0 Views

        “ท่านยาย ได้โปรดรับการคำนับจากหลานด้วย” ฉินหยีหนิงไม่กล้าทำตัวหยิ่งผยอง นางย่อเข่าทั้งสองลงและคำนับ แน่นอนว่าบ่าวที่อยู่ข้างหลังนั้นต่างก็หลบหลีกไปด้านซ้ายขวา

        สายตาของฮูหยินติ้งกั๋วกงยิ่งมีความอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น สองมือประคองนาง จับมือนางด้วยความเอ็นดูเจือสงสารก่อนเอ่ยขึ้น “เด็กดี ไม่จำเป็นต้องพิธีรีตองมากมาย มาให้ยายดูเจ้าหน่อยนะ”

        มือของฮูหยินติ้งกั๋วกงค่อนข้างแห้งแต่อบอุ่นในแบบพิเศษที่คนอายุเท่านี้มักจะมีกัน ความอบอุ่นได้แผ่ซ่านเข้ามา ทำให้นัยน์ตาของฉินหยีหนิงรื้นด้วยหยาดน้ำติดไปที่ขนตา

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงมองแค่เพียงดวงตาทั้งสองซึ่งมีหมอกเลือนราง ใจของนางยิ่งอ่อนโยนอย่างมาก

        คนหลายคนมีวาสนา เห็นแล้วผู้คนเป็นต้องชื่นชอบ ฮูหยินติ้งกั๋วกงมองฉินหยีหนิงก็เป็นเช่นนั้น

        มือของฮูหยินติ้งกั๋วกงสัมผัสได้ว่ามือของฉินหยีหนิงมีรูหนอนและรอยแผลเป็น ในใจรู้สึกโศกเศร้าเป็นอย่างมาก ทั้งรู้สึกเอ็นดูและกอดนางเอาไว้ในอ้อมกอด ตบเบาๆ กลั้นเสียงสะอื้น “เด็กที่น่าสงสาร หลายปีมานี้เจ้าลำบากมากแล้ว”

        ประโยคเดียวทำให้ฉินหยีหนิงรู้สึกอบอุ่นจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ น้ำตาของนางร่วงหลั่งเป็นสาย อ้อมกอดที่นุ่มนวลกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้บนตัวของหญิงชรา กำลังสัมผัสมาที่ใจอันอ่อนแอของนาง ฉินหยีหนิงกลั้นเสียงร้องไม่ให้ดังออกไป

        “ท่านยาย อย่าเศร้าใจเลย ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเป็นเช่นไร แต่ทั้งหมดนั้นได้ผ่านไปแล้ว พวกเราจะต้องมองไปข้างหน้า ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปเจ้าค่ะ”

        คำพูดนี้ได้เข้าไปในใจของฮูหยินติ้งกั๋วกงแล้ว นางผงกศีรษะขณะกล่าวสมทบ “ใช่ มันผ่านไปแล้ว มันผ่านไปแล้ว”

        ป้าหญิงใหญ่กับป้าหญิงรองมีความรู้สึกซาบซึ้งมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ยามนั้นต่างเช็ดน้ำตาไม่หยุด ทั้งสองผงกศีรษะ หรือแม้ซุนซื่อ หลังจากได้เจอลูกสาว อารมณ์แปรปรวนอย่างนางก็ยังควบคุมตนเองไม่ได้ร้องไห้ออกมาเช่นกัน

        อากาศหนาวพากันกอดและร้องไห้ ฉากนี้ช่างมีความเศร้าโศกอาดูร ป้าหญิงใหญ่รีบสูดหายใจ นางพูดคล้ายพยายามเบี่ยงความสนใจ “ดูท่านแม่สิเจ้าคะ ดีใจเสียจนอากาศเป็นเช่นไรก็ไม่สนใจเสียแล้ว สวมรองเท้านุ่มที่ใส่ในห้อง แล้วก็ออกมาเยี่ยงนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ? ระวังบนพื้นหนาวนะเจ้าคะ”

        แม่นมเปาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาตนเอง และเอ่ยขึ้น “เป็นเพราะฮูหยินอยากเจอหลานใจจะขาดอยู่แล้ว บ่าวอยากเปลี่ยนรองเท้าให้ก็ไม่เอาเจ้าค่ะ”

        “ยังมาว่าข้า? ก็ไม่รู้ว่าใครที่อยู่ที่นี่ แค่นั่งก็นั่งไม่ติดแล้ว” ฮูหยินติ้งกั๋วกงว่าลูกสะใภ้ทั้งสองด้วยอาการขำขัน

        บรรยากาศแห่งความโศกเศร้านั้นค่อยๆ เลือนราง เหลือเพียงความสุข ต่างคนต่างยิ้มหัวเราะมีความสุขขึ้นมา เดินเข้ามาในห้อง หรือแม้แต่บ่าวที่เลิกผ้าม่านให้ ยังมีรอยยิ้มอยู่เต็มใบหน้า ราวกับว่ากำลังฉลองงานปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น

        ฉินหยีหนิงยิ้มบางๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำ ฟังป้าหญิงทั้งสองกับท่านยายพูดไปพูดมาโต้ตอบกันด้วยความรัก จนจะพูดก็ไม่มีที่พูดแล้ว

        ฉากเช่นนี้ เป็นฉากที่นางจินตนาการถึงในระหว่างเดินทางกลับจากเมืองเหลียงมายังเมืองหลวง นางวาดหวังถึงนับไม่ถ้วน ไม่นึกเลยว่า ที่บ้านของตนไม่สามารถมีได้ นึกไม่ถึงอีกว่าที่บ้านของท่านยายสามารถมีได้

        เมื่อคืนนี้นางได้คิดทบทวนสมมุติฐาน คิดเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นเหตุฉุกเฉินและวิธีการเผชิญหน้ากับมัน เสมือนว่าสิ่งเหล่านั้นต่างใช้การไม่ได้เสียแล้ว อาจจะเป็นเพราะนางมีความกังวลและมีหัวใจชั่วร้ายก็เป็นได้

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงมีสะใภ้ทั้งสองคอยดูแล นางนั่งอยู่ที่นั่งหลัก ป้าหญิงใหญ่ ป้าหญิงรองและซุนซื่อก็นั่งอยู่ข้างๆ บนที่นั่งของตนเอง

        แม่นมเปายกเก้าอี้กลมมาให้ฉินหยีหนิง ฉินหยีหนิงย่อเข่าคำนับอย่างสง่างาม “หลานขอคำนับท่านยาย และท่านป้าหญิงทั้งสองท่าน”

        “รีบลุกขึ้นมา รีบลุกขึ้นมา” ฮูหยินติ้งกั๋วกงเอียงตัวเพื่อประคอง ให้ฉินหยีหนิง มานั่งข้างๆ ตน “กลับมายังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่หรือ? ยังมีอะไรที่ขาดตกบกพร่องหรือไม่? ท่านแม่ของเจ้าเป็นคนอารมณ์ร้อน ใจก็กระด้าง หากนางกล้าที่จะละเลยหรือหยาบกระด้างใส่เจ้า เจ้าก็มาบอกข้า ข้าจะตีนางเอง!”

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงพูดด้วยความรวดเร็ว จนฉินหยีหนิงไม่สามารถพูดสอดแทรกได้เลย ทำได้เพียงพยักหน้า แสดงให้รู้ว่าไม่เคยถูกละเลยก็เท่านั้น

        “ท่านแม่เข้าข้างนาง หยีเจี่ยร์กลับมาแล้ว ก็เอาข้าไปเปรียบเทียบเสียแล้ว” คำพูดของมารดาทำให้นางหน้าแดงขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะนึกถึงตนเอง ที่นอกจากจะตีลูก ยังตักเตือนด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่คำพูดหลายครั้ง เป็นเพราะลูกสาวรู้และปกป้องเกียรติของนางเพื่อความเหมาะสม ในใจของนางจึงรู้สึกผิดอยู่มากโข

        “เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ยังจะคิดเล็กคิดน้อยกับลูกสาวตัวเองอีก! ข้าจะไม่พูดเรื่องอารมณ์ร้อนของเจ้าแล้ว อนาคตเจ้าก็ใช้สมองบ้าง อย่าให้คนอื่นพูดว่าลมเจ้าก็คิดเป็นฝนเสียล่ะ” ฮูหยินติ้งกั๋วกงแตะที่หน้าผากของซุนซื่อเล็กน้อย

        ประโยคดังกล่าวกลับเป็นผลให้สีหน้าของฉินฮุ่ยหนิงเริ่มขาวซีดราวกับกระดาษ นางก้มศีรษะลง สายตาแอบคอยสังเกตสีหน้าของฮูหยินติ้งกั๋วกง

        ซุนซื่อเป็นต้องหดคอ ใบหน้ายิ้มแย้มและแลบลิ้นออกมานิดหน่อย คุณหนูทั้งหลายที่อยู่ที่นั่นต่างก็หัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะเสียงสนทนาดังออกไปข้างนอกจนได้ยินไปไกล

        ฉินฮุ่ยหนิงทำตัวไม่ถูกอย่างมาก

        นางรู้ว่าท่านยายไม่ใช่บุคคลธรรมดา ไม่เหมือนซุนซื่อที่บิดหักงอได้ คำพูดของหญิงชราเมื่อสักครู่ เห็นได้ชัดว่ามีความหมายอะไรแฝงอยู่ในนั้น

        ตั้งแต่มาถึงจวนติ้งกั๋วกง เจ้าเด็กป่านั่นกลายเป็นจุดสนใจของทุกคน แม้แต่ท่านยายก็เห็นเพียงนางเท่านั้น ตนเองเป็นเหมือนคนล่องหนไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น

        การละเลยนางเช่นนั้น แต่เดิมก็ทำให้ฉินฮุ่ยหนิงบังเกิดความแค้น ความโกรธและความริษยา แต่ฉับพลันอารมณ์ความแค้น ความโกรธที่ว่ากลับถูกฮูหยินติ้งกั๋วกงตีจนไฟมอดไปแล้ว เหลือแค่เพียงความกลัวที่จะสูญเสียความรักความเอ็นดูที่มีต่อนางเท่านั้น

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงจับมือฉินหยีหนิง อีกมือหนึ่งนั้นตบหลังนางเบาๆ พลางยิ้มยามเอ่ย “ใช่สิ ข้าใช้ชีวิตทุกวันนี้อย่างสบายใจ ป้าหญิงทั้งสองกับพี่สาวน้องสาวของเจ้าต่างก็กตัญญูต่อข้า ตอนนี้ ที่บ้านนี้ข้าก็ไม่ได้จัดการอะไรแล้ว มีอะไรก็มีป้าหญิงคอยจัดการ ไม่เอาอะไรที่เป็นลมโดยไม่มีหลักฐานมาพูดต่อหน้าข้าแม้แต่ครึ่งประโยค ข้าก็เลยไม่มีเรื่องให้คิดมาก ร่างกายโล่งสบาย ข้าก็แค่คอยเล่นกับหลานๆ เจ้าคิดว่าสีหน้าเช่นนี้จะไม่ดีได้อย่างไร”

        ในหัวของฉินฮุ่ยหนิงมีเสียงฉวัดเฉวียนหนึ่งครั้ง ใบหน้าของนางแดงสลับขาวเป็นพักๆ นางพยายามยิ้ม “ท่านยายเป็นคนมีบุญวาสนาดี ท่านป้าหญิงและลูกพี่ลูกน้องต่างก็กตัญญูและลูกพี่ลูกน้องชายก็เก่งๆ ด้วย”

        “ใช่แล้ว” ฮูหยินติ้งกั๋วกงมองฉินหยีหนิงที่อยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “หยีเจี่ยร์ของพวกเราเมื่อก่อนเคยลำบากมามาก ในเมื่อกลับมาบ้านแล้ว ความโชคร้ายเหล่านั้นก็ได้ผ่านไปแล้ว อนาคตก็เป็นชีวิตที่ดีแล้ว ดังนั้นหยีเจี่ยร์ก็มีบุญวาสนาเช่นกัน”

        ทุกคนต่างมีเสียงหัวเราะและทุกๆ คนต่างก็พูดคุยสนทนากันไปมา

        ฉินฮุ่ยหนิงเดินกลับมายืนด้านข้างอย่างขุ่นเคืองใจ มือของนางซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ นางกำหมัดแน่นจนกลางฝ่ามือเกือบจะมีเลือดไหล เนื่องจากการข่วนด้วยเล็บยาวของตน

        ไม่คิดเลยว่าฮูหยินติ้งกั๋วกงจะให้เกียรติฉินหยีหนิงมากมายเหลือเกิน มิหนำซ้ำในคำพูดสองสามครั้งนั้นก็เหมือนคอยบอกเป็นนัยให้นาง

        นางไม่รู้ว่าคนข้างๆ จะเข้าใจหรือไม่ แต่ซุนซื่อมีแปดส่วนที่เข้าใจ

        ฉินฮุ่ยหนิงไม่สบายใจมองไปที่ซุนซื่อ แต่ก็เห็นซุนซื่อกำลังยิ้มและมองไปที่ทิศทางของฮูหยินติ้งกั๋วกงกับฉินหยีหนิง ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด ผู้เป็นมารดากำลังยิ้มอย่างมีความสุข

        อาจจะเป็นเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาของนาง ทำให้ซุนซื่อหันมาที่นาง

        หญิงสาวต่างวัยทั้งสองมองหน้ากัน ฉินฮุ่ยหนิงไม่ทันที่จะละทิ้งความเกลียดชังในดวงตาได้ จึงทำให้ซุนซื่อรับรู้

        ซุนซื่อตัวแข็งทื่ออยู่พักหนึ่ง นางนึกถึงคำพูดของฮูหยินติ้งกั๋วกง แล้วก็นึกถึงสิ่งที่ฉินฮุ่ยหนิงกระทำ เด็กสาวใช้ทุกวิธีการแม้ต่อหน้าลูกพี่ลูกน้องก็ไม่เว้น ในใจของนางไม่ชอบเลย แล้วก็ไม่ได้ทำเหมือนทุกๆ ครั้งที่จะเรียกบุตรสาวมาปลอบโยน ซุนซื่อได้แต่พูดคุยกับพี่สะใภ้หญิงทั้งสองคนต่อไป

        นางไม่สนใจเด็กสาวแล้ว!

        ฉินฮุ่ยหนิงเกือบจะกัดฟันของนางจนแตก!

        ใครใกล้ชิด ใครห่างไกล ตอนนี้ยิ่งดูออกแล้ว คนเหล่านี้ในใจน่าจะเอียงไปหน่อยแล้ว นางถูกสับเปลี่ยนมา ก็ไม่ใช่ความผิดของนางสักหน่อย แต่ก็ใช้ตำแหน่งทายาทสาวคนโตมาสิบสี่ปีนั้นเป็นความจริง แต่สิ่งเหล่านั้นจะโทษนางได้อย่างไรกัน? นางก็เป็นผู้ถูกกระทำ! ตอนนี้ต่างกลับมองนางด้วยสายตาที่ไม่ดี

        พวกนางทำเช่นนั้นกับตน จะกล่าวโทษข้าคิดแก่งแย่งได้อย่างไร

         “ฮูหยิน” บ่าววัยกลางคนเดินเข้ามาคำนับ ยิ้มและเอ่ยขึ้น “ใต้เท้ากั๋วกงกับนายท่านเลิกราชการกลับมาแล้วเจ้าค่ะ หวางต้าจ่งจากวังหลวงก็ตามมาด้วยเจ้าค่ะ บอกว่าจะมีราชโองการมาให้! เรียกพวกเราให้ออกไปที่หน้าบ้านเพื่อรับราชโองการเจ้าค่ะ!”

        “หวางต้าจ่งคนสนิทของฮ่องเต้ก็มาด้วยตนเองหรือ?” ในบรรยากาศเงียบสงบลงฉับพลัน เสียงถามของฮูหยินติ้งกั๋วกงเห็นได้ชัดว่าดังกว่าเดิมอยู่หลายส่วน

        บ่าววัยกลางคนพยักหน้า “เจ้าค่ะ บ่าวถามเสี่ยวเยาที่ติดตามมาด้วย เขาบอกว่าใต้เท้ากั๋วกงกับนายท่านดูมีสีหน้าดีใจมาก หวางต้าจ่งก็มีความสุภาพอย่างมาก เมื่อสักครู่ได้สั่งให้คุณชายทั้งหมดอย่าเพิ่งมาที่ชุนซีถาง ให้ไปเจอหวางต้าจ่งก่อน เพื่อเตรียมตัวรับราชโองการ”

        ป้าหญิงรองตบมือครั้งหนึ่ง “ข้าก็ว่าอยู่ ทำไมลูกๆ ยังไม่มาเสียที ที่แท้ก็มีเรื่องดีๆ นี่เอง! ท่านแม่มีแปดส่วนน่าจะเป็นเรื่องดีกับนายท่านทั้งหลายนะเจ้าคะ”

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงกับป้าหญิงใหญ่ต่างก็คาดเดาเช่นนี้ สีหน้าของทั้งสองต่างก็ดูปีติ

        คนในจวนติ้งกั๋วกงต่างก็เป็นกองหน้าหลักในการต่อต้านศึกศัตรูรุกรานอย่างต้าโจว ไม่ว่าจะเป็นซุนไห่เฉินและท่านลุงสองซุนไห่จิงที่กำลังต่อสู้อยู่ในทัพหน้ากับรัชทายาท อีกทั้งซุนหยู่ซึ่งเป็นนักเขียนในราชวงศ์ มีทั้งขุนนางและแม่ทัพ ต่างก็เป็นดาบคมในการต่อสู้หลักของฮ่องเต้

        ที่หวางต้าจ่งมาด้วยตนเองเช่นหนนี้ แน่นอนว่าในจวนติ้งกั๋วกงจะมีท่านชายคนใดที่จะได้รับรางวัลอย่างแน่นอน

        ตอนนี้ไม่ทันจะพูดอะไร ฮูหยินติ้งกั๋วกง ป้าหญิงรอง ป้าหญิงใหญ่ ซุนซื่อ ผู้ที่มีตำแหน่งต่างก็เร่งรีบออกไปแต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า สาวๆ ต่างก็จัดการเสื้อผ้าของตนเองเช่นกัน จากนั้นก็รีบไปที่หน้าบ้าน เพื่อรับราชโองการ

         ฉินหยีหนิงได้เห็นฉากดังกล่าวเป็นครั้งแรก ย่อมรู้สึกประหม่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นางคุกเข่าตามลูกพี่ลูกน้อง อยู่ข้างหลังคนอื่นๆ และฟังหว่างต้าจ่งที่มีน้ำเสียงแหลมเล็กน้อยอ่านราชโองการ

        “ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้จึงทรงมีพระบัญชาก่อตั้งหอฮั่นหลินเพื่อสอนรัชทายาทและลูกหลานฮ่องเต้ หลานชายติ้งกั๋วกงซุนหยู่เป็นคนซื่อตรง อีกทั้งมีคุณงามความดี มีความเข้มงวด มีกาลเทศะสูง ไม่มีเจือปนกับความหมองหม่นใดๆ มีความซื่อสัตย์ ทำให้เจิ้นมีความโล่งใจอย่างลึกซึ้ง จึงให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นอาจารย์แห่งหอฮั่นหลินและมอบทองคำให้หนึ่งร้อยเหลียง จบพระบรมราชโองการ”

        “ขอบพระคุณฮ่องเต้ที่ทรงเมตตา”

        ทุกคนต่างก็ก้มศีรษะจรดพื้นอย่างเป็นระเบียบ

        หวางต้าจ่งยื่นพระราชโองการให้ พลางยิ้มและเอ่ยขึ้น “ใต้เท้าซุนยินดีด้วย ยินดีด้วย”

        ซุนหยู่ยื่นสองมือเพื่อรับราชโองการ เขายิ้มกล่าวตอบรับ “ขอบพระคุณใต้เท้าหว่างจ่ง และขอเชิญไปที่ห้องรับแขกเพื่อดื่มชาด้วย”

        ติ้งกั๋วกงลุกขึ้นยืนจากนั้นพูดขึ้นบ้าง “รบกวนใต้เท้าหวางจ่งแล้ว แน่นอนว่าจะต้องลองดื่มชาดีที่บ้านข้าแล้วค่อยเดินทางกลับจะได้หรือไม่”

        ดวงตาทั้งสองของหวางต้าจ่งเบิกกว้างขึ้น จากนั้นโค้งคำนับ “ขอบพระคุณใต้เท้ากั๋วกง ถ้าเช่นนั้นบ่าวก็ไม่เกรงใจแล้ว”

        “เชิญ”

        ติ้งตั๋วกงกับซุนหยู่ทำการดูแลต้อนรับหวางต้าจ่ง

        ส่วนคุณหนูกับคุณชายทั้งหลายกลับไปที่ชุนซีถางพร้อมกัน

        เมื่อรอให้อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้า มานั่งอีกครั้งนั้น บรรยากาศก็เริ่มคึกคักครื้นเครง

         “โอ้โห ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ เป็นวาสนาจากฟ้าทรงประทาน” ซุนซื่อดึงมือทั้งสองข้างของพี่สะใภ้ กล่าวอย่างตื่นเต้น “เป็นเพราะพี่สะใภ้ใหญ่เลี้ยงดูลูกชายมาดี อายุน้อยๆ ก็เข้ารับราชการ แถมยังใช้ความสามารถของตนเองจนได้เป็นอาจารย์ที่หอฮั่นหลิน! มิหนำซ้ำได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นจากฮ่องเต้ด้วย! เป็นเกียรติพิเศษ ครอบครัวของเราได้รับรางวัลที่ดีมากๆ เลยนะ”

        ป้าหญิงใหญ่ยิ้มเล็กน้อยและโบกมือ “ดูเจ้าพูดสิ เป็นเพราะหมิงเกอร์โชคดีก็เท่านั้นแหละ อีกอย่างครั้งนี้ก็ทำได้ถูกใจฮ่องเต้”

        เมื่อพูดเช่นนี้ ต่างคนต่างก็รู้สึกสงสัย

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงเอ่ยถามขึ้น “ข้ากำลังรู้สึกแปลกๆ ยังดีๆ อยู่ เหตุใดฮ่องเต้ถึงได้รับสั่งให้หวางต้าจ่งมาประกาศราชโองการและมอบรางวัลให้ด้วย เลื่อนตำแหน่งไม่นับ แต่ยังมอบทองอีกหนึ่งร้อยเหลียง?”

        ฉินหยีหนิงกะพริบตา นางก็กำลังสงสัย ว่ากันว่าเบื้องบนนั้นยากจะคาดเดา พี่ชายใหญ่ได้รับการให้ความสำคัญจากฮ่องเต้เช่นนี้ ถือว่ายากมาก


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)