0 Views

        ฉินหยีหนิงก้มหัวลง เนื่องด้วยไม่อยากมีเรื่องกับล่าวไท่จุน นางจึงเพียงแค่กล่าวตอบสั้นๆ “เจ้าค่ะ ”

        ครั้นล่าวไท่จุนเห็นฉินหยีหนิงที่ดูเรียบร้อยเช่นนี้ นางย่อมรู้สึกโล่งอกกระนั้นยังไม่วายกำชับ “ถึงแม้ว่าจะพูดอย่างนี้ แต่เจ้าอย่าลืมสิ่งที่ต้องเรียนก็รีบเรียนให้ได้เร็วที่สุด อีกสองวันพี่เจียเจี่ยร์ก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว และอีกหนึ่งปีข้างหน้าเจ้ากับหยีเจี่ยร์ก็ต้องเข้าพิธีปักปิ่นเช่นกัน ระหว่างนั้นข้าจะช่วยดูๆ เรื่องครอบครัวสามีในอนาคตของพวกเจ้าให้ หากเจ้าเป็นโคลนทำกำแพงไม่ได้ละก็ จะทำให้คนอื่นดูถูกเอานะ เรื่องงานแต่งต้องไม่ดีแน่นอน ข้าคร้านที่จะจัดการเรื่องของเจ้าแล้ว”

        ฉินหยีหนิงเลียริมฝีปากของตน ยามที่เงยหน้ามองล่าวไท่จุนนางก็ฉีกยิ้มอย่างสงบเสงี่ยม “ที่ล่าวไท่จุนสอนมานั้น ข้าจะเรียนอย่างตั้งใจ และจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

        ที่จริงแล้ว ใบหน้าของนางนั้นก็เหมือนแกะสลักออกมาไม่มีผิด ถึงแม้ว่าจะมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้หลงใหล แต่ประกายนัยน์ตากลับบริสุทธิ์ใสกระจ่าง เมื่อฉีกยิ้มออกมา แก้มทั้งสองข้างได้บุ๋มลงเล็กน้อยกลายเป็นลักยิ้ม ทำให้นางดูน่ารักมากยิ่งขึ้น ล่าวไท่จุนเกือบจะใจอ่อนเพราะโดนเสน่ห์ลักยิ้มกับความเรียบร้อยอ่อนน้อมของนาง

        ล่าวไท่จุนออกอาการเก้อเขิน ก่อนจะโบกมือกลบเกลื่อน “เจ้าออกไปได้แล้ว”

        “เจ้าค่ะ หลานขอตัวลาเจ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงโค้งคำนับและหันหลังออกไป

        ล่าวไท่จุนเอ่ยเสริมออกมาอย่างเกร็งๆ ประโยคหนึ่ง “หากมีปัญหาอะไร ก็มาหาแม่นมฉินนะ”

        ฉินหยีหนิงฉีกยิ้มในทันที เป็นรอยยิ้มที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ทั้งสีหน้าของนางก็คล้ายกับกำลังยินดีเมื่อได้รับความเอ็นดู “เจ้าค่ะ ขอบพระคุณล่าวไท่จุน ”

        ล่าวไท่จุนมองตามฉินหยีหนิงกระทั่งแผ่นหลังของเด็กสาวลับสายตา ถึงได้เกริ่นเริ่มคำถาม “หลู่จวน เจ้าคิดว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร?”

        หลู่จวนคือชื่อเล่นของแม่นมฉิน

        แม่นมฉินก็ยิ้มออกมา พลางยกเครื่องทองเหลืองที่อุณหภูมิอุ่นกำลังดีส่งให้ล่าวไท่จุนอุ่นมือ จากนั้นยิ้มและออกความคิดเห็น “ล่าวไท่จุนตาดี ถึงได้คิดจะแกะสลักหยกเม็ดนี้ใช่หรือไม่? ถึงอย่างไร นางก็เป็นถึงทายาทหญิงที่แท้จริงของนายท่าน คุณสมบัติของนางนับว่าไม่เลว อีกอย่าง บ่าวรู้สึกว่า การที่นางสามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ยากลำบากมาจนถึงทุกวันนี้ นางต้องเป็นคนที่เข้มแข็งและฉลาดเฉลียวอย่างแน่นอน”

        ไม่เข้มแข็ง เด็กตัวเล็กแค่นั้นไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ถึงหกปีหรอก  ไม่ฉลาดเฉลียวพอ ก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิตในสถานการณ์อันตรายอย่างในป่าเขาและรอดมาจนถึงวันนี้ได้เช่นกัน

        ล่าวไท่จุนถอนหายใจ กล่าวต่ออีกว่า “ความรู้สึกของข้าที่มีต่อนางนั้นช่างซับซ้อนนัก หรืออาจจะเป็นเพราะเลือดเนื้อเชื้อไขกระมัง…เรื่องของฮุ่ยเจี่ยร์นั้นจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ? พวกเจ้าต้องดูให้ละเอียดหน่อยนะ อย่าทำให้ฮุ่ยเจี่ยร์ต้องเสียใจล่ะ”

        แม่นมฉินเมื่อได้ยินที่ล่าวไท่จุนพูดก็ไม่ได้เก็บสิ่งใดมาขบคิด ถึงพูดออกไปก็ไม่รู้จะพูดอะไร ทำได้แค่ยิ้มตอบก็เท่านั้น

        เมื่อฉินหยีหนิงออกจากบ้านหลังใหญ่ และเดินเข้าไปในสวน นางก็รู้สึกว่ามีสายตาอาฆาตคอยจ้องมองอยู่ข้างหลัง ทันใดนั้นนางก็หันหลังไปดู ทว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงแค่หน้าต่างซึ่งปกคลุมด้วยม่านครึ่งหนึ่ง มิหนำซ้ำก็ไม่เห็นว่าจะมีใครยืนอยู่ตรงนั้น

        อย่างไรก็ตาม เป็นคนย่อมไม่กลัวที่จะโดนยุงกัด ในบ้านนี้มีตั้งหลายคนที่เกลียดนาง อีกอย่างเด็กสาวก็ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคนที่มองอยู่นั้นเป็นใคร นางเดินเข้าไปในห้องโถงอย่างรวดเร็ว และออกจากเรือนสื่อเซี่ยว

        รอให้ฉินหยีหนิงเดินออกไปไกลแล้ว ฉินฮุ่ยหนิงถึงได้ทิ้งผ้าเช็ดหน้าที่โดนบิดจนเป็นเกลียวลง บ่าวปี้ถงก็รีบส่งแก้วน้ำผึ้งอุ่นๆ ให้นางทันที “คุณหนูอย่าโมโหเลยเจ้าค่ะ ก็แค่เด็กป่าอ่อนหัดผู้หนึ่งเท่านั้น”

        ฉินฮุ่ยหนิงถอนหายใจ พลางหยิบแก้วน้ำผึ้งอุ่นๆ ขึ้นมาดื่ม ความหวานฉ่ำของน้ำผึ้งทำให้นางรู้สึกดีขึ้น นางครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ จึงเอ่ยขึ้นมา “แม่นม”

        ช่ายซื่อยิ้มและพูดตอบรับ “คุณหนูมีอะไรให้รับใช้เจ้าคะ?”

        “ข้าจำได้ว่า ท่านกับบ่าวคนสนิทของท่านแม่ที่ชื่อแม่นมจินคุยกันอยู่หลายประโยค”

        ช่ายซื่อเป็นหลานสาวของแม่นมจิน

        “ก็ปกตินะเจ้าคะ คุณหนูมีอะไรหรือเจ้าคะ”

        “เจ้ามานี่ มา” ฉินฮุ่ยหนิงเรียกช่ายซื่อให้มาเบื้องหน้าของนาง พลางกระซิบอยู่หลายประโยค

        เมื่อฉินหยีหนิงออกจากเรือนสื่อเซี่ยวไปแล้ว นางยังไม่ทันได้ดูสภาพแวดล้อมตรงหน้าให้ชัดเจนนัก ก็มีเด็กสาวมาคำนับอยู่เบื้องหน้า อีกฝ่ายคือผู้ที่แนะนำแม่นมจินให้นางรู้จัก เด็กสาวแย้มยิ้มขณะพูดทักทาย “สวัสดีพี่สี่ ข้าชื่อป่าวหนิง อยู่ลำดับที่แปดของตระกูล พ่อของข้าคือนายท่านสาม ใช่แล้ว! ผู้ที่โดนล่าวไท่จุนต่อว่าเมื่อครู่นั้นคือพี่ชายของข้าเอง”

        ฉินป่าวหนิงเพิ่งช่วยนาง และบวกกับฉินหานที่ดูแลอารักขานางในระหว่างทาง อีกทั้งการพูดที่ร่าเริงและตรงไปตรงมาของคู่สนทนา ทำให้นางรู้สึกชื่นชอบป่าวหนิงเป็นอย่างมาก

        ฉินหยีหนิงเรียนรู้วิธีการคำนับของฉินป่าวหนิงเมื่อสักครู่ และคืนคำนับกับนาง “สวัสดีจ้ะ น้องป่าวหนิง”

        ฉินป่าวหนิงยิ้มอย่างร่าเริง “พี่สี่เพิ่งกลับมา ในจวนนี้ทุกอย่างพี่ยังไม่เข้าใจ ถ้ามีเรื่องอะไรมาหาข้าได้นะ ข้าอาศัยอยู่กับพี่สามที่เรือนชุ่ยเวย” นางเอ่ยปากพลางดึงแขนฉินเจียหนิงที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกล่าวแนะนำ “ท่านนี้คือพี่สาม”

        ฉินเจียหนิงดึงมือที่ถูกฉินป่าวหนิงกุมอยู่ จากนั้นตะโกนออกมา “เจ้าตัวป่วนเอ๊ย!” ตามด้วยถ้อยคำอีกประโยค “เจ้าพูดมากขนาดนี้ ไม่กลัวพี่สี่ของเจ้ารำคาญหรืออย่างไร ”

        ฉินป่าวหนิงแลบลิ้นทะเล้น แต่กลับไม่ได้โต้ตอบคำใด

        ฉินเจียหนิงจึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม “เด็กคนนี้ลากข้าเพื่อมารอเจ้าที่นี่ให้ได้เลย ข้าบอกกับนางแล้วว่า รอให้เจ้าจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน พวกเราค่อยไปก่อกวนเจ้า แต่นางไม่ฟังข้าสักนิด กลับรีบมาและได้เอ่ยอยู่แค่สองประโยค ก็ต้องจากกันแล้วนี่? แม่นมจินกำลังรออยู่นะ รอให้น้องสาวสี่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเราค่อยมาเจอกันอีกนะ”

        “ที่พี่สามพูดก็ถูก รอให้ข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้าอาจจะไปก่อกวนเจ้าเมื่อไรก็ได้” เพราะฉินหยีหนิงต้องใช้เวลาในการคิดทำให้นางพูดช้าอยู่บ้าง น้ำเสียงที่พลิ้วไหวของนาง เมื่อได้ยินแล้วกลับรู้สึกเสนาะหูยิ่งนัก

        “พี่สี่ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้ ไม่แน่ พวกเราเกิดทนไม่ไหวไปก่อกวนพี่ก่อนล่ะ!” ฉินป่าวหนิงหัวเราะพลางจับมือนาง

        ฉินหยีหนิงเมื่อได้ยินที่นางพูด ก็หัวเราะขึ้นมาในทันที

        จากนั้นไม่นาน ทั้งสามก็บอกลาแยกย้าย

        เมื่อแม่นมจินเห็นคุณหนูทั้งสองเดินออกไป จึงยิ้มอ่อนพร้อมเดินไปเบื้องหน้า “คุณหนู พวกเราไปกันเถอะ”

        ฉินหยีหนิงยิ้มและรีบเอ่ยออกมา “รบกวนแม่นม ที่รอข้านานแล้ว”

        “การดูแลคุณหนูคือหน้าที่ของบ่าว ท่านอย่าเกรงใจเลยเจ้าค่ะ”

        แม่นมจินพาฉินหยีหนิงไปยังทิศทางซึ่งเป็นที่ตั้งของเรือนเสวี่ยลี่

        จวนอัครมหาเสนาบดีมีเรือนอยู่สี่หลัง เรือนสื่อเซี่ยวที่ล่าวไท่จุนอาศัยอยู่นั้นใหญ่กว่าเรือนหลังอื่นๆ และตั้งอยู่ทิศตะวันตกของจวน เมื่อออกจากเรือนสื่อเซี่ยวเลี้ยวซ้าย เดินผ่านทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน ตรงไปอีกเล็กน้อยทางฝั่งขวาก็คือประตูฉวนฮวาเหมิน

        แม่นมจินกำลังชี้ไปยังประตูนั้น “ยามปกติ คุณหนูอย่าออกประตูสองเชียวนะเจ้าคะ หากมีธุระจะต้องทำ ก็เรียกคนใช้ไปทำแทนได้ ประตูสองจะลงกลอนตั้งแต่ยามซวี (19:00 น. – 21:00 น.) และจะเปิดอีกครั้งเมื่อถึงยามเหม่า (05:00 น. – 07:00 น.) จะซื้ออะไร หาใคร อย่างไรคุณหนูต้องดูเวลาให้ดีนะเจ้าคะ”

        “ขอบพระคุณแม่นมจินที่แนะนำ”

        แม่นมจินยังคงประดับรอยยิ้มบาง นางพาฉินหยีหนิงเดินผ่านกระเบื้องหินอ่อนยาวไปข้างหน้า ระหว่างทางนางชี้ไปยังเรือนสาม นั่นคือเรือนกว่างป๋อเอวี้ยน เรือนสองคือเรือนฉางหนิง

        ระหว่างทางหลังจากที่ผ่านสวนดอกไม้ ก็จะพบกับทะเลสาบกว้างใหญ่ มีสะพานหินสีขาวเพื่อข้ามไปฝั่งตรงข้าม ในสระมีใบบัวซึ่งเหี่ยวแห้งอยู่เรียงราย แต่กลับทำให้คนเห็นนึกถึงฤดูร้อนอย่างอดไม่ได้ ความงามของต้นหลิวและท้องฟ้าสีครามกระจ่างกว้างใหญ่ไพศาล อันเป็นทิวทัศน์เบื้องหลังใบบัวเขียวขจี เมื่อมองดูอย่างละเอียด จะเห็นธารน้ำใสไหลผ่าน มันคือน้ำที่ไหลจากนอกจวน มองไปข้างหน้าสู่จูหลานหินขาว หลังคารูปทรงสวยงาม มองใกล้ๆ เห็นดอกไม้และต้นไม้เรียงราย คอยช่วยให้แสงส่องมาที่พื้นนั้นเบาบางลง และมีเพียงสวนแห่งนี้เท่านั้นที่มีความหรูหรางดงาม ซึ่งฉินหยีหนิงไม่เคยได้เห็นเลยในชีวิตนี้

        สีหน้าชื่นชอบของฉินหยีหนิงทำให้แม่นมจินแอบมองนางอยู่บ้าง ผ่านสวนหลังบ้าน แม่นมจินชี้ไปยังตึกชุ่ยเวย เมื่อเลี้ยวไปอีกนิด ก็จะเห็นเรือนของนายท่านและฮูหยินอาศัยอยู่คือเรือนซิ่งหนิง แต่อีกฝ่ายกลับพานางไปยังทิศทางที่ตรงกันข้าม

        ยิ่งเดินไปเท่าไร ก็ยิ่งไกลมากขึ้นไปอีก และเมื่อเดินตรงไปยังจุดสิ้นสุดของทางเดิน มองเห็นผนังกำแพงด้านหลังของจวนแล้ว นางถึงได้เปิดประตูพร้อมเปิดปาก “นี่คือเรือนเสวี่ยลี่”

        หลังก้าวพ้นประตูใหญ่ เมื่อเข้าเขตเรือนจะมีอาคารเล็กๆ ทางเดินแคบๆ โรยด้วยหินกรวดไปจนถึงระเบียงบ้าน ในเขตเรือนมีต้นไผ่อยู่หลายกอ มีต้นสาลี่อยู่มากมาย อีกทั้งยังมีต้นหวายแก่และใหญ่มาก มีห้องอยู่สามห้อง ห้องฝั่งทิศตะวันออกมีสองห้อง และอาคารข้างหลังมีอีกสามห้อง มีลานขนาดเล็ก สภาพบรรยากาศโดยรวมดูหดหู่เล็กน้อย

        “ลานแห่งนี้มีความสดใหม่และสง่างาม ซึ่งเหมาะสมกับคุณหนูที่สุดแล้ว เนื่องจากการจัดการอย่างกะทันหันของล่าวไท่จุน ทำให้ไม่ทันหาคนมาทำความสะอาด บ่าวกำลังจะสั่งให้ไปหาคนมาทำเดี๋ยวนี้ พร้อมทั้งจะพาบ่าวที่ฮูหยินได้จัดแจงไว้มาแนะนำให้คุณหนูรู้จัก คุณหนูพักผ่อนรออยู่ที่นี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

        แม่นมจินเอ่ยด้วยความสุภาพมาก

        ฉินหยีหนิงได้แต่พยักหน้าขอบคุณเท่านั้น

        แต่ว่านางก็พอเข้าใจ หากให้ความสำคัญกับนางจริงๆ  คงไม่ให้นางมาอาศัยอยู่หลังจวนห่างไกลจากผู้คน นอกจากนั้นก็คงจะทำความสะอาดก่อนพานางมาที่นี่ รวมถึงคงไม่ลงกลอนประตูเรือนด้วย

        นี่คงจะเป็นการแสดงอำนาจของพวกเขาต่อนางสินะ

        อย่างไรก็ตาม สามารถมีบ้านแบบนี้ มันก็ยังดีกว่าอยู่ในถ้ำในเขากับอยู่ในกองฟางที่นางเคยอาศัยมาก่อนหน้า

        ฉินหยีหนิงหาม้านั่งหินที่อยู่ถัดจากกอไม้ไผ่และนั่งรอ

        ใครจะรู้ว่า ต้องนั่งรอเป็นชั่วโมง กระทั่งสีสันเจิดจ้าของท้องฟ้าเหมือนกำลังใกล้ถึงตอนเที่ยงแล้ว ฉินหยีหนิงอยากจะเรียกผู้คน แต่นางไม่รู้ว่าในบ้านหลังนี้สามารถเรียกหาใครได้บ้าง โชคดีที่นางฝึกความอดทนจากการล่าสัตว์เป็นเวลาหลายปี ทำให้นางมีความอดทนอย่างมาก นางจึงนั่งนิ่งๆ บนม้านั่งหินอย่างสง่างาม

        ลมหนาวพัดผ่านไป และใบไผ่ร่วงเป็นระยะๆ หญิงสาวสวมชุดสีเหลืองกำลังนั่งหลับตาอยู่ภายใต้แสงแดดสดใสยามบ่าย พื้นหลังคือสีเขียวไม้ไผ่ ทำให้เห็นเหมือนภาพวาดที่ดูอ่อนนุ่มลง

        ผมยาวดำสลวยพัดพลิ้วระต้นคอเรียวของนาง ผิวพรรณบริเวณนั้นก็ขาวสะอาด ใบหน้าด้านข้างก็ดูพิไลน่ามอง

        ภาพดังกล่าวปรากฏอยู่ในสายตาของคนสองคนซึ่งหมอบอยู่บนหลังคา

        ผู้ที่มีลักษณะคล้ายหัวหน้าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน มีใบหน้างดงาม คิ้วเรียวยาว นัยน์ตาดังหงส์ทว่าดูเย็นชาและลึกลับราวกับค่ำคืนหนาวเย็นซึ่งมีเพียงดวงดาวส่องแสง เขามีริมฝีปากเรียวบาง สีหน้าไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดๆ แม้แต่น้อย ลักษณะท่าทางของเขาดูสง่างามและถือตัว ถึงกระนั้นดวงหน้าที่เขาครอบครองไม่ต่างจากใบมีดคมกริบ ผู้คนได้ยลแค่ครั้งเดียวกลับต้องยอมก้มหัวไม่กล้าจะมองเขาซ้ำสอง

        เขาเฝ้าดูฉินหยีหนิงอย่างเงียบๆ เป็นครู่ใหญ่กว่าจะถอยห่างจากบ้านฉินไปพร้อมกับองครักษ์ผู้ติดตาม การเคลื่อนไหวของพวกเขาไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย

        ผู้คุ้มกันของเขามีอายุราวสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี เป็นหนุ่มเต็มที่ สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงิน มัดผมยาวที่ด้านหลังศีรษะ ทำให้ดูทะมัดทะแมงมากยิ่งขึ้น

        เมื่อออกจากจวนตระกูลฉินแล้ว เด็กหนุ่มเอ่ยถามเจ้านายด้วยความอยากรู้ในทันควัน “นายท่าน ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่นายท่านกำลังตามหาอยู่ใช่หรือไม่?”

        “ใช่”

        “นางยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ นางช่างแข็งแกร่งจริงๆ! ท่านเจิ้งบอกว่าครั้งก่อนท่านเจอนางตอนอายุได้เจ็ดขวบ”

        “ใช่”

        “ตระกูลฉินนี่ไม่ใช่มนุษย์จริงๆ เลย ให้นางร้อนหนาวอยู่ข้างนอกคนเดียว แม้แต่เสื้อผ้าที่อุ่นก็ไม่ให้ ยังดีนะที่นางอดทนมาได้”

        “ใช่”

        “ก็ใครให้นางเกิดเป็นทายาทของฉินเหมิงล่ะ สมน้ำหน้า! ท่านเจิ้งบอกว่า ตอนนั้นท่านให้เงินแก่นาง เพื่อให้นางเอาไปรักษาแม่บุญธรรมของนางที่เจ็บป่วยอยู่? นายท่าน ไม่ใช่ว่าข้าจะต่อว่าท่านหรอกนะ แต่ท่านเป็นคนดีเกินไป ลูกของศัตรู ท่านจะไปดูแลทำไมกัน ให้นางตายๆ ไปเสียได้ก็ดี! นางตายก็แค่ตายแทนพ่อสารเลวของนางก็เท่านั้น ทำไมถึงต้องเป็นห่วงนางด้วย?”

        ทันทีที่เขาเอ่ยประโยคเมื่อสักครู่จบ ชายผู้นั้นก็เตะเขาหนึ่งที สีหน้าของชายหนุ่มยังไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ครั้นพอได้หันไปมองชายผู้นั้น กลับทำให้เขาต้องขนลุกเกรียวทันควัน และไม่กล้าเปิดปากพูดมากอีกเลย

        ท่านอ๋องของเขาอะไรๆ ก็ดีไปหมด แต่แค่รู้สึกว่าเย็นชาเกินไป เขาติดตามท่านอ๋องมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยเห็นนายท่านยิ้มเลยสักครั้งเดียว หรือแม้แต่หนึ่งปีก่อนที่ฮ่องเต้ยกเลิกความผิดของแม่ทัพผาง ย้อนความดีในฐานะ “ซื่อสัตย์และเชื่อฟังราชวงศ์” นายท่านได้เลื่อนยศเป็นอ๋อง ก็ไม่เห็นจะดีใจเลยสักนิด

        หรือว่าวันข้างหน้า วันที่แก้แค้นศัตรูจนหมดสิ้น เขาจะปล่อยวางได้จริงๆ เสียที?

        “นี่ นายท่าน รอข้าด้วย พวกเราจะไปไหนกันหรือ?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)