0 Views

        ฉินหวยหยวนสังเกตเห็นอากัปกิริยาของล่าวไท่จุน นางดูกังวลมาก มือสองข้างกุมกันไว้ด้วยอาการกระวนกระวาย เพราะเหตุนั้นฉินหวยหยวนจึงปรับสำเนียงการพูดของตนให้นุ่มนวลลง “ท่านแม่อย่าเป็นกังวลเลย ลูกไม่ได้หมายความว่าจะไล่ฮุ่ยเจี่ยร์ออกไปสักหน่อย แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฉินต้องไม่ปนเปื้อนเป็นอย่างอื่น ตามลำดับของตระกูลจะผิดไม่ได้ ลูกหมายความว่า ฉินหยีหนิงเข้ามาในลำดับของตระกูลแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนฉินฮุ่ยหนิงด้วยและบอกกับบรรพบุรุษว่าฮุ่ยเจี่ยร์นั้นเป็นบุตรีที่ถูกสลับมาเลี้ยง โดยรับเป็นบุตรบุญธรรมของลูก อนาคตก็จะไม่ได้อยู่ในลำดับของตระกูลอีก และอนาคตหยีหนิงก็จะขึ้นเป็นทายาทคนโตของบ้านใหญ่ และเป็นคุณหนูที่สี่ของตระกูลฉิน”

        หลากหลายสายตา หลากหลายความคิดของผู้คนที่อยู่รอบข้างนั้น ต่างจ้องมองมาที่ฉินหยีหนิงและฉินฮุ่ยหนิง

        ล่าวไท่จุนนิ่งเงียบแล้ว

        ลำดับโครงสร้างของตระกูลไม่สามารถผิดพลาดได้เด็ดขาด แต่ล่าวไท่จุนก็ไม่สามารถที่จะสูญเสียฉินฮุ่ยหนิงไป

        ฉินฮุ่ยหนิงตอนนี้เหมือนถูกฟ้าผ่า เนื่องจากตั้งแต่นี้ต่อไป นางจะกลายเป็นเพียงเด็กสาวที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยไม่มีที่มาที่ไป และไม่ได้เป็นทายาทของท่านอัครมหาเสนาบดีอีกต่อไปแล้ว! ในปีที่ผ่านมา ท่านอัครมหาเสนาบดีกำลังเฟ้นหาคู่ครองให้นางอย่างถี่ถ้วน และปัจจุบันนางยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย ทว่าเมื่อสถานะของนางต้อยต่ำลง เป็นเพียงลูกคนธรรมดา แล้วเรื่องแต่งงานควรทำอย่างไรล่ะ?

        ทำไมโชคร้ายถึงได้เข้ามาหานางได้พอดิบพอดีเช่นนี้นะ!

        ทำไมฉินหยีหนิงต้องกลับมาด้วย

        ฉินฮุ่ยหนิงไม่สามารถรับชะตากรรมดังกล่าวได้ ครั้งนี้นางไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ได้อีกต่อไปแล้ว

        ถึงอย่างไรฉินฮุ่ยหนิงก็เป็นลูกที่เลี้ยงมากับมือ ซุนซื่อเองก็ไม่สามารถเห็นนางเสียใจได้ นางจับมือฉินฮุ่ยหนิงและพูดกับฉินหวยหยวน “ท่านพี่ ท่านไม่สามารถ…”“ถึงแม้ว่าฮุ่ยเจี่ยร์จะกลายเป็นลูกบุญธรรม แต่นางถูกเลี้ยงอยู่เคียงข้างท่านพี่ นางมีกินมีใช้อย่างลูกแท้ๆ นะเจ้าคะ” ฉินหวยหยวนหรี่ตามองซุนซื่อ สายตาของเขามีความเด็ดเดี่ยวแฝงอยู่ “หรือจะให้ข้าพาฮุ่ยเจี่ยร์ ไปไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือจะให้ข้าหาพ่อแม่แท้ๆ ของนางและส่งตัวนางกลับ ฮูหยินถึงจะพอใจ?”

        นี่เป็นการข่มขู่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด!

        เขาถึงกับเอาเด็กป่าที่เพิ่งพากลับมาคนนี้ มาทำให้นางรู้สึกอับอายขนาดนี้เชียว!

        ซุนซื่อบันดาลโทสะ ตอนนี้หน้าของนางแดงเถือก นางเอ่ยออกมาด้วยความโมโห “เด็กป่าที่ไม่ได้โตมาภายใต้สายตาของท่านพี่ มีค่าขนาดนั้นเชียวหรือ! ฉินเหมิง ถ้านางเป็นเด็กที่เกิดจากหญิงอื่น! ทำไมถึงเอานางกลับมาแค่คนเดียวล่ะ? น่าจะพาแม่ของนางกลับมาด้วยสิเจ้าคะ! อีกอย่างท่านพี่ก็ไม่ได้รักเราสองแม่ลูกมาตั้งนานแล้ว อีกหน่อยท่านพี่ก็ไปอยู่กินกับนางผู้หญิงคนนั้นสิเจ้าคะ!”

        ซุนซื่อเป็นทายาทขุนนาง เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ และแน่นอนว่า นิสัยของนางมีความเย่อหยิ่งเล็กน้อย ด้วยความที่นางเป็นภรรยาของบุตรชายคนโตอย่างฉินหวยหยวน ทำให้ปกติแล้ว บรรดาสะใภ้ในจวนต่างก็ต้องเกรงใจนางไม่น้อย ฝ่ายล่าวไท่จุนเองก็ค่อนข้างเอ็นดูภรรยาใหญ่อย่างนางกับคุณหนูสี่ นี่เป็นความใจกว้างที่มีต่อซุนซื่อเป็นอย่างมาก และนั่นเป็นผลให้นางมีนิสัยเป็นคนเด็ดเดี่ยวและไม่กลัวใคร

        หากเปลี่ยนเป็นหญิงสาวคนอื่นที่อยู่รายรอบในขณะนั้น ก็คงไม่มีผู้ใดกล้ามีปากเสียงกับสามีอย่างแน่นอน แต่เบื้องหลังของซุนซื่อนั้นมีอำนาจมากพอ ทำให้นางไม่เกรงกลัวใครเลยแม้แต่คนเดียว

        ฉินฮุ่ยหนิงเมื่อเห็นมารดาซึ่งรู้ทั้งรู้ว่านางไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่กลับช่วยพูดให้นาง ทำให้นางซาบซึ้งและโอบกอดซุนซื่อ ดุจลูกแมวน้อยๆ กอดมารดา และพลางเอ่ยออกมา “ท่านแม่ ท่านอย่าโมโหเลย อย่าทะเลาะกับท่านพ่อ เพราะลูกเลยเจ้าค่ะ…”

        ซุนซื่อกลับไม่รับฟัง นางได้แต่จ้องตาฉินหวยหยวนเขม็ง

        ฉินหวยหยวนทนไม่ไหวแล้ว เขาเอ่ยออกมา “บังอาจนัก!”

        “เจ้าสิ ช่างบังอาจนัก!” นิ้วมือเรียวทาเล็บสีแดงสดถูกชี้ไปที่หน้าผากของฉินหยีหนิง “ไหนพูดสิ แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหนกัน? พ่อของเจ้าเลี้ยงแม่ของเจ้าที่บ้านหลังไหนสักแห่งใช่หรือไม่!”

        ฉินหยีหนิงไม่อยากจะเชื่อ นางมองซุนซื่อ ก่อนก้าวออกมาสองก้าว ขณะเดียวกันในใจก็รู้สึกโศกเศร้ายิ่งนัก นางเห็นฉินฮุ่ยหนิงเกาะแขนจับมือซุนซื่อ ทั้งยังทำตัวสนิทสนมออดอ้อนได้ตามใจ ฉินหยีหนิงในตอนนี้เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้าง

        ดูท่าว่าอยู่บ้านหลังใหญ่แห่งนี้จะต้องแสดงละครให้เป็นเสียแล้ว

        ฉินหยีหนิงร้องไห้พลางจับกระโปรงและคุกเข่าลง นางพูดออกมาอย่างเศร้าโศก “ขอร้องฮูหยิน อย่าโกรธเลยเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจว่าตอนนี้ฮูหยินคงเจ็บปวดมาก แต่ข้ามาจากเมืองเหลียงจริงๆ ตอนอายุแปดขวบ ข้าก็ไม่มีผู้ใดให้เป็นที่พึ่งอีกเลย ฮูหยินก็รู้ว่าข้าใช้ชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้อย่างไร?”

        นางยื่นสองมือที่เต็มไปด้วยรูหนอนและแผลเป็นออกไปด้านหน้าพร้อมจับมือซุนซื่อที่ดูแลรักษามาอย่างดี

        “ท่านดูมือที่มีรูหนอนและแผลเป็นของข้า ก็น่าจะรู้ว่าข้าไม่ได้ถูกเลี้ยงมาดีอย่างแน่นอน ท่านพ่อเป็นคนดี ขนาดฉินฮุ่ยหนิงไม่ใช่ลูกแท้ๆ ยังรับเลี้ยงได้เลย หากข้าเป็นลูกที่เกิดจากหญิงอื่นจริงๆ ท่านพ่อจะทนให้ข้าใช้ ชีวิตลำบากได้หรือเจ้าคะ?

        อีกอย่างท่านพ่อเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีของราชวงศ์ปัจจุบัน เป็นเหมือนหนึ่งในกระดูกท่อนใหญ่ของฮ่องเต้ มีคนให้ต้องดูแลรับผิดชอบมากมาย หากท่านพ่อเกิดชอบพอใครขึ้นมาจริงๆ ท่านพ่อจะเลี้ยงหญิงนางนั้นให้อยู่ข้างนอกทำไมกัน เอามาเลี้ยงไว้ในบ้านจะมีใครกล้าขัดขวางท่านพ่อหรือ? ท่านไม่จำเป็นจะต้องมาพูดจาโกหกหรอกเจ้าค่ะ

        ฮูหยินตอนนี้ยังไม่สามารถยอมรับข้าได้ ข้าจะรอให้ท่านยอมรับข้า และข้ายินดีที่จะเป็นพี่น้องที่ดีกับฉินฮุ่ยหนิง ขอท่านอย่าได้รีบร้อนเอ่ยวาจาคำพูดที่เต็มไปด้วยโทสะออกมาเลย มันจะทำให้ความสัมพันธ์ของท่านกับท่านพ่อต้องเสียไปเปล่าๆ นะเจ้าคะ”

        ความจริงแล้วฉินหยีหนิงเป็นคนสวย ผอมบางและอ่อนแอมาก นางรำพันพลางร้องห่มร้องไห้ด้วยกิริยาระทดท้อ ย่อมทำให้ผู้คนที่อยู่ในบ้านต่างต้องหลั่งน้ำตาไหลรินไปด้วย

        ซุนซื่อยืนอยู่ที่เดิม นางมองจากตำแหน่งที่สูงกว่าเด็กสาวซึ่งนั่งอยู่บนพื้น มองฉินหยีหนิงที่ร่ำไห้คร่ำครวญมีน้ำตานองเต็มใบหน้าอันเรียวเล็ก มือของนางถูกมือหยาบกระด้างของอีกฝ่ายจับไว้ และนางก็เชื่อในคำพูดของฉินหยีหนิงอยู่หลายส่วน

        อีกประการคำพูดของนางไม่น่าเกลียดมากนัก โดยเฉพาะถ้อยคำประโยคสุดท้าย

        ซุนซื่อแอบเหลือบตามองฉินหวยหยวน สีหน้านั้นยังคงไว้ด้วยความเคร่งขรึม นางคิดอยู่ในใจว่า ตอนนี้ถ้าฉินหวยหยวน พูดอะไรดีๆ กับนางสักหน่อย นางจะปล่อยวางเรื่องเหล่านี้ลง

        อย่างไรก็ดี สิ่งที่ฉินหยีหนิงเอื้อนเอ่ยเมื่อสักครู่นั้น กลับเพิ่มพูนความรู้สึกสงสารและเศร้าใจให้กับฉินหวยหยวน เขามองย้อนกลับไป…การใช้ชีวิตของนางมีทั้งความน่ากลัว ความหิวกระหาย ทั้งสภาพแวดล้อมในเมืองเหลียงก็แสนโหดร้าย ยิ่งคิดถึงการใช้ชีวิตของนางเมื่อหกปีที่ผ่านมา ความเจ็บปวดแฝงความขุ่นเคืองในหัวใจของเขาจึงยิ่งรุนแรงขึ้น

        มิหนำซ้ำระยะนี้ ชีวิตของเขาก็แย่มากพอแล้ว!

        ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดการสู้รบระหว่างสองแคว้นอยู่บ่อยครั้ง ซ้ำร้ายต้าเยี่ยนยังต้องตกอยู่ในสถานการณ์แพ้พ่าย ปัจจุบันแม่ทัพผู้คุมกองกำลังแห่งราชวงศ์ต้าโจวนั้น คือทายาทของแม่ทัพผางผู้ที่หลงกลกับดักของเขาจนต้องโดนปลดออกจากการป้องกันของแคว้นเป่ยจี้ แม่ทัพผู้นั้นมีนามว่า ผางเซียว

        ผางเซียว ชื่อตามตารางสกุลคือ ซี (曦 หมายถึง แสงอาทิตย์) กล่าวกันว่า ตอนที่เขาอายุได้ยี่สิบสองปี หลังจากผางจงเจิ้งได้คืนตำแหน่ง และได้เลื่อนยศ “จงรักภักดีและเชื่อฟังคำสั่งของราชา” เขาเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ของราชา เจียงหูต่างก็ขนานนามเขาว่า “ราชาน้อย” ถือเป็นสกุลเดียวนับตั้งแต่มีราชวงศ์ต้าโจวมาที่ถูกยกย่องเป็นราชาแต่มีสกุลที่ต่างจากราชวงศ์ และเป็นที่เคารพของราษฎรอย่างยิ่ง ว่ากันว่าตอนที่เขาอายุได้สิบสี่ปี เขาได้ติดตามรัชทายาทแห่งต้าโจว หลีฉิเทียนออกกำราบความวุ่นวายทางการเมืองในเป่ยจี้ ปัจจุบันเขามีอำนาจและความน่าเชื่อถือในกองทัพอย่างมาก เขาสามารถใช้อำนาจทางการทหารโดยไม่ต้องมีใบรับรอง เพราะตัวเขาเองนั่นแหละคือใบรับรอง

        ถึงแม้ว่าอายุเขายังน้อย แต่เขามีประสบการณ์ในการสู้รบนับได้แปดปีแล้ว ทั้งยังมีวิทยายุทธ์ เชี่ยวชาญกลศึกพิชัยยุทธ์ โดยได้รับการขนานนามว่าใจเด็ด

        ในปีเดียวกันที่ผางจงเจิ้งถูกตัดสินให้ประหารชีวิตโดยฮ่องเต้เป่ยจี้นั้น ตัวเขาก็คล้ายปกคลุมด้วยเนื้อและเลือดดุจอาหารที่ให้สุนัขกิน ผางเซียวเองได้แก้แค้นแทนพ่อของเขาเช่นกัน เสนาบดีที่เคยทำร้ายพ่อของเขาในราชวงศ์ก่อนถูกเขาฆ่าแล่เนื้อนั้นก็มีอยู่สามคน

        ที่ไม่ได้แก้แค้นด้วยตัวเองนั้นยังมีอยู่อีกมาก กล่าวกันว่า บนพื้นนอกประตูอู่นั้นมีคราบเลือดที่แม้จะชำระล้างตั้งสามวันสามคืนแล้ว กลิ่นคาวเลือดกลับยังคงมีอยู่

        และฉินหวยหยวนเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้บิดาของผางเซียวต้องสิ้นชีวิต ‘ในฐานความผิดออกอุบายแปรเปลี่ยนสายลับของศัตรูให้เป็นพวกเดียวกัน!’

        หลังจากได้มีการก่อตั้งราชวงศ์โจว สงครามพิชิตแคว้นก็ได้มาถึงต้าเยี่ยน ต้าเยี่ยนกับแคว้นเป่ยจี้นั้นทำสงครามกันมาหลายปีแล้ว ที่เลวร้ายคือตอนนี้ต้าเยี่ยนอ่อนแอลงมาก แล้วจะตีชนะแคว้นที่ยิ่งใหญ่อย่างต้าโจวได้อย่างไร?

        หากวันหนึ่งเมืองต้าเยี่ยนเกิดโดนตีแตก ผางเซียวจะไม่ล้างแค้นแทนพ่อเขาได้อย่างไร?

        เรื่องดังกล่าวทำให้ฉินหวยหยวนต้องครุ่นคิดด้วยความเคร่งเครียด มันหนักหนาถึงขั้นหลับตาไม่ลงนอนไม่หลับ สงครามหลายปีมานี้ทำให้ทรัพย์สินของแคว้นลดเหลือน้อยลงทุกที แค่กลุ่มอยากรบต่อกับกลุ่มอยากสันติ สองฝ่ายก็ทะเลาะกันใหญ่โตแล้ว ที่สามารถทำงานได้เรื่องได้ราวจริงๆ นั้นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

        ลำพังเฉพาะเรื่องในราชสำนักก็ทำให้ฉินหวยหยวนยุ่งมากพอแล้ว และเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน ก็ยังมีผู้หญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แถมยังมาทำเรื่องเล็กน้อยให้เป็นเรื่องใหญ่อีก ไยเขาต้องเครียดกับเรื่องนี้อีกด้วย

        ฉินหวยหยวนคร้านจะพูดคุยเรื่องนี้กับภรรยาที่บ้าน ยิ่งไม่อยากสนใจความเอาแต่ใจของซุนซื่อ เขาเอ่ยแต่เพียงว่า “เรื่องนี้ตกลงอย่างนี้แล้วกันนะ” จากนั้นเขาก็ออกไป ทิ้งให้ซุนซื่อตัวแข็งทื่อดุจน้ำแข็งยืนอยู่ที่เดิม

        ทุกคนในที่นั้นต่างมองออกว่าฉินหวยหยวนโกรธเคืองจริงๆ เขาเป็นถึงลูกชายคนโต หากเขาโมโหไม่พอใจ ก็ไม่มีใครกล้าขัดใจเขาได้

        ซุนซื่อตอนนี้รู้สึกกลัวเสียแล้ว อีกอย่างนางเป็นคนชวนทะเลาะก่อน แต่ถ้าให้ยอมอ่อนข้อก็จะพลอยเสียหน้าไม่น้อย ตอนนั้นนางได้แต่ยืนหันรีหันขวางอย่างตัดสินใจไม่ถูก ก่อนถอนหายใจเพราะความเจ็บช้ำน้ำใจ

        ล่าวไท่จุนไม่พอใจที่ซุนซื่อสงสัยในตัวลูกชายของนาง เมื่อมองฉินหยีหนิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะเด็กสาวแต่เพียงผู้เดียว ล่าวไท่จุนจึงยิ่งไม่ชอบหลานคนใหม่มากขึ้นไปอีก นางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “จัดเรือนเสวี่ยลี่ แล้วให้คุณหนูสี่อยู่ที่นั่น ส่วนฮุ่ยเจี่ยร์ก็ย้ายมาอยู่กับข้าที่นี่”

        ยอมรับสถานะของฉินหยีหนิง แต่กลับให้นางต้องไปอยู่ในที่ห่างไกลอย่างเรือนเสวี่ยลี่ ฉินฮุ่ยหนิงที่เสียสถานะทายาทหญิงไปนั้น กลับได้มาอยู่ที่เรือนสื่อเซี่ยว ล่าวไท่จุนกดขี่กับยกยอกันตรงๆ เช่นนี้เลย

        ถึงกระนั้น ล่าวไท่จุนออกความคิดเห็นแล้ว คนทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างก็ต้องยอมรับเพียงสถานเดียว

        ซุนซื่อปล่อยน้ำตาให้ไหลนองใบหน้าอีกหน นางรู้สึกน้อยใจที่ตนเองต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ และไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว นางเอ่ยบอกฉินฮุ่ยหนิงเสียงเบาอยู่สองประโยค ก่อนหันหลังออกไปโดยไม่ได้กล่าวลาใคร แม้กระทั่งฉินหยีหนิง นางก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย

        มีแต่บ่าวรับใช้คนสนิทของซุนซื่อ แม่นมจินที่มาคำนับล่าวไท่จุนและต่อจากนั้นก็มาคำนับให้ฉินหยีหนิง พร้อมพูดว่า “บ่าวขอคำนับคุณหนูสี่เจ้าค่ะ”

        ฉินหยีหนิงไม่รู้จักคนคนนี้และนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาคำนับนางอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังแทนตนว่าบ่าว นางย่อมปรับตัวไม่ได้ภายในเวลาอันสั้น

        จังหวะนั้นเด็กสาวคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ นางก็ช่วยกระซิบบอกกล่าว เด็กสาวผู้นั้นสวมเสื้อผ้าสีชมพูอ่อนลายดอก หน้าตาสะสวยมัดผมไว้สองข้าง อายุของอีกฝ่ายราวๆ สิบเอ็ดหรือสิบสองปี “ท่านผู้นี้คือแม่นมของฮูหยิน แม่นมจิน เป็นบ่าวคนสนิทของซุนซื่อ”

        ฉินหยีหนิงฉีกยิ้มอย่างซาบซึ้งพร้อมเอ่ยตอบแม่นมจินว่า “สวัสดี แม่นมจิน”

        แม่นมจินยิ้มให้พลางเอ่ยต่อ “ความจริงแล้ว ในใจของฮูหยินนั้นคิดถึงคุณหนูมาก ฮูหยินได้เลือกผู้ช่วยของนางเพื่อให้รับใช้คุณหนู กรุณารอสักครู่ บ่าวจะพาพวกนางให้มาเจอคุณหนูนะเจ้าคะ”

        ฉินหยีหนิงผงกศีรษะตอบรับ “ลำบากท่านแล้ว แม่นมจิน”

        แม่นมจินยิ้มและขอตัวลา นางออกจากห้องโถง

        ส่วนล่าวไท่จุนก็ได้สั่งงานแม่นมฉิน เรื่องการโยกย้ายข้าวของของฉินฮุ่ยหนิงมาไว้ที่เรือนสื่อเซี่ยว ครั้นเห็นผู้คนยังยืนอยู่ในห้อง ก็รีบบอกให้ทุกคนออกไป

        ฉินหยีหนิงเรียนรู้การแสดงออกตามเหล่าหญิงสาวที่อยู่รอบกาย นางคำนับล่าวไท่จุน ทว่าทันทีที่นางกำลังจะเดินผ่านประตู กลับมีเสียงของล่าวไท่จุนรั้งนางไว้ “ฉินหยีหนิง”

        พี่น้องที่ยืนอยู่ที่ตรงนั้นต่างก็หันหลังไปมองยังต้นเสียง แต่ในเมื่อล่าวไท่จุนไม่ได้เรียกพวกนาง ทำให้พวกนางจำใจต้องก้าวเดินออกไป ทั้งที่มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่

        ฉินหยีหนิงหันหลังกลับไปหาล่าวไท่จุนพร้อมค้อมคำนับ “ท่านย่า”

        จบประโยค สีหน้าของล่าวไท่จุนก็เปลี่ยนไปฉับพลัน “เมื่อครู่นี้ท่านแม่ของเจ้าพูดไว้ว่าอย่างไร ตระกูลใหญ่อย่างพวกเรา หากเรียกชื่อญาตินั้น ต้องเรียกกันตามยศ”

        ฉินหยีหนิงหลุบนัยน์ตามองพื้น นางเปลี่ยนเสียงและเอ่ยออกมา “ล่าวไท่จุน”

        “อืม” ล่าวไท่จุนลากเสียงยาวตอบ “ถึงแม้ว่าเจ้าจะอาศัยอยู่ในจวนนี้แล้ว แต่ว่าข้าก็ยังรู้สึกกังวล อีกหน่อยเจ้าจะต้องระวังกิริยามารยาทหน่อยนะ เดี๋ยวจะเชิญครูมาสอน เจ้าจะต้องตั้งใจเรียนให้ดีล่ะ อย่าเอาอะไรที่เป็นชนบทของเจ้ามาใช้ในจวนนี้เด็ดขาด หญิงสาวในจวนต่างก็สวยสะอาดบริสุทธิ์ เจ้าอย่าทำให้พวกเขาต้องเหนื่อยเพราะเจ้านักล่ะ”

        มือของฉินหยีหนิงซึ่งอยู่ข้างตัวกำเข้าหากันแน่น นางกัดฟันสักพักหนึ่งถึงพูดตอบอย่างสุภาพ “ที่ล่าวไท่จุนพูดมานั้น ข้าจะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีข้อบกพร่องเลยเจ้าค่ะ”

        ล่าวไท่จุนเอ่ยต่อ “เจ้าอย่าคิดนะ ว่าการที่เจ้ากลับมาแล้วจะกดฮุ่ยเจี่ยร์ได้ นางคือคุณหนูที่ถูกเลี้ยงอยู่ในจวนนี้มาสิบสี่ปี มารยาทกฎเกณฑ์ของนางต่างก็เด่นไม่แพ้ใคร ฝีมือดีดพิณ เขียน วาด ไม่มีเลยที่นางทำไม่เป็น ความสามารถของนางไม่ใช่เด็กป่าอย่างเจ้าจะมาเทียบเคียงได้ อีกหน่อยเจ้าต้องเรียนรู้จากนางอย่างละเอียดนะ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)