0 Views

        ฉินหยีหนิงไม่รู้เลยว่า เมื่อสักครู่มีคนอยู่ที่นี่ อย่างไรก็ดี นางยังคงนั่งรอแม้รู้สึกหนาวเย็นมากก็ตาม จนกระทั่งหลังเที่ยงวัน แม่นมจินถึงเพิ่งจะพาคนมาเสียที

        “ทำให้คุณหนูรอนานแล้ว เมื่อสักครู่ฮูหยินให้ทำธุระ ทำให้เสียเวลาไปหลายชั่วยาม” แม่นมจินอธิบายเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ปล่อยให้ฉินหยีหนิงได้มีโอกาสพูดคำใดออกมา นางแนะนำบ่าวสี่คนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังให้ฉินหยีหนิงรู้จัก

        “สองคนนี้คือ หยูเซียงกับรุ่ยหลาน เป็นบ่าวระดับสองที่ทำงานให้ฮูหยิน นิสัยอ่อนโยนและเชื่อฟัง พวกนางถูกกำชับให้มาดูแลคุณหนูโดยเฉพาะ สองคนนี้ชื่อหลิ่วหยากับชิวหลู่ เป็นคนใช้ระดับสาม”

        ฉินหยีหนิงสังเกตบ่าวทั้งสี่ทีละคน

        สี่คนนี้ทั้งหมดดูเหมือนอายุราวสิบหกหรือสิบเจ็ดปี หยูเซียงเป็นคนผอมสูง ใบหน้าสละสลวย แต่ว่าสายตามีไหวพริบมากเกินไป รุ่ยหลานเป็นคนอวบเล็กน้อย ลักษณะการยิ้มของนางดูเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หลิ่วหยามีริมฝีปากบาง ดูเหมือนว่าจะพูดเก่ง ชิวหลู่ก้มศีรษะอยู่ ดูเหมือนนางไม่อยู่ในสายตาใครๆ น่าจะเป็นคนที่เงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร

        หยูเซียง รุ่ยหลาน หลิ่วหยา และชิวหลู่ ทั้งสี่คนต่างเดินมายังเบื้องหน้าฉินหยีหนิงพร้อมค้อมตัวคำนับ

        ฉินหยีหนิงบอกเสียงแผ่วเบา ให้พวกนางยืนอยู่ข้างๆ

        แม่นมจินกล่าวต่ออีกว่า “นอกจากนี้ ยังมีแม่นมหนึ่งคนคอยทำหน้าที่ดูแลจัดการในบ้านกับเด็กที่รับผิดชอบเรื่องปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน”

        เมื่อนางเอ่ยจบ ก็มีคนแก่คนหนึ่งพาเด็กสาวสามคนซึ่งแต่ละคนมีอายุประมาณสิบขวบ สวมเสื้อผ้าสีเขียวเข้ามาด้านใน

        แม่นมจินจึงแนะนำ “คนนี้คือแม่นมจู้ วันข้างหน้าจะมีนางที่ดูแลจัดการเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ในเรือนเสวี่ยลี่ และบ่าวเหล่านี้คือบ่าวที่รอรับคำสั่งจากคุณหนูนับจากนี้”

        “บ่าวคำนับคุณหนูสี่” แม่นมจู้เป็นหญิงที่ค่อนข้างอ้วน ใบหน้าอวบอิ่มและมีรอยเหี่ยวย่นตามวัย ดูแล้วอายุน่าจะห้าสิบปี

        “แม่นมจู้ ลุกขึ้นยืนเถิด” ฉินหยีหนิงเอ่ยช้าๆ อย่างสุภาพ

        แม่นมจินพูดต่ออีกเล็กน้อย “บ่าวรับใช้ก็พามาแล้ว แม่นางจัดการด้วยตนเองเถิด หากมีอะไรต้องการสั่งความ มาหาบ่าวได้ตลอดเวลา”

        “รบกวนแม่นมจินแล้ว”

        แม่นมจินคำนับแล้วก็เดินออกไป

        ฉินหยีหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

        นางเพิ่งมาถึงครั้งแรก ไม่มีเงินที่จะให้เป็นรางวัล อันที่จริงแม่นมจินก็ค่อนข้างมีความเมตตาต่อนาง ด้วยตำแหน่งของนางในจวนนี้  เพียงแค่นางเอ่ยปากบอกคนเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะมีผลมากกว่านางพูดเสียอีก

        อย่างไรก็ตามแม่นมได้ทำหน้าที่วางตำแหน่งให้อย่างง่ายๆ โดยที่นางก็ไม่ได้ออกคำสั่งแก่บ่าวรับใช้มากไปกว่านั้น แม่นมจินเป็นบ่าวคนสนิทของฮูหยิน คำพูดของนางก็คือคำพูดของฮูหยิน

        ดูเหมือนว่าแม่ที่แท้จริงของนาง จะไม่ชอบนาง

        ฉินหยีหนิงสูดลมหายใจ และมองดูคนแปดคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

        นางลำบากมาตั้งแต่เด็กๆ เคยใช้คนทำงานเสียที่ไหน? ตอนนี้นางมีแต่ความประหม่า ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี

        เมื่อเห็นว่าฉินหยีหนิงไม่พูดอะไรเสียที คนทั้งแปดต่างก็หันมองหน้ากันเอง

        ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ฉินหยีหนิงได้มองไปที่ห้องใหญ่และห้องทางด้านข้างของบ้านซึ่งยังคงลงกลอนไว้ ก่อนเอ่ยเนิบๆ “สถานการณ์ของข้าตอนนี้ ข้าคิดว่าทุกคนน่าจะรู้ชัดเจนแล้ว และให้พวกเจ้ามาดูแลข้าที่นี่ เหมือนทำให้พวกเจ้าต้องลำบากแล้ว ถึงแม้ว่าข้าต้องใช้ชีวิตด้วยความลำบาก ไม่มีวาสนาได้เติบโตมากับท่านพ่อท่านแม่ แต่สุดท้ายแล้วข้าก็คือลูกสาวที่แท้จริงของท่านพ่อ ขอให้พวกเจ้าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี และขอให้พวกเราใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปเถิด”

        ประโยคนี้มีความหมายหลายอย่าง มันเป็นคำพูดที่ฉินหยีหนิงสามารถสร้างคำที่เหมาะสมที่สุดแล้ว นางแค่อยากอยู่อย่างสงบสุขก็เท่านั้น

        “เจ้าค่ะ” ผู้คนต่างคำนับ และก็ไม่ได้มองหน้าฉินหยีหนิงเลยสักนิด

        ต่างก็มีคนบอกว่าแม่นางคนนี้หน้าตาคล้ายคลึงกับอัครมหาเสนาบดีฉิน วันนี้เห็นกับตา คล้ายจริงๆ ด้วย! ถึงแม้ว่านางจะโตมาในชนบทและในป่า แถมยังเคยเป็นเด็กป่า แต่ว่าอำนาจที่นางแสดงออกมานั้นดูไม่เสแสร้งเลย ทำให้คนไม่กล้าที่จะข้ามหัวนาง

        ก่อนมาถึงที่นี่ทุกคนต่างมีใจเหยียดหยามอยู่หลายส่วน ทั้งรู้สึกว่าตนเองนั้นโชคร้าย แต่ถ้อยคำของฉินหยีหนิงพอที่จะทำให้พวกเขาระงับความคิดดังกล่าวลงได้ชั่วคราว

        ฉินหยีหนิงบอกให้บ่าวรับใช้ทำความสะอาดบ้าน

        เรือนหลักมีสามห้อง ฉินหยีหนิงใช้เป็นที่อยู่ของตัวเองและเอาไว้รับแขก สำหรับห้องทางทิศตะวันตก ถูกจัดให้แม่นมจู้ได้พักอาศัยอยู่คนเดียว อีกห้องให้บ่าวระดับสองอยู่ด้วยกันสองคน ห้องทางทิศตะวันตกให้เป็นห้องของบ่าวระดับสาม และบ่าวเด็กๆ ก็อยู่ห้องใกล้ๆ ห้องครัว

        หลังห้องหับถูกทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่นมจินก็พาคนมา นางให้คนขนของใช้ต่างๆ มาส่งให้อันได้แก่ มุ้ง ขวดโหลเอาไว้ใส่ของ เครื่องเขียน เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า และผงสีแดง นอกจากนี้นางยังส่งเงินสองเหลียงให้ฉินหยีหนิง

        “คุณหนู นี่คือเงินรายเดือนของเดือนนี้ ตามกฎของบ้าน คุณหนูทุกคนจะได้รับเงินสองเหลียง ส่วนอาหารสามมื้อสามารถไปยกมาจากห้องครัวใหญ่ และยังต้องเข้าพบผู้ใหญ่ตามเวลา…” แม่นมจินพูดออกไปแล้วกลับรู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย ก่อนต่อประโยคว่า “อีกหน่อยคุณหนูอยู่ที่นี่นานๆ ก็จะเข้าใจเอง”

        “รบกวนแม่นมจินแล้ว อีกสักพักข้าก็จะเข้าไปหาฮูหยินแล้ว” ฉินหยีหนิงยิ้มบางๆ

        แม่นมจินยิ้มเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรจากนั้นจึงรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

        ครั้นทำความสะอาดพร้อมจัดวางข้าวของไปประมาณหนึ่งชั่วยาม ในห้องจึงดูใหม่เอี่ยมขึ้นมาทันที

        ก่อนหน้านี้ ในห้องก็มีสิ่งของบางอย่างอยู่บ้างแล้ว เพียงแค่เปลี่ยนผ้าปูที่นั่งเป็นสีเขียวอ่อน รวมถึงผ้าปูที่นอนและมุ้งก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนเช่นกัน แขวนเครื่องหอมเพิ่มอีกเล็กน้อย มิหนำซ้ำฟูกที่นอนก็ดูหนามากด้วย ขณะนั้นแม่นมจู้กำลังถือกระถางอุ่นมือนำไปไว้ในผ้าห่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

        หยูเซียงกับรุ่ยหลานสองคนกำลังจัดเสื้อผ้าและเครื่องประดับเข้าไว้ในตู้เสื้อผ้า นำขวดทั้งหลายตั้งวางเรียงให้เรียบร้อย จากนั้นก็วางปิ่นปักผมลายดอกไม้สวยงาม บ่าวเด็กๆ ถือถังไม้ใส่น้ำออกไป เพื่อเร่งทำความสะอาดห้องต่างๆ

        ต่อไปนี้ ที่นี่ก็คือบ้านของนางแล้ว

        ถึงแม้ว่าเรือนหลังนี้เหมือนไม่มีคนอาศัยเป็นเวลานาน สภาพค่อนข้างเก่าโทรมอับชื้น ทว่าเมื่อเทียบกับการอาศัยอยู่ในถ้ำบนเขา ที่นี่ดีกว่าเยอะมาก แม้กระทั่งผู้คนรายรอบ ถึงนางไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะดีกับนางหรือไม่ แต่ถ้ามีคนให้พูดคุยด้วย ก็ยังดีกว่ายามที่นางต้องพูดคุยกับหนูกับกระต่าย

        ขอแค่นางอดทน ขยันหมั่นเพียร ชีวิตก็ต้องดีขึ้นเรื่อยๆ

        ฉินหยีหนิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ซึ่งบุด้วยฟูกกลมๆ นุ่มๆ ใบหน้าที่สวยงามของนางมีรอยยิ้มจางๆ ออกมา

        “คุณหนู” ชิวหลู่ถือถาดถ้วยน้ำชาเข้ามาเบื้องหน้า แล้ววางถ้วยชาสีขาวไว้บนโต๊ะเคลือบสีดำข้างๆ มือของฉินหยีหนิง ในน้ำมีดอกพลัมลอยอ้อยอิ่งอยู่ด้วย

        ตั้งแต่นางเข้ามาในจวนจนถึงตอนนี้ นางยังไม่ได้ดื่มน้ำเลยสักหยดเดียว อีกทั้งยังต้องทนหนาวเหน็บอยู่ข้างนอกเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ตอนนี้มีชาร้อนๆ หนึ่งถ้วยอยู่ในมือ ย่อมไม่แปลกที่ความอุ่นร้อนนั้นจะพุ่งตรงเข้ามายังหัวใจ

        นางอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มให้ “ขอบคุณ”

        ชิวหลู่รีบเอ่ย “บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ”

        ฝ่ายหยูเซียงซึ่งกำลังจัดอุปกรณ์แต่งหน้าได้ยินแล้วกลับเบะปาก

        รุ่ยหลานเมื่อเห็นการกระทำของชิวหลู่ นางจึงหยิบเสื้อคลุมสีน้ำผึ้งออกมา ยกยิ้มพร้อมพูดว่า “คุณหนู คุณหนูคลุมเสื้อไว้ก่อนเจ้าค่ะ จะได้ไม่เป็นหวัด เดี๋ยวบ่าวจะไปสั่งคนให้ไปยกอาหารมาให้”

        ชิวหลู่ถือถาดถ้วยน้ำชาออกไปแล้ว

        หลิ่วหยานำกระถางอุ่นมือเข้ามา นางเอาผ้าพันไว้ จากนั้นวางกระถางเล็กไว้บนเท้าของฉินหยีหนิง

        ฉินหยีหนิงยิ้มให้นาง แต่ไม่ได้กล่าวขอบคุณนางอีก เมื่อสักครู่นางเห็นสายตาของรุ่ยหลาน ทำให้คิดได้ว่านางต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานะในปัจจุบันให้เร็วที่สุด ในขณะนั้นเองสายตาของฉินหยีหนิงพลางเห็นหยูเซียงเอาหนังสือเล่มเล็กๆ เก็บเข้าไปในอ้อมแขน จึงได้เปิดปากถาม

        “นั่นคืออะไร เอามาให้ข้าดูซิ” ฉินหยีหนิงวางถ้วยน้ำชาลง

        หยูเซียงยังหันหลังให้ฉินหยีหนิง นางกลอกนัยน์ตา จากนั้นจึงหมุนตัวกลับไปหาเด็กสาวพร้อมรอยยิ้มกว้าง และส่งหนังสือให้ “นี่คือหนังสือสำหรับบันทึกสิ่งของภายในเรือนเสวี่ยลี่”

        ฉินหยีหนิงเปิดดูอย่างละเอียด

        หยูเซียงเบะปากอีกหนก่อนเหลือบมองไปทางรุ่ยหลาน

        นางไม่เชื่อว่าฉินหยีหนิงจะรู้จักคำเหล่านี้ได้!

        สิ่งของที่อยู่ในบ้านไม่ได้มีจำนวนเยอะมาก แต่ก็ไม่น้อย ฉินหยีหนิงเปิดบัญชีหน้ากล่องเครื่องประดับ นางชี้ไปยังบรรทัดหนึ่งและเอ่ยขึ้น “ที่คาดผมมุกสีทองเส้นนี้ ข้าไม่เห็นนี่”

        หน้าของหยูเซียงเริ่มกระด้างขึ้นมาเสียแล้ว

        ไม่ใช่ว่านางนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาหรอกหรือ คนในบ้านเดินไปเดินมา อีกทั้งวางของเยอะมาก เป็นไปได้อย่างไรที่นางจะจดจำสิ่งของได้ทุกชิ้น?

        รุ่ยหลานเดินไปดูกล่องเครื่องประดับ ดูซ้ายดูขวา จากนั้นก็เดินไปยังเตียงหลั่วฮั่นตรงข้ามกับฉินหยีหนิงหาอยู่สักพัก ก็พบเจอที่คาดผมมุกสีทอง นางยิ้มพลางร้องแจ้งให้ฉินหยีหนิงรับรู้ “เจอแล้วเจ้าค่ะ เป็นเพราะบ่าวไม่ได้ตั้งใจ ลืมวางไว้ที่ใต้ผ้าปูที่นอนนี่เอง ”

        ฉินหยีหนิงยิ้มบางๆ ก็ชี้ไปที่หน้าเสื้อผ้า “ในนี้เขียนไว้ว่ามีกระโปรงสีมะระหยกแดง ข้าก็ไม่เห็นนี่” นางพูดก่อนยื่นบัญชีให้หยูเซียง จากนั้นกล่าวถ้อยคำต่อมาด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าก็ดูให้ละเอียดอีกทีนะ อย่าให้ข้าใส่รองเท้าแล้วเจอตุ้มหูตกไว้ในนั้นล่ะ”

        หนึ่งประโยคล้อเล่นของนาง ทำให้หยูเซียงหน้าแดงก่ำไปจนถึงใบหู สีหน้าของรุ่ยหลานก็ดูเกร็งๆ ทำตัวไม่ถูก

        ฉินหยีหนิงไม่ได้พูดคำใดให้มากความ นางยังคงกอดกระถางอุ่นมือเพื่อรับความอบอุ่นจากมัน

        แต่ว่ากล่องเครื่องประดับกับตู้เสื้อผ้ามีสิ่งของเล็กๆ ที่ไม่ได้เห็นเมื่อสักครู่เพิ่มขึ้นมา

        ฉินหยีหนิงกะพริบตา รู้สึกว่าน่าขันเสียจริง

        นางรู้ดีว่า นางเพิ่งมาที่นี่เหล่าบ่าวรับใช้คงไม่เชื่อฟังนาง แต่คิดไม่ถึงว่าบ่าวถึงกับกล้าทุจริต แอบซ่อนสิ่งของ คนเหล่านั้นคงไม่รู้ว่า ตอนเด็กๆ นางมีความจำดีมาก อีกทั้งเคยเจรจาต่อรองกับนักล่าและพ่อค้ายาสมุนไพร ประสบการณ์ที่ผ่านมาฝึกให้นางรู้ว่าของสิ่งนั้นๆ หนักเท่าไร แค่จับนางก็สามารถบอกน้ำหนักได้แล้ว มองบนล่างความผิดพลาดย่อมไม่น่าจะเกินหนึ่งถึงสองเหลียง

        นางมองไปที่รอยแผลเป็นกับรูหนอนบนสองมือขาว ก่อนประคบด้วยกระถางอุ่นมือ

        ดูเหมือนว่า เส้นทางในอนาคตคงจะมีอุปสรรคมากมาย ขั้นตอนแรกต้องจัดการให้คนที่อยู่ข้างเราให้ดีเสียก่อน

        **

        “คนจัดการกันหรือยัง?” ฉินฮุ่ยหนิงรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็รับชาที่ปี้ถงถือส่งมาให้นางเพื่อล้างปาก ขณะเอ่ยถามช่ายซื่อด้วยรอยยิ้ม

        “ตอบคุณหนู จัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เดิมทีที่จัดไว้สามคนนั้น ถูกแทนที่แล้วเจ้าค่ะ โดยจัดให้หยูเซียง รุ่ยหลานกับหลิ่วหยาไปอยู่ด้วย สามคนนี้นิสัยดีมาก ส่วนคนจัดการบ้านให้แม่นมจู้เป็นคนจัดการ”

        “แม่นมจู้เหรอ?” ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกสงสัย

        ช่ายซื่อจึงอธิบาย “ก็คือคนที่มีลูกชายเป็นคนจัดการที่โรงม้าด้านนอกอย่างไรล่ะเจ้าคะ สะใภ้ของนางก็เป็นแม่ครัว ก็คือแม่จู้คนนั้นแหละเจ้าค่ะ”

        ฉินฮุ่ยหนิงหัวเราะ พลางเอ่ยออกมา “แม่นมจู้เป็นคนใจเย็น กับหยูเซียง รุ่ยหลาน และหลิ่วหยา พวกนางสามคนนั้น สามารถอยู่ด้วยกันได้เหมาะสมดี” นางจับมือของช่ายซื่อ ยกมุมปากเป็นรอยยิ้ม และพูดต่อ “แม่นม ขอบคุณที่ช่วยจัดการให้ข้า”

        ช่ายซื่อมองไปยังฉินฮุ่ยหนิง สายตาของนางมีความเอ็นดูและรักฉินฮุ่ยหนิงมาก นางยิ้มพลางกล่าว “คุณหนูพูดอะไร ข้าเป็นแม่นมของคุณหนูนะเจ้าคะ หากพูดแบบผิดกฎบ้าง สำหรับข้าแล้วคุณหนูเป็นเสมือนลูกแท้ๆ ของข้า จะให้ข้าเห็นคุณหนูโดนรังแกได้อย่างไรกัน? คุณหนูอย่ารีบร้อนเลย ชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล น้ำในจวนลึกอยู่นะเจ้าคะ”

        ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกขอบคุณช่ายซื่อจึงกอดนางไว้ เพียงอึดใจก็เปล่งเสียงหัวเราะอีกหน “ไป พวกเราไปเรือนซิ่งหนิง ไปคำนับท่านแม่เถอะ”

        ช่ายซื่อชวนคุยด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม “เด็กที่เพิ่งมาคนนั้น คงไม่เข้าใจกฎนี้หรอกกระมังเจ้าคะ”

        ฉินฮุ่ยหนิงรับเสื้อคลุมสีแดงจากบ่าวมาสวมใส่ ก่อนตอบกลับไป “อีกหน่อยนางก็คงเข้าใจ” แต่ก็คงจะสายเกินไป เพราะชื่อเสียงความหยาบกระด้างของนางคงโด่งดังไปทั่วก่อนแล้วล่ะ

        ฉินฮุ่ยหนิงพาช่ายซื่อกับปี้ถงไปที่เรือนซิ่งหนิง

        นางหวังว่าฉินหยีหนิงจะไม่เข้าใจกฎระเบียบ และไม่รู้ว่าเมื่อถึงตอนเย็นต้องเข้ามาคำนับท่านแม่ แต่กลับได้เห็นเด็กสาวผู้นั้นในชุดเสื้อคลุมสีน้ำผึ้งซึ่งชายเสื้อสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม เดินมาพร้อมกับรุ่ยหลานและชิวหลู่ ที่สำคัญพวกนางกำลังเดินมาทางนี้พอดี


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)