0 Views

        ฉินหยีหนิงหันหน้ากลับไปมองฮูหยินติ้งกั๋วกงอีกหน จ้าวหยุนซือเป็นสถานที่อะไรนางยังไม่รู้เลย แต่ว่าเพราะท่านยายอยากให้จ้าวหยุนซือแก่นาง ไม่นึกเลยว่าจะแลกด้วยที่นาและร้านค้ากับพี่ชายใหญ่ ก็ไม่แปลกว่าทำไมเมื่อสักครู่ตอนที่ท่านยายพูด พี่สาวน้องสาวต่างมีสีหน้าที่แตกต่างกัน

        ซุนซื่อมีความตกใจอยู่หลายส่วน

        นางนึกไม่ถึงเลยจริงๆ เด็กคนนี้เพิ่งกลับเข้าตระกูลมาเท่านั้น ซ้ำร้ายเด็กสาวก็ไม่ได้สนิทกับคนในบ้านนี้ด้วย เหตุใดถึงสามารถทำให้คนชื่นชอบได้? รวมถึงเด็กสาวยังทำให้มารดาของนางทุ่มเทเงินมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้เลย

        “ท่านแม่ ความหวังดีของท่าน พวกเรารับไว้แล้ว แต่ว่าจ้าวหยุนซือไม่เหมาะสมกับคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยอย่างนางมาดูแลกิจการนี้ ก็เหมือนกับที่ข้าพูดเมื่อสักครู่นี้ คนในจ้าวหยุนซือต่างก็เป็นคนเบื้องบน หากทำไปแล้วไปมีเรื่องมีราวกับใครเข้า มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะเจ้าคะ อีกอย่างนางเพิ่งกลับมา ตัวหนังสือยังไม่รู้ทั้งหมดเลย จะเหมาะกับการดูแลกิจการอะไรได้ จวนมหาเสนาบดีก็ไม่ได้ขาดเงินให้นางกินใช้เสียหน่อย นางกลับมาบ้าน ย่าของนางยังไม่เห็นให้อะไรเลย ทำไมครอบครัวของเราจะต้องให้เงินมหาศาลนี้ด้วย”

        ประโยคข้างหน้าที่พูดยังมีความเหมาะสมอยู่บ้าง แต่ประโยคหลังกลับทำให้ฮูหยินติ้งกั๋วกงต้องขมวดคิ้ว คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย

        ติ้งกั๋วกงไม่ยินยอมจะเข้าร่วมในเรื่องนี้ เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว เขาก็เรียกบุตรชายหลานชายทั้งหลายออกไป ทำให้ห้องอุ่นเหลือเพียงคนในครอบครัวซึ่งเป็นผู้หญิงเท่านั้น

        เมื่อเห็นบิดาของตนออกไปเช่นนั้น ซุนซื่อรับรู้ทันควันว่าตนเองได้กล่าวถ้อยทำที่ทำให้ติ้งกั๋วกงไม่ชอบใจเสียแล้ว ตั้งแต่นางยังเด็กติ้งกั๋วกงก็มีนิสัยเป็นเช่นนี้ ทุกๆ ครั้งที่เหล่าพี่น้องมีปัญหาหรือกระทำผิดอะไร ติ้งกั๋วกงจะหลีกเลี่ยง ให้เวลากับฮูหยินติ้งกั๋วกงได้จัดการ

        เมื่อรอให้ผู้ชายออกไปกันหมดแล้ว ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็พูดเสียงต่ำขึ้นมาทันที “เมื่อสักครู่ที่เจ้าพูดนั้นไม่เหมาะสมเอาเสียเลย ทำไมออกไปอยู่ข้างนอกหลายปี ก็เรียนรู้สิ่งที่ไม่ดีอย่างการเปรียบเทียบนี้แล้วหรือ? ในฐานะที่เจ้าเป็นแม่ ไม่รู้ว่าการพูดและการกระทำคือการสั่งสอนลูกหรือ? ก็ไม่กลัวว่าลูกสาวของเจ้าจะเรียนรู้ถึงนิสัยการเปรียบเทียบตัวเองว่าจะต้องดีกว่าคนอื่นๆ จึงไม่มีความสามัคคีกลมเกลียวกับพี่น้องเช่นนี้หรือ”

        ซุนซื่อฟังแล้วรู้สึกไม่เห็นด้วย ทว่านางเพียงก้มศีรษะไม่ตอบโต้อะไร

        ฉินฮุ่ยหนิงได้ยินแล้ว สีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงและขาวซีดเป็นพักๆ ที่ฮูหยินติ้งกั๋วกงพูด ไม่ใช่หมายความว่าจะด่าถึงต้นไม้ดอกไม้ แต่กำลังด่าทอพืชผลหรือ

        เมื่อป้าหญิงใหญ่และป้าหญิงรองเห็นฮูหยินติ้งกั๋วกงโมโห ก็รีบเข้าไปกล่อมให้ใจเย็น “ท่านแม่ อย่าโมโหเลยเจ้าค่ะ ฮั่นเจี่ยร์ก็แค่มีจิตใจเป็นเด็ก พูดตรงกับใจก็เท่านั้นเจ้าค่ะ”

        “มีจิตใจเป็นเด็ก พูดตรงกับใจ? นางอายุสี่สิบแล้ว ยังไม่รู้จักโตอีก” ฮูหยินติ้งกั๋วกงนวดหน้าผากของตนเอง พร้อมพูดตำหนิ “เมื่อวันก่อนที่ข้าพูดกับเจ้า หรือว่าเจ้าลืมมันไปแล้ว?”

        เมื่อเห็นมารดาโมโหจริงๆ ซุนซื่อนั้นก็น้อยใจ แต่ก็ไม่กล้าโต้เถียงอะไร นางได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิด

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงถอนหายใจลึกๆ และเอ่ยขึ้น “เจ้าไม่เข้าใจสถานการณ์ ยังดีที่เจ้ายังมีวาสนาดี ที่ข้างๆ มีหยีเจี่ยร์ที่มองเรื่องราวได้เข้าใจแจ่มแจ้ง วันข้างหน้าเจ้าก็คิดให้มากๆ อย่าให้ใครพูดอะไรแล้วเจ้าก็เชื่อทั้งหมด หากเจอปัญหาใหญ่ในจวนมหาเสนาบดี ก็ปรึกษากับหยีเจี่ยร์บ่อยๆ จ้าวหยุนซือนี้ ข้าเชื่อมั่นในตัวหยีเจี่ยร์ว่าสามารถดูแลกิจการได้เป็นอย่างดี ตนเองไม่มีความสามารถ หรือว่าลูกสาวของเจ้าก็ไม่มีเหมือนเจ้าหรืออย่างไร? เจ้าอย่าลืมว่าหยีเจี่ยร์เป็นลูกสาวของใคร”

        ซุนซื่อถูกสั่งสอนราวกับนกกระทา แม้แต่หายใจก็ยังไม่กล้าส่งเสียงออกมา ถึงแม้ในใจรู้สึกไม่สงบ แต่นางมีความรู้สึกเหมือนได้รับการยกย่องอย่างบอกไม่ถูก ไม่แน่ฉินหยีหนิงมีความเฉลียวฉลาดตามพ่อของเขาหรือ?

        ฉินหยีหนิงเห็นท่านยายสั่งสอนบุตรสาว ไม่มีช่องว่างให้ตนสามารถพูดแทรกได้เลย เพียงแค่กังวลไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา เมื่อเห็นคำพูดประโยคสุดท้ายแล้ว ก็รีบเข้าไปปลอบพร้อมๆ กับป้าหญิงใหญ่กับป้าหญิงรองด้วย

        แต่เดิมฮูหยินติ้งกั๋วกงก็ไม่ได้โมโหคนอื่นเสียหน่อย เพื่อไม่ให้คนที่ดูอยู่นั้นทำตัวไม่ถูก จึงต้องหาทางออกเสียแล้ว

        “หยีเจี่ยร์ เจ้าเพิ่งกลับมา จ้าวหยุนซือเป็นอย่างไร คิดว่าเจ้าไม่น่าจะรู้เกี่ยวกับมันสักเท่าใดนัก ข้าเรียกแม่นมเปาเพื่อมาอธิบายให้เจ้ารู้ว่าจ้าวหยุนซือนั้นทำกิจการเกี่ยวกับอะไรกันแน่ นอกจากนั้น อีกสักครู่ให้แม่นมเปาเอาบัญชีกับเอกสารและอื่นๆ ไปส่งให้เจ้าที่บ้านนะ”

        “เจ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงตอบอย่างเชื่อฟัง

        แม่นมเปาย่อเข่าคำนับ “คุณหนู เชิญตามบ่าวมาทางนี้เจ้าค่ะ”

        “รบกวนแม่นมเปาแล้ว” ฉินหยีหนิงหลีกการคำนับของนาง และคำนับคืน

        ทั้งสองออกจากห้องอุ่นและเดินไปข้างนอกอย่างสุภาพ

        คล้อยหลังพวกนาง ฮูหยินติ้งกั๋วกงและป้าหญิงทั้งสองก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ

        เมื่อเห็นซุนซื่อกำลังพูดคุยเสียงเบากับฉินฮุ่ยหนิงอยู่นั้น ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว อดไม่ได้ที่จะเริ่มสั่งสอนซุนซื่อ “ข้ารู้สึกว่าหยีเจี่ยร์เป็นคนที่รู้จักกาลเทศะ หลานสาวคนนี้มีวาสนากับข้ามากที่สุด วันข้างหน้าเจ้า…”

        **

        ฟากซุนซื่อถูกฮูหยินติ้งกั๋วกงสั่งสอนแต่เรื่องเดิมๆ

        ขณะเดียวกัน ฉินหยีหนิงได้เดินตามแม่นมเปาถึงสถานที่ซึ่งไร้ผู้คนเพื่อพูดคุยกัน

        “คุณหนู ประวัติความเป็นมาของจ้าวหยุนซือ คิดว่าท่านยังรู้ไม่ชัดเจนใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

        “ใช่แล้ว รบกวนแม่นมเปาช่วยอธิบายให้รู้ด้วยเถิด ว่ากิจการนี้ทำเกี่ยวกับอะไร?”

        แม่นมเปายิ้มและเอ่ยขึ้น “จ้าวหยุนซือนี้มีลักษณะคล้ายกับที่คุมประพฤติของราชวงศ์องค์ก่อน? แต่มีความแตกต่างอยู่บ้าง คุณหนูน่าจะรู้ว่า มีขุนนางที่ได้รับโทษ ก็พลอยทำให้คนในตระกูลได้รับโทษด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

        “รู้สิ” ฉินหยีหนิงพยักหน้า

        แม่นมเปาเอ่ยขึ้น “มีขุนนางที่ได้กระทำความผิด โดนประหาร โดนเนรเทศและอื่นๆ สมาชิกในครอบครัวที่เป็นสตรีไม่ว่าจะเป็นคนแก่อายุแปดสิบปีหรือว่าเด็กที่อายุสามขวบ ก็ต้องตัดสินให้มาเป็นผู้ให้บริการ คุณหนูตั้งใจฟังดีๆ นะเจ้าคะ ผู้ให้บริการนี้ไม่ใช่คำเดียวกับโสเภณีนะเจ้าคะ”

        “อื้ม”

        “ในอดีตที่ผ่านมา ที่คุมประพฤตินี้มีการจัดการโดยเจ้าหน้าที่ของฮ่องเต้ เหล่าผู้ให้บริการก็มาเติมเต็มสถานที่แห่งนั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน้าที่และความสามารถส่วนบุคคล สตรีที่อายุมากแล้วไม่สามารถทำงานต้อนรับได้ ก็แบ่งงานครัว งานฟืนไม้ งานทำความสะอาด เตรียมอาหารให้แขก เป็นต้น ส่วนเด็กที่อายุยังน้อย ก็เลี้ยงไว้ก่อน ส่วนอายุที่เหมาะสมนั้น ก็ถูกส่งไปต้อนรับแขกยังสถานที่บันเทิงนี้เพื่อการต้อนรับเจ้าค่ะ

        อย่ามองว่าราชวงศ์สมัยนี้สนับสนุนวัฒนธรรมความบันเทิงนะเจ้าคะ แต่ว่าบุคคลสำคัญที่เข้ามารับการบริการที่แห่งนั้น มักจะเลือกผู้เป็นสมาชิกในครอบครัวของคนที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานเก่า เพื่อทำให้อับอาย คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้เงินสดและได้เลื่อนการชำระโดยให้เขียนในบัญชีเท่านั้น ทำให้กิจการนั้นขาดทุนมาโดยตลอด”

        “ยังมีคนเช่นนี้อีกหรือ” ฉินหยีหนิงฟังแล้วตะลึงตาค้าง

        แม่นมเปายิ้มสักพักจากนั้นเอ่ยต่อ “โลกใหญ่ใบนี้ คนประเภทไหนบ้างที่ไม่มีเจ้าคะ? ที่คุมประพฤตินี้แต่เดิมเป็นของพระบิดาของฮ่องเต้ พระบิดาของฮ่องเต้ก็อายุมากแล้ว พระองค์จะทนดูกิจการของตนขาดทุนเช่นนี้ได้หรือ? ดังนั้นด้วยความโกรธจึงสั่งปิดกิจการนี้ ส่วนเงินที่ขาดทุนไปก็ไม่สามารถที่จะไปหาคนเพื่อขอคืนได้ จึงกลายเป็นน้ำไหลออกไปไม่กลับมาอีก ทำให้นักโทษสตรีพวกนั้นก็ไม่มีที่ที่จะจัดการได้ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งขว้างโดยไม่ได้เลี้ยงดู หลังจากนั้นก็มีคนออกความคิดเห็น ทำให้จ้าวหยุนซือเป็นของพวกเราในวันนี้

        พระบิดาของฮ่องเต้ได้เปิดที่คุมประพฤติแห่งนี้ขึ้นใหม่ แต่ไม่ได้ทำกิจการกับคนนอก ทำเพียงแค่เพื่อเลี้ยงดูสตรีตระกูลผู้ดีที่ได้รับโทษเท่านั้น แต่จ้าวหยุนซือรับผิดชอบดูแลกิจการ คนทำงานในเครือจ้าวหยุนซือทั้งหมด นอกจากหัวหน้าเพียงไม่กี่คนแล้ว ทั้งหมดนั้นก็ต้องมาเช่าผู้หญิงที่ที่คุมประพฤตินี้”

        ฉินหยีหนิงเมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ก็เข้าใจทันที นางพยักหน้าและพูดสรุป “ความคิดนี้เยี่ยมจริงๆ หากเป็นเช่นนั้น สถานที่บันเทิงของพระบิดาของฮ่องเต้ก็เลี้ยงนักโทษหญิงพวกนี้ เอาผู้หญิงเหล่านี้เช่าออกไป ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร แต่ว่ากิจการของจ้าวหยุนซือก็ต้องใช้คน จึงใช้นักโทษหญิงเหล่านี้มาทำงานด้วย มีแรงงานยังไม่พูด แล้วยังมีกำไรอีกด้วย”

        “ที่ฮูหยินพูดนั้นไม่มีผิดจริงๆ คุณหนูฉลาดเฉลียวมาก แค่พูดนิดหน่อยก็เข้าใจชัดเจนแล้ว ความเป็นจริงนั้นปิดบังไม่ได้ ความคิดนี้เป็นความคิดของบิดาติ้งกั๋วกงที่คิดให้กับพระบิดาของฮ่องเต้เจ้าค่ะ พระบิดาของฮ่องเต้ดีใจมาก ก็เลยยกจ้าวหยุนซือให้กับบิดาติ้งกั๋วกงมาดูแลกิจการ กระทั่งสืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน ก็ได้ให้คุณชายใหญ่เป็นคนจัดการ แต่ว่าอุปนิสัยของคุณชายใหญ่เป็นอย่างไร คุณหนูก็น่าจะรู้นะเจ้าคะ”

        แม่นมเปาถึงกับถอนหายใจเฮือก “แต่เดิมจ้าวหยุนซือมีร้านอาหารอยู่สองแห่ง มีโรงเตี๊ยมสองแห่ง มีสถานที่ขายตัวอยู่สองแห่ง แต่ว่าอุปนิสัยของคุณชายใหญ่เป็นคนมีทิฐิ ไม่สามารถเห็นอะไรที่เป็นเรื่องสกปรกเหล่านั้น จึงปิดสถานที่ขายตัวไปแล้วสองแห่ง”

        “ดังนั้น บัดนี้ก็ได้มอบจ้าวหยุนซือให้คุณหนูสืบทอดกิจการทั้งหมด มีร้านอาหารอยู่สามแห่งและโรงเตี๊ยมอยู่สองแห่ง คุณชายใหญ่ได้เอาโรงโสเภณีหนึ่งแห่งนั้นมาปรับปรุงเป็นร้านอาหาร กิจการเจริญรุ่งเรืองมาก แต่ว่าเป็นเพราะหลายปีมานี้ มีการสู้รบกัน ทำให้คุณชายใหญ่ไม่มีกะจิตกะใจไปดูแลกิจการ ตอนนี้ยังมีหอโสเภณีอีกหลังหนึ่งที่ยังว่างอยู่”

        ถึงตอนนี้ ฉินหยีหนิงก็เข้าใจประวัติความเป็นมาของจ้าวหยุนซืออย่างชัดแจ้งแล้ว

        ไม่แปลกว่าทำไมซุนซื่อถึงได้ไม่เห็นด้วยอย่างมาก

        เท่ากับว่าปัจจุบัน สาขาของจ้าวหยุนซือมีร้านอาหารอยู่สามแห่ง โรงเตี๊ยมอยู่สองแห่งและอีกแห่งหนึ่งที่เป็นอาคารและที่ดิน นี่เป็นเงินมหาศาลเลยทีเดียว

        ไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สินนั่น แค่กล่าวถึงร้านรวงซึ่งยังคงเปิดกิจการอยู่และกำลังทำกำไรอย่างร้านอาหารและโรงเตี๊ยม ทุกๆ ปีจะต้องมีผลกำไรเท่าไหร่กัน? ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ นี้ ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของนางแล้วหรือ?

        อีกทั้ง จ้าวหยุนซือเช่านักโทษหญิงจากฮ่องเต้เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่ง รวมถึงคนในร้านอาหาร โรงเตี๊ยม ทุกๆ คน ก็เป็นนักโทษหญิง และนักโทษหญิงเหล่านี้อาจจะเคยเป็นท่านหญิงของขุนนางคนไหนก็ได้ แล้วก็อาจจะมีคุณหนูผู้ดีหน้าตางดงาม ไม่แน่ว่าคนที่ยกน้ำชานั้น อาจเป็นคนที่เคยมีอำนาจในบ้านหลังใหญ่ก็เป็นได้!

        คนเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะถูกลงโทษเพราะคนในครอบครัวกระทำความผิด แต่ว่าฉินหยีหนิงมองว่า คนทำงานเหล่านี้ล้วนมีอำนาจทั้งสิ้น…

        “คุณหนู ท่านมีจุดใดที่ยังไม่เข้าใจอีกหรือไม่เจ้าคะ?” แม่นมเปาเห็นฉินหยีหนิงกำลังครุ่นคิดจนหน้านิ่ว จึงอ้าปากถามขึ้นมา

        ฉินหยีหนิงยิ้มและพยักหน้า นางกล่าวว่า “ที่แท้ท่านยายให้ของขวัญที่ใหญ่มากแก่ข้า ถึงแม้ว่าข้ารู้สึกละอายใจกับเรื่องนี้ แต่ข้าจะไม่ทำให้ความพยายามของท่านตาและท่านยายต้องผิดหวังอย่างแน่นอน จะต้องจัดการกิจการให้ดีอย่างสุดความสามารถ และจะใช้ประโยชน์จากคนเหล่านั้นให้ได้”

        แม่นมเปาตกใจไม่น้อยกับถ้อยคำของเด็กสาว ทว่าดวงตาของนางกลับเปล่งประกายออกมา นางพยักหน้าหลายครั้ง “ดี” แล้วพูดว่า

        “คุณหนูฉลาดเฉลียวเช่นนี้ คงไม่ทำให้ฮูหยินต้องผิดหวังแน่นอน ถ้าเช่นนี้ บ่าวก็วางใจแล้วเจ้าค่ะ”

        ทั้งสองเดินกลับไป ระหว่างทางเดินก็คุยกันตามประสา เมื่อเห็นว่าฟ้าจะมืดแล้ว ซุนซื่อจึงพาฉินหยีหนิงและฉินฮุ่ยหนิง กลับจวนตระกูลฉิน

        ฝ่ายแม่นมเปาได้นำคำพูดของฉินหยีหนิงบอกเล่าให้ฮูหยินติ้งกั๋วกงได้ฟังโดยไม่พลาดเลยแม้แต่คำเดียว

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงเมื่อได้ยินถึงกับต้องถามย้ำ “นางพูดเช่นนั้นจริงๆ หรือ?”

        “เจ้าค่ะ คุณหนูเหมือนมีหัวใจเจ็ดห้อง พูดนิดเดียวก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ บ่าวแค่พูดเรื่องประวัติความเป็นมาของจ้าวหยุนซือ ยังไม่ได้พูดอย่างละเอียดเลย นางก็จับประเด็นใจความสำคัญได้หมดแล้ว ไม่แปลกจริงที่นางเป็นลูกสาวของจือพานอัน” แม่นมเปาชื่นชมอย่างไม่หยุดปาก

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงถึงกับหัวเราะออกมา

        “ฮูหยิน คุณชายใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวที่อยู่ข้างนอกเลิกผ้าม่านให้ จากนั้นซุนหยู่จึงเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ เขาคำนับให้กับฮูหยินติ้งกั๋วกง

        “ท่านย่า”

        “หมิงเกอร์ รีบเข้ามานั่ง มาที่อุ่นๆ หน่อย”

        ซุนหยู่ยกเก้าอี้กลมมานั่งอยู่ข้างๆ ฮูหยินติ้งกั๋วกง เขาเอ่ยถามอย่างไม่อ้อมค้อม “ท่านย่าขอรับ เมื่อสักครู่ข้าได้ยินมาว่า สองวันนี้จ้าวหยุนซือเกิดเรื่องขึ้น ท่านรู้มาตั้งแต่ก่อนนี้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงได้ยินคำถามกลับยกยิ้มและพยักหน้า “ใช่ รู้แล้ว”

        “น้องหญิงเพิ่งกลับมา อีกทั้งยังไม่เข้าใจข้อเกี่ยวพันของปัญหา ท่านไม่ได้จัดการให้ แต่กลับยกจ้าวหยุนซือให้นางตรงๆ เช่นนี้ จะดีหรือขอรับ?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)