉินฮุ่ยหนิงรับรู้แล้วว่านางเพิ่งโดนตบไปเมื่อครู่ จึงเค้นเสียงออกมา มุมปากของนางมีเลือดไหลซึม จากนั้นก็กรีดร้องดังลั่น “เจ้ากล้าตบข้า!”

        “คนที่ข้าตบก็คือเจ้าอย่างไรล่ะ!” ฉินหยีหนิงก้าวไปข้างหน้า เงื้อมือตบอีกที

        แน่นอนว่าคนที่ใช้มือล่าสัตว์ตัดกิ่งไม้ แรงมือต้องไม่เบาเป็นแน่ อีกอย่างนางตบในที่เดียวกัน ซีกหน้าที่โดนตบแล้วตบอีกย่อมทำให้ใบหน้าครึ่งหนึ่งของฉินฮุ่ยหนิงบวมแดงขึ้นมาทันตา

        “เจ้าเด็กป่า เจ้ากล้าดีอย่างไรมาตบข้า! เด็กๆ จับนางให้ข้าที!” ฉินฮุ่ยหนิงชี้ไปที่ฉินหยีหนิงพลางตะโกนเสียงแหลม!

        แม่นมช่ายกับปี้ถงเริ่มรู้สึกตัวหลังตกอยู่ในอาการตะลึงงันไปชั่วขณะ พวกนางถกแขนเสื้อขึ้น พร้อมปรี่ไปเบื้องหน้า แม้แต่รุ่ยหลานเองก็รีบก้าวเดินเข้าไปเพื่อจับตัวฉินหยีหนิง

        สามคนมุ่งหน้าเข้าประชิดตัวฉินหยีหนิง สองคนทำท่าจะจับแขน อีกหนึ่งคนทำท่าจะจับศีรษะ ทว่ากลับไม่มีใครคาดคิด ไม่มีคนใดสามารถจับฉินหยีหนิงได้เลยแม้กระทั่งชายเสื้อผ้า พวกนางโดนฉินหยีหนิงตบ เตะ จนต้องล้มระเนระนาดนอนกองอยู่บนพื้น

        ฉินหยีหนิงเอาเท้าซ้ายกดแผ่นหลังของรุ่ยหลาน อีกมือหนึ่งจับมือแม่นมช่ายไว้ด้านหลัง มืออีกข้างกำลังบีบคอปี้ถง ทั้งสามคนได้แต่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดและมีสีหน้าซีดกลัว ปี้ถงนั้นกลัวจนหายใจไม่ออก ไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวใดๆ อีก

        ครั้นเท้าซ้ายของฉินหยีหนิงออกแรงนิดหน่อย รุ่ยหลานก็ส่งเสียง “อ๊าก!” ลั่นทันทีเพราะความเจ็บปวด

        ฉินหยีหนิงหัวเราะเสียงต่ำ “ถ้าเป็นคนนอก ข้าจะไม่ว่าเลย เจ้าเป็นบ่าวของข้า ไม่รู้จักช่วยเจ้านาย แล้วยังมาทำร้ายเจ้านายอีก เจ้าไม่เอาชีวิตแล้วใช่ไหม!”

        “คุณหนู ไว้ชีวิตข้าด้วย!” รุ่ยหลานร้องขอชีวิต เสียงของนางตอนนี้แหบลงไม่น้อย

        ความจริงแล้วบ่าวในเรือนซิ่งหนิงอีกหลายคนต่างก็มีท่าทีจะเข้ามาทำระยำกับนาง แต่ยามนั้นคนบ่าวทั้งหลายไม่มีความคิดอยากแส่หาเรื่องอีกแล้ว ทุกคนต่างหดตัวกลัวไปหมด จะมีผู้ใดกล้ามองนางว่าอ่อนแออีกหรือ?

        ฉินฮุ่ยหนิงลุกขึ้นยืนอย่างลำบากนั้น นางเดินไปยังหลังระเบียงเพื่อหลบซ่อน “เจ้า! เจ้า! เจ้าเด็กป่า! เจ้าเด็กไม่มีคนสั่งสอน!”

        “ใช่สิ ข้าคือเด็กป่า!”

        ฉินหยีหนิงปล่อยช่ายซื่อกับปี้ถง แล้วยกเท้าข้ามผ่านแผ่นหลังของรุ่ยหลาน นางเดินตรงไปที่ฉินฮุ่ยหนิง

        “ข้าดูออกหมดแล้ว ถึงแม้ว่าข้าจะดีอย่างไร ในใจของพวกเจ้าก็ยังคงคิดว่าข้าเป็นเด็กป่าอยู่วันยังค่ำ ข้าจะไม่ทำตัวเหมือนเด็กป่าอย่างที่พวกเจ้าเรียกได้อย่างไรเล่า?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)