0 Views

        “มือของพี่สะใภ้เย็นจนจะแข็งอยู่แล้ว ออกมาข้างนอกทำไมถึงไม่ได้พกกระถางอุ่นมือมาด้วยเจ้าคะ?” ซุนซื่อสนทนาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สีหน้ามีรอยยิ้ม นางนำกระถางอุ่นมือลายดอกไม้ยื่นส่งให้สะใภ้ใหญ่เหยียนซื่อ และใช้มือของตนลูบไปที่มือของขงซื่อสะใภ้รอง ใช้ความอบอุ่นของมือตนเองช่วยถ่ายเทไปให้มือของอีกฝ่าย

        พี่สะใภ้ทั้งสองแก่กว่าซุนซื่ออยู่หลายปี ความเป็นอยู่ของจวนติ้งกั๋วกงค่อนข้างเข้มงวด พี่ชายทั้งสองต่างรักและเอ็นดูซุนซื่อมาก ก่อนที่ซุนซื่อจะออกเรือน นางไม่เคยทะเลาะบาดหมางกับพี่สะใภ้ทั้งสองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้เองก็ใกล้ชิดกว่าบรรดาน้องสาวที่ไม่ใช่มารดาคนเดียวกันเสียอีก ยามนั้นเมื่อพบเจออีกหน แน่นอนว่ายิ่งสนิทสนมกัน

        เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ ลูกสาวทั้งหลายต่างก็หัวเราะออกมา

        ข้างๆ มีเด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้า สวมเสื้อคลุมสีเทาฟ้าคอเสื้อเป็นขนกระต่าย นางยิ้มพลางพูดว่า “ท่านอาหญิงอย่าไปเชื่อในสิ่งที่ท่านป้าหญิงพูดเลย พูดเหมือนกับว่าตนเองไม่รีบร้อนอย่างนั้นแหละ เมื่อสักครู่ไปที่บ้านของท่านย่าแค่ไม่นานเท่าไร ท่านป้าหญิงก็ดูเวลามาแล้วสี่ครั้ง ท่านแม่ของข้าก็เลยบอกว่า ‘พี่สะใภ้ใหญ่รีบร้อนเช่นนี้ อยู่ในห้องก็อึดอัดเสียเปล่าๆ ออกไปข้างนอกรอต้อนรับกันดีกว่า พอดีออกมาที่นี่ก็มาต้อนรับได้เวลาพอดี’ จากนั้นพวกเราก็ออกมาเจ้าค่ะ”

        น้ำเสียงของเด็กสาวสดใสชัดถ้อยชัดคำ จนทำให้คนรอบข้างต่างหัวเราะครื้นเครง

        ฉินหยีหนิงอยู่ข้างๆ มองดูสถานการณ์อย่างเงียบสงบ เสมือนนางรับรู้ได้ถึงการต้อนรับที่ดีจากครอบครัวนี้

        มีเด็กสาวอีกคนที่สวมเสื้อคลุมตัวใหม่ที่ทำจากขนกระต่ายขาวผสมขนลิงอุรังอุตังสีแดง ดวงตากลมโตที่กะพริบตากำลังสังเกตดูนางมาเป็นเวลานานแล้ว

        ด้วยความที่ทนไม่ไหวอีกแล้ว จึงเข้าไปแตะที่ตัวฉินหยีหนิงราวกับเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ และมาอยู่ข้างๆ น้ำเสียงมีความเก้อเขินเล็กน้อย นางคำนับและเอ่ยขึ้น “สวัสดีพี่ ข้ามีนามว่าซุนหลิง พี่คือพี่หยีหนิงใช่หรือไม่?”

        ฉินหยีหนิงรีบคำนับกลับไป “สวัสดีพี่หลิง ข้ามีนามว่าหยีหนิง”

        ซุนซื่อหันหลังไปมอง นางยิ้มแย้มและเอ่ยอีกว่า “ดูตัวข้าสิ เมื่อเจอพวกท่านพี่ก็พูดอย่างเดียวเลย ลืมแนะนำตัวไปเสียแล้ว หยีเจี่ยร์ยังไม่มาคำนับท่านป้าหญิงใหญ่ ป้าหญิงรองและพี่สาวน้องสาวของเจ้าอีกหรือ?”

        ฉินหยีหนิงจึงยิ้มให้ซุนหลิง นางทำตามที่แม่นมจานสอนกฎระเบียบมารยาทเมื่อหลายวันที่ผ่านมานี้ ค้อมตัวคำนับฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง

        “ท่านป้าหญิงใหญ่ ท่านป้าหญิงรองสวัสดีเจ้าค่ะ”

        “โถ่ๆ” ท่านป้าหญิงรองขงซื่อจับมือฉินหยีหนิงพร้อมกวาดสายตามองดูนางหนึ่งรอบอย่างละเอียด จึงกล่าวขึ้น “ที่แท้ก็คือหยกที่แกะสลักจากน้ำนี่เอง ต่างคนต่างก็บอกว่าในจวนนี้พี่เจ็ดของเจ้ามีความงดงามแล้ว ทว่าเมื่อเทียบกัน ก็เทียบไม่ได้เสียแล้ว”

        “ท่านป้าหญิงรองชมเกินไปแล้ว ก็แค่เพราะท่านแม่รักและเอ็นดูข้า จึงแต่งตัวให้ข้าก็เท่านั้นเจ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงยิ้มเล็กน้อยและหลุบตามองพื้น น้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล ท่าทางดูเหมือนเป็นเด็กที่เรียบร้อยเชื่อฟังทำให้คนอื่นเห็นแล้วชื่นชอบ

         ในใจของซุนซื่อพลอยเบิกบานขึ้นทันทีหลังได้ยินถ้อยคำสนทนา นางดึงมือฉินหยีหนิงและตบหลังมือเบาๆ ท่าทางเสมือนมารดาที่เมตตาต่อบุตร ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เย็นชาเลยแม้แต่น้อย

        ฉินฮุ่ยหนิงโดนทิ้งไม่มีคนแยแสตั้งแต่มาถึง นางมองไปที่ซุนซื่อซึ่งกำลังจับมือฉินหยีหนิง พูดคุยสนทนาอยู่กับท่านป้าหญิงทั้งสอง ในใจเหมือนโดนต้มด้วยน้ำมันร้อนเดือดอย่างไรอย่างนั้น กระนั้นเพียงพริบตานางก็ขจัดความโกรธและความแค้นทิ้งไป

        “ท่านป้าหญิงใหญ่ ท่านป้าหญิงรอง” ฉินฮุ่ยหนิงก็คำนับด้วย

        เวลานั้นป้าหญิงใหญ่ดูเหมือนจะหันมาสนใจฉินฮุ่ยหนิงแล้ว มองดูจากบนลงล่าง สำรวจการแต่งตัวที่ดูเรียบๆ แต่การแต่งหน้านั้นสวยงาม นางเหมือนยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม ผงกศีรษะหลายครั้ง แต่ไม่ได้พูดอะไร

        ทว่าป้าหญิงรองเมื่อมองดูการแต่งตัวของฉินฮุ่ยหนิงก็เผยยิ้มและเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง “ฮุ่ยเจี่ยร์เป็นสาวแล้วยิ่งสวยขึ้นแล้ว”

        ฉินฮุ่ยหนิงดีใจนัก นางกล่าวตอบอย่างสง่างาม “ท่านป้าหญิงรองอย่าหัวเราะเยาะข้าเลย จะมีพี่เจ็ดกับน้องเสี่ยวซีที่เสมือนไข่มุกกับหยกเช่นนี้ พวกเราในที่นี้ก็คงเทียบเท่ากับหมูโคลนสุนัขจรจัดแล้ว” เอ่ยจบก็ปิดปากยิ้ม

        คำพูดนั้นถึงแม้ว่าฟังคล้ายกำลังถ่อมตัว แต่หากพี่น้องคนอื่นๆ มีความอิจฉาริษยา ก็คงจะติดกับดักเสียแล้วสิ?

        ป้าหญิงใหญ่กับป้าหญิงรองสบตากัน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

        พี่สาวน้องสาวที่อยู่ข้างๆ นั้น กลับไม่เหมือนคุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดีที่โดนยุยงง่ายๆ ต่างก็ก้มลงมองพื้น ทำเหมือนว่าไม่ได้ยิน

        ฉินหยีหนิงแอบหัวเราะอยู่ข้างใน รู้ทั้งรู้ว่าความเป็นอยู่ในจวนติ้งกั๋วกงเป็นอย่างไร ฉินฮุ่ยหนิงก็ยังคงมีพฤติกรรมเช่นนี้ นางไม่รู้จักเลือกที่จริงๆ

        ฉินฮุ่ยหนิงอยากจะแสดงความสามัคคีกลมเกลียวกันระหว่างพี่น้อง จึงดึงแขนฉินหยีหนิงยิ้มและเอ่ยขึ้น “น้องเสี่ยวซี ข้าจะแนะนำให้เจ้าเอง”

        นางชี้ไปที่เด็กสาวที่สวมเสื้อคลุมสีชมพูคอผูกด้วยขนกระต่ายยืนอยู่ข้างๆ ป้าหญิงรอง พร้อมเอ่ยขึ้น “ท่านนี้คือพี่เจ็ด อายุเยอะกว่าพวกเราสามปี ตอนนี้ได้หมั้นหมายกับคุณชายหลู่ต้าตระกูลบัณฑิต อีกไม่นานก็จะแต่งงานกันแล้ว”

        “สวัสดีพี่เจ็ด” ฉินหยีหนิงไม่ได้สนใจชื่อเรียกที่ฉินฮุ่ยหนิงเรียกนาง นางยิ้มและคำนับให้กับคุณหนูเจ็ด

        จากนั้นพี่เจ็ดก็คืนคำนับให้ “น้องหยีหนิง สวัสดีจ้ะ”

        ถัดมาฉินฮุ่ยหนิงก็แนะนำเด็กสาวซึ่งสวมเสื้อคลุมสีเขียวฟ้า คนที่สวมเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน และคนที่เข้ามาคุยกับฉินหยีหนิงเมื่อสักครู่ ตามลำดับ “นี่คือพี่เก้า พี่สิบกับน้องสิบเอ็ด …พี่สิบกับน้องสิบเอ็ดปีนี้ต่างก็อายุสิบสี่”

        จากนั้นฉินหยีหนิงก็ได้คำนับให้อีกครั้ง พี่เก้า พี่สิบกับน้องสาวสิบเอ็ดต่างก็คำนับคืน

        น้องสิบเอ็ดยิ้มและดึงเสื้อคลุมของฉินหยีหนิง จากนั้นก็มองเสื้อคลุมของตน เอ่ยชวนคุยว่า “พี่ เนื้อผ้าของพี่กับข้าเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าเราทั้งสองมีวาสนาต่อกัน” จากนั้นก็หันศีรษะไปมองฉินฮุ่ยหนิงด้วยสายตามีเลศนัย “หรือว่าพี่ฮุ่ยหนิงไม่รู้ชื่อของพี่หยีหนิง? ทำไมถึงได้แต่พูดว่า ‘เสี่ยวซี’ บ่อยจัง เรียกแต่ ‘เสี่ยวซี’?”

        ฉินฮุ่ยหนิงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ถึงกับยิ้มแข็งค้าง นางแอบด่าคุณหนูสิบเอ็ดว่าเป็นแค่ลูกอนุภรรยาของบ้านใหญ่ก็เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้

        แต่เดิมซุนซื่อพูดคุยอยู่กับป้าหญิงใหญ่และป้าหญิงรอง เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของฝั่งนี้ก็มีความไม่พอใจขึ้นมา

        ครอบครัวของนางกับครอบครัวฝั่งแม่สามีของนางไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าการแต่งงานกับท่านอัครมหาเสนาบดีฉินเป็นเรื่องที่มีเกียรติ แต่ความเป็นอยู่ในบ้านแม่สามีทำให้นางเป็นทุกข์ตลอดมา ถึงแม้นางจะรู้สึกว่าบ้านสามีเป็นเยี่ยงนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่นางรู้ว่าจวนฝั่งนี้ไม่ได้ชอบบ้านสามีที่เป็นเช่นนั้นแน่นอน ทว่าฉินฮุ่ยหนิงกลับนำความเป็นจวนอัครมหาเสนาบดีออกมา

        ก่อนหน้านี้ที่จวนอัครมหาเสนาบดี ซุนซื่อไม่ได้มีความคิดว่าคำเรียกขานของฉินฮุ่ยหนิง ยามใช้เรียกฉินหยีหนิงไม่มีความเหมาะสมตรงไหน แต่หนนี้กำลังยืนอยู่ในจวนติ้งกั๋วกง นางจึงรู้สึกโมโหขึ้นมาจริงๆ

        ถึงกระนั้นนางไม่รู้ว่าควรจะตำหนิบุตรีต่อหน้าตรงๆ อย่างไรดี

        ในขณะเดียวกัน ฉินหยีหนิงกลับยิ้ม ทั้งใช้มือคล้องแขนฉินฮุ่ยหนิง นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้องสิบเอ็ดอาจยังไม่รู้ เมื่อก่อนนี้ข้าถูกทิ้งไว้ข้างนอก เคยได้รับความช่วยเหลือจากแม่บุญธรรม แม่บุญธรรมเก็บข้ามาจากลำธารพอดี จึงตั้งชื่อเรียกข้าว่าเสี่ยวซี คุณหนูฮุ่ยหนิงเป็นคนที่รู้จักตอบแทนบุญคุณ ข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ข้าได้พูดคุยกับนางไว้เป็นการส่วนตัวว่าให้นางเรียกข้าว่าเสี่ยวซีในทุกๆ เวลา จะได้เตือนใจข้าว่า อย่าลืมบุญคุณแม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูข้ามาตั้งแปดปี”

        น้องสิบเอ็ดฟังแล้วรู้สึกเศร้ามากๆ นัยน์ตาของนางมีน้ำใสๆ เป็นประกาย นางผงกศีรษะแล้วผงกศีรษะอีก “พี่หยีหนิง อยู่ข้างนอกลำบากแล้ว”

        พี่สาวน้องสาวคนอื่นๆ ต่างมามุงล้อมรอบ ต่างคนต่างก็อยากรู้ประสบการณ์ของฉินหยีหนิงยามที่นางอยู่ข้างนอก ในทางกลับกันก็ถูกคำพูดของนางทำให้ใจอ่อนไปแล้ว

        รวมทั้งไม่มีใครจดจำฉินฮุ่ยหนิงที่ได้นำความเกลียดชังเข้ามา

        ซุนซื่อเห็นเหตุการณ์อยู่นั้นพลอยโล่งอก การรู้จักกาลเทศะของฉินหยีหนิงทำให้ซุนซื่อรู้สึกดีเป็นพิเศษ

        ป้าหญิงใหญ่เลิกคิ้วขึ้น ดวงตาของนางเสมือนรู้ชัดเจน นางมองไปที่ฉินหยีหนิงอีกครั้งและยิ้มอย่างอ่อนโยน

        ป้าหญิงรองก็ดึงมือของซุนซื่อ ยิ้มอ่อนโยนจากนั้นเอ่ยขึ้น “พวกเราไปที่ชุนซีถางก่อนค่อยคุยกันยังไม่สาย ตอนนี้ท่านแม่คงจะรอจนกังวลแล้วล่ะ”

        ซุนซื่อพยักหน้า “ใช่แล้ว หากยังยืนอยู่อีกละก็ มีหวังมือของพี่สะใภ้ใหญ่คงจะแข็งและเป็นหวัดแล้ว พี่ชายใหญ่รู้เข้า จะไม่มาหาเรื่องกับข้าหรอกหรือ”

        “เจ้าตัวป่วนนี่! เจ้าก็มักจะดึงข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เด็กๆ ก็อยู่ที่นี่ เจ้าก็พูดเหลวไหลไปได้” ป้าหญิงใหญ่ตำหนิพลางหัวเราะ

        คุณหนูกับบ่าวทั้งหลายเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็พากันหัวเราะ

        บรรยากาศมีความสุขเช่นนี้ส่งต่อไปถึงฉินหยีหนิงด้วย นางพลอยหัวเราะกับคนอื่นไปด้วย กลุ่มคนดังกล่าวเดินไปทางประตูฉุยฮวา

        จวนติ้งกั๋วกงเป็นจวนที่ประกอบด้วยเรือนห้าหลัง มีประตูเข้าอยู่เจ็ดประตู กล่าวกันว่าจวนใหญ่หลังนี้เคยเป็นวังในสมัยของราชวงศ์ก่อน หลังจากนั้นเพราะบรรพบุรุษตระกูลซุนได้สู้รบอย่างกล้าหาญจึงได้รับพระราชทานเป็นรางวัลจากฮ่องเต้

        ถึงแม้ว่าในฤดูหนาวทุกๆ อย่างจะร่วงโรยไปหมดแล้ว แต่ความประณีตในการตกแต่งสวนของจวนนี้ ยังคงทำให้ฉินหยีหนิงมองตาไม่กะพริบ อดไม่ได้ที่จะเดินไปพลางจินตนาการถึงฤดูร้อนที่มาถึงนี้ไปพลาง…วิวทิวทัศน์จะงดงามมากขนาดไหน

        เมื่อเห็นฉินหยีหนิงแสดงออกว่าชื่นชอบ พี่สาวน้องสาวต่างย้ายมาเดินข้างๆ นางและคอยผลัดกันแนะนำ มีความเป็นมิตรเสมือนกำลังต้อนรับแขกพิเศษก็ไม่ปาน ไม่มีความหยิ่งยโสแต่อย่างใด

        ต่างจากฉินฮุ่ยหนิงซึ่งคล้ายเป็นตัวประกอบกลายๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางเกือบจะแข็งทื่อแล้ว แต่ยังคงต้องรักษามันเอาไว้ โชคดีที่มีแม่นมช่ายและปี้ถงคอยประคองนางและพูดคุยกับนางเพื่อแก้ความหดหู่ จึงทำให้อารมณ์ห่อเหี่ยวของนางจางลงไปหลายส่วน

        หลังเดินมาถึงเรือนที่ฮูหยินติ้งกั๋วกงพักอยู่คือชุนซีถาง ก็มีบ่าววัยผู้ใหญ่เดินออกมาต้อนรับแต่ไกล นอกเหนือไปกว่านั้นยังมีบ่าวอีกคนเดินเข้าไปแจ้งให้คนข้างด้านในได้รับทราบด้วย

        ฉินหยีหนิงเพิ่งก้าวเท้าข้ามธรณีประตูของบ้านชุนซีถาง นางได้เห็นผ้าม่านไหมสีฟ้ารองด้วยลวดไม้ไผ่ที่ห้องหลักถูกเลิกขึ้น มีท่านหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมยาวลายดอกไม้สีม่วงเข้มแขนกว้างแต่งหน้าบางๆ บนศีรษะสวมหมวกหนังสุนัขจิ้งจอก อีกคนคือผู้หญิงอายุเกินหกสิบปี รูปร่างอวบท้วมเดินออกมาอย่างว่องไว ข้างหลังตามด้วยบ่าววัยผู้ใหญ่เดินติดตามลงมาจากบันได

        ผู้หญิงท่านนี้มีรูปร่างสูง มีริ้วรอยจางๆ เหมือนเพิ่งปรากฏไม่นาน ระหว่างคิ้วมีรอยหยักอยู่สามรอย เห็นได้ชัดว่ามีความเข้มงวดอยู่หลายส่วน แต่ฉินหยีหนิงรู้ว่า คนประเภทนี้มักนิ่วคิ้วบ่อยครั้งบ่งบอกถึงมีเรื่องกลุ้มใจให้ต้องครุ่นคิดมากมาย นางมีคิ้วยาวเรียว ใบหน้าฉายชัดถึงความเอ็นดูและเมตตา นัยน์ตาของนางมีความอบอุ่นแสดงออกมา เวลาที่นางก้าวเดินมีความผ่าเผยอย่างมาก แผ่นหลังเหยียดตรงเสมือนดั่งพู่กัน ดูเหมือนว่าจะเป็นฮูหยินที่เฉลียวฉลาดมาก

        เพียงแค่มองไปหนึ่งครั้ง ฉินหยีหนิงก็สามารถมั่นใจได้เลยว่าท่านนี้คือฮูหยินติ้งกั๋วกง ท่านยายของนาง อีกทั้งเมื่อเห็นผู้ที่เดินตามมาข้างๆ ท่านนั้นเป็นแม่นมเปา ก็ยิ่งมีความมั่นใจว่าตนเองนั้นไม่ได้เดาผิดอย่างแน่นอน

        ฉินหยีหนิงมองฮูหยินติ้งกั๋วกงเพื่อสังเกต และฮูหยินติ้งกั๋วกงก็มองมาที่ฉินหยีหนิงเพื่อสังเกตเช่นกัน

        ในบรรดาคุณหนูทั้งหมด ถึงแม้ว่าฉินหยีหนิงจะใส่เสื้อคลุมขนลิงอุรังอุตังสีแดงเหมือนน้องสิบเอ็ด ถึงแม้ว่านางไม่ได้ทาแป้ง ไม่เหมือนฉินฮุ่ยหนิงที่ปากแดงเห็นเด่นชัด ถึงแม้ว่าฉินหยีหนิงจะสูงไม่เท่าพี่สิบ

        แต่ฮูหยินติ้งกั๋วกงกวาดสายตาครั้งแรก กลับสามารถเห็นนางได้เลย

        ไม่ใช่เพราะว่าหน้าตาของนางดูแปลกหน้า แล้วก็ไม่ใช่เพราะว่านางงดงามมีเสน่ห์จนข่มคนอื่นๆ จนสิ้น ทว่าเป็นเพราะรูปร่างของนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าดูแข็งแรงไม่ย่อท้อ ถึงกระนั้นกลับมีประกายความอ่อนโยน ค่อนข้างเก็บตัวอยู่เล็กน้อย

        เห็นดวงตาที่สดใสย่อมสามารถรู้ได้ว่านางเป็นคนฉลาดเหนือคน ดูท่าทางของนางก็สามารถรู้ได้ถึงมารยาทและการวางตัว นางเป็นเสมือนดาบอันล้ำค่า เมื่อถึงยามต้องต่อสู้ก็สามารถฟาดฟันศัตรูได้ ครั้งถึงยามต้องอ่อนโยนก็เป็นดั่งธารน้ำไหลริน

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงฉลาดเช่นนี้ อีกทั้งนางเจอผู้หญิงมากกว่าหนึ่งพันคน หญิงงามมีหน้าตาหรือท่าทางแบบไหน มีหรือที่ไม่เคยเจอ?

        ครั้งแรกที่ดูคน นางเมินเฉยกับการพิจารณาเพียงแค่หน้าตาไปตั้งนานแล้ว

        เห็นฉินหยีหนิงที่เป็นเยี่ยงนี้ ในใจของนางรู้สึกปีติมากๆ อีกอย่างนางไม่เหมือนซุนซื่อที่สงสัยในสถานะของเด็กสาว นางกล้าตัดสินได้เลยว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นบุตรีที่ซุนซื่อให้กำเนิดมา

        หลานแท้ๆ ของนางยอดเยี่ยมเช่นนี้ ฮูหยินติ้งกั๋วกงจะไม่ชื่นชอบได้อย่างไร?

        “นี่คือหยีเจี่ยร์ใช่หรือไม่? รีบมาหายายนี่มา” ฮูหยินติ้งกั๋วกงยื่นแขนทั้งสองข้างออกเดินอย่างรวดเร็วเพื่อต้อนรับ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)