0 Views

        ซุนซื่อมีความสุขมาก และคำพูดที่กล่าวออกไปก็สละสลวยมาก นางไม่เพียงยกย่องหลานชาย แต่ยังชื่นชมถึงสามีของนางด้วย

        ล่าวไท่จุนรักลูกชายคนโตมากที่สุด เมื่อได้ยินคำชื่นชมจากผู้คน มีหรือนางจะไม่ชอบ? นางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจและมีเกียรติในทันที “คนรอบข้างไม่พูด แต่ความสามารถและการทำงานในราชสำนักนั้นไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”

        “นั่นเพราะล่าวไท่จุนมีวิธีการสอนที่ดีจึงได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเจ้าค่ะ” ฮูหยินสามกล่าวออกมาเพื่อสร้างสีสัน

        ล่าวไท่จุนมีความสุขและยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบทุกซี่ นางยิ้มอย่างภูมิใจ

        ทุกคนเหมือนถูกปลดกลอนประตูที่ปากอย่างไรอย่างนั้น กลายเป็นเจ้าพูด ข้าก็เอ่ยปากพูดด้วย ต่างคนต่างชื่นชมฉินหวยหยวนกับหลานชายของติ้งกั๋วกง ฝ่ายซุนซื่อซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินคนเหล่านี้พูดคุยด้วยถ้อยคำเชิดชู เสมือนจะเทคำพูดยกย่องออกมาโดยไม่เอาเงิน ในใจพลอยมีความภาคภูมิเป็นอย่างมาก

        ล่าวไท่จุนเรียกจี๋เสียงเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “เจ้าไปเตรียมชามาที่นี่ นี่เป็นแขกผู้มีเกียรติ ไม่ควรละเลยโดยเด็ดขาด”

        “เจ้าค่ะ” จี๋เสียงมีรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมออกไปเตรียมความพร้อมในทันที

        เมื่อเห็นว่ามีชายหนุ่มคนนอกกำลังจะเข้ามาในบ้าน ฉินหยีหนิงก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยพูดว่า “ล่าวไท่จุน ถ้ามีแขกข้างนอกมาที่นี่ ให้พี่สาวน้องสาวออกไปสักพักก่อน น่าจะเป็นการดีกว่า?” ตอนที่กำลังพูดอยู่นั้น นางก็ถามพี่สาวน้องสาวที่อยู่ข้างหลังนาง

        คุณหนูสาม คุณหนูเจ็ดและคุณหนูแปดต่างก็พยักหน้า

        คุณหนูหกกับฉินฮุ่ยหนิงเหมือนไม่ยอมอยู่หลายส่วน ฉินฮุ่ยหนิงยิ่งตื่นเต้นจนติ่งหูแดงขึ้นมาแล้ว

        หลายวันมานี้ฉินหยีหนิงได้เรียนกับแม่นมจาน ทำให้สามารถสังเกตคนได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นแล้วก็สามารถมองออกว่าท่าทางของสองคนนี้แปลกๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภายในใจ มีความสงสัยอยู่หลายส่วน

        ล่าวไท่จุนคิดแล้วคิดอีก หลังจากนั้นพูดกับสะใภ้ทั้งสามด้วยเสียงเบาหลายประโยค “ไม่จำเป็นแล้ว ลูกพี่ลูกน้องของพวกเจ้าก็มิใช่คนนอกอะไร ยากมากที่จะมีคนเก่งๆ มีความสามารถอย่างเขามาที่นี่ พวกเจ้าก็ควรอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อพบเจอเถิด”

        ฉินหยีหนิงยิ้มและพูดตอบรับออกมา แต่ในความคิดกลับไม่เข้าใจอยู่มากโข ลูกพี่ลูกน้องจากจวนติ้งกั๋วกง มีความเก่งกาจเท่าใดกัน? นึกไม่ถึงเลยว่า จะได้รับความรักจากล่าวไท่จุนมากถึงเพียงนี้

        “หลู่จวน เจ้าช่วยสั่งคนให้ไปดูข้างนอกว่าหยูเกอร์ หานเกอร์ เซี่ยนเกอร์และคุณชายคนอื่นๆ ว่าอยู่หรือไม่ ให้บอกว่า หลานชายของติ้งกั๋วกงมาแล้ว ให้พวกเขามาที่นี่เพื่อเจอเขาหน่อยสิ”

        นึกไม่ถึงเลยว่า แม้กระทั่งหลานชายของตนเองยังต้องเรียกมาด้วย

        แม่นมฉินยิ้มพร้อมรับปาก และก้าวเท้าเดินออกไป ก่อนพ้นบานประตู ยังไม่ลืมที่จะมองปฏิกิริยาของฮูหยินใหญ่หนึ่งครั้ง ล่าวไท่จุนแสดงความเป็นมิตรเช่นนี้ เป็นการให้เกียรติฮูหยินใหญ่อย่างมาก

        ฉินหยีหนิงยืนอยู่ข้างๆ ล่าวไท่จุนและยิ้มตลอดเวลา ใบหน้าไม่มีความสงสัยใดๆ เล็ดลอดออกมาให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าความจริงกลับยิ่งสงสัยเข้าไปอีก

        ขณะเดียวกัน นางมองกราดสำรวจผู้คนในห้องที่อยู่รอบๆ เห็นฉินฮุ่ยหนิงกำลังก้มศีรษะเล่นอยู่กับกระโปรง อย่าว่าแต่ติ่งหูเลย แม้แต่คอก็แดงแจ๋ขึ้นมาแล้ว

        ฉินหยีหนิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว นี่ฉินฮุ่ยหนิงเป็นอันใดหรือ?

        ล่าวไท่จุนไม่อนุญาตให้พวกนางออกไป แต่ถึงอย่างไร ผู้ชายผู้หญิงย่อมมีความต่าง พวกนางก็คงไม่น่าจะหยุดนิ่ง เช่นนั้นแล้ว ในฐานะที่ให้ฮูหยินสามเป็นผู้ตัดสินใจ จึงได้ให้คุณหนูทั้งหลายย้ายเข้าไปอยู่ห้องข้างใน และได้สั่งให้บ่าววางฉากไม้แกะสลักลายปลาไนดอกบัวกั้นไว้ระหว่างห้องด้านในกับห้องข้างนอก

        เมื่อมองดูจากข้างนอกผ่านฉากกั้นอาจมองเห็นคนด้านในซึ่งอยู่อีกฟากได้ ทว่าจะเห็นไม่ค่อยชัดเท่าใดนัก เป็นเพียงเงาเลือนราง

        แต่คนที่อยู่ห้องข้างใน หากเลือกมุมที่เหมาะสม กลับสามารถมองออกไปข้างนอกและเห็นอย่างชัดเจน

        ถึงแม้ฉินหยีหนิงจะอยากรู้อยากเห็น แต่นางไม่ได้รีบร้อนไปดูว่า คนที่มานั้นเป็นใคร จึงเลือกนั่งอยู่ในจุดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลมากนัก นางกำลังพูดคุยกับคุณหนูสาม คุณหนูเจ็ดและคุณหนูแปดด้วยเสียงกระซิบ

        กลับกัน ฉินฮุ่ยหนิงหลังจากที่เข้ามาห้องข้างใน นางรีบเลือกตำแหน่งเก้าอี้ที่ใกล้กับห้องข้างนอกในทันที เพียงแค่มองผ่านช่องรอยต่อของไม้กั้นแกะสลักนั้น ก็สามารถมองเห็นคนข้างนอกได้ทุกคน

        คุณหนูหกนั่งอยู่ข้างๆ ฉินฮุ่ยหนิง พูดคุยกับนางเสียงเบา และเอนเอียงศีรษะหันมองไปที่ฉินหยีหนิงบ้าง ก่อนหัวเราะคิกๆ คักๆ ออกมา

        เมื่อเห็นคุณหนูหกกับฉินฮุ่ยหนิงเป็นเช่นนั้น ฉินหยีหนิงแน่ใจว่า พวกนางคงกำลังซุบซิบนินทาตนอย่างแน่นอน ทว่านางไม่ได้ใส่ใจคำพูดของคนอื่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะเหตุดังกล่าวไม่ได้ทำให้เนื้อของนางหล่นหายไปหนึ่งก้อนเสียหน่อย นางจึงแค่ก้มหน้าลง หลุบขนตางอนยาวนั่งเล่นอยู่กับถ้วยน้ำชาที่อยู่ข้างๆ

        ฉินหยีหนิงไม่ได้ใส่ใจ ถึงกระนั้นคนที่อยู่รอบข้างกลับทนเห็นไม่ไหว

        “พี่สี่ พี่ดูท่าทางของพวกนางสิ” คุณหนูแปดมีความโกรธอยู่หลายส่วน นางมองไปยังฉินฮุ่ยหนิงด้วยความเกลียดชัง

        ฉินฮุ่ยหนิงเงยหน้ามองคุณหนูแปด ท่าทางเสมือนว่าไม่ได้โกรธเลยสักนิดเดียว รอยยิ้มของนางยิ่งดูมีความสุขมากขึ้น

        คุณหนูแปดยิ่งเหมือนโดนยุยงให้ขุ่นเคือง นางลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ปริปากกลับถูกฉินหยีหนิงดึงมือไว้เสียก่อน

        “คุณหนูแปด เมื่อวานสิ่งที่แม่นมจานพูดนั้น เจ้ายังจำได้หรือไม่?” ฉินหยีหนิงพูดออกมาพร้อมๆ กับแย้มยิ้มกว้าง แรงมือของนางนั้นไม่ได้เบาเลย

        เมื่อเห็นตาและมือที่ว่องไวของฉินหยีหนิงแล้ว คุณหนูสามก็โล่งอก นางเอื้อมมือข้างหนึ่งจับแขนของคุณหนูแปดเพื่อดึงให้อีกฝ่ายหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ จากนั้นกระซิบและชักชวน “น้องแปดสงบสติเถิด ที่นี่เป็นห้องในของล่าวไท่จุน อีกสักพักจะมีแขกมาเยือนที่นี่แล้ว หากน้องสร้างปัญหาขึ้นมาจริงๆ คนที่เสียหายคงเป็นตัวของน้องเอง ถูกลงโทษจากล่าวไท่จุนอาจไม่เป็นอันใดมาก แต่หากทำให้ขายขี้หน้าต่อหน้าแขกนั้น และมีคำพูดที่ไม่ดีหลุดออกไปข้างนอกล่ะ จะดีได้อย่างไร?”

        คุณหนูแปดเป็นคนตรงไปตรงมา และหุนหันพลันแล่น ทว่านางไม่โง่เง่า เมื่อไตร่ตรองเกี่ยวกับการกระทำทุกอย่างของฉินฮุ่ยหนิงแล้ว เป็นผลให้นางโกรธฉินฮุ่ยหนิงมาก นางกัดฟันและเอ่ยขึ้น “นางตั้งใจยั่วให้ข้าโมโห”

        “ในเมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว น้องแปดยังจะใส่ใจอีกทำไมกัน” ฉินหยีหนิงจิ้มผลไม้ชิ้นหนึ่ง และยื่นมาให้คุณหนูแปด

        คุณหนูแปดรับไว้ แต่ด้วยยังมีอารมณ์โมโหอยู่ จึงไม่ได้กิน

        คุณหนูสามพูดอีก “พู่กันหนึ่งแท่ง ไม่สามารถเขียนคำว่าฉินได้หรอก พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน อนาคตข้างหน้าในวันใดวันหนึ่งจะต้องจากลาไปอยู่ในที่ของตัวเอง แต่เมื่อมีปัญหาอะไรจริงๆ คนที่ช่วยเหลือกันได้ ก็คือคนในครอบครัวนี่แหละ”

        ปกติแล้วคุณหนูแปดเคารพคุณหนูสามมาโดยตลอด พี่สาวพูดอะไรมักจะเชื่อฟังเสมอ แต่ยามนั้นในใจนางทนไม่ไหวแล้ว จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ใครจะไปช่วยเหลือเกื้อกูลกับพวกนาง คนไม่ดีน่ารังเกียจเช่นนั้น พี่สี่กลับมาก็ไม่ได้ทำอะไรพวกนางเสียหน่อย แต่พวกนางก็ไม่หยุดที่จะประชดด้วยคำพูด ไม่สนุกเลย”

        “คุณหนูแปดใจเย็นๆ ข้ารู้ว่าน้องแปดทำเพื่อข้า” ฉินหยีหนิงจับมือคุณหนูแปดพลางแกว่งไปมา บอกให้รู้ว่าอย่าโมโหเลย

        คุณหนูแปดมองดวงตาที่เสมือนเปล่งคำพูดออกมาได้ พลอยรู้สึกได้เลยว่า อารมณ์รุ่มร้อนเมื่อสักครู่ ตอนนี้ค่อยๆ สงบลงไปอยู่หลายส่วน

        ฉินฮุ่ยหนิงกลอกลูกตาจนเห็นตาขาว นึกไม่ถึงเลยว่าฉินหยีหนิงเป็นคนจิตใจดี ยังรู้จักปลอบคนอื่นด้วย

        คุณหนูหกแค่นเสียงฮึ จากนั้นกระซิบกระซาบพูดคุยกับฉินฮุ่ยหนิงต่อ

        จังหวะนั้น เสียงฝีเท้าจากด้านนอกได้ดังแว่วเข้ามาให้ได้ยิน เสียงย่ำเท้าค่อนข้างวุ่นวายสับสน จากนั้นมีเสียงบ่าวกล่าวทักทายและต้อนรับ พร้อมผู้ชายกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาด้านใน

        ครั้นฉินฮุ่ยหนิงได้ยินเสียง นางจึงขยับตัวเข้าไปชิดกับฉากกั้น ใช้สองมือจับไม้แกะสลักแน่น พลางสอดส่ายสายตาออกไปข้างนอก คุณหนูหกก็เริ่มยื่นคอเพื่อหาที่ที่เหมาะสม

        คุณหนูเจ็ดและคุณหนูแปดอยากรู้มากเช่นกัน จึงลุกขึ้นยืน เดินย่องเข้าไปใกล้ฉากไม้กั้นแกะสลักและมองออกไป เหลือคุณหนูสามกับฉินหยีหนิงที่นั่งอยู่ที่เดิม กำลังคุยกันเบาๆ เรื่องการถักร้อย

        ข้างนอก ผู้ที่เข้ามาคนแรกมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า สวมเสื้อคลุมยาวตรงสีเงินเทา คนผู้นั้นคือฉินหวยหยวน และคนที่จับมือกับเขาอยู่นั้น คือเด็กหนุ่มผู้สวมเสื้อคลุมยาวตรงสีน้ำเงินลายหรูยี่

        เด็กหนุ่มรูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าเป็นรูปไข่สะอาดสะอ้าน ตาขาวดำเห็นได้คมชัด คิ้วหนาจมูกโด่ง ดูๆ แล้วมีพลังและจิตวิญญาณอย่างมาก

        ตามด้วยคุณชายใหญ่ฉินหยู คุณชายรองฉินหาน คุณชายห้าฉินเซี่ยน แม้แต่คุณชายเก้าฉินเซวียนที่อายุน้อยหน่อยกับคุณชายสิบที่อายุเพียงหกขวบ ซึ่งอายุน้อยที่สุดก็ยังมาด้วยเช่นกัน คนในบ้านฉิน ‘สมบัติที่ครอบศีรษะ’ ผู้ชายรุ่นนี้ทั้งหมด ตั้งแต่ฉินหยีหนิงกลับมาก็ไม่ได้มารวมตัวกันครบเช่นนี้มาก่อนเลย

        “ล่าวไท่จุนสบายดีหรือไม่ขอรับ? ข้าน้อยซุนหยู่ คำนับล่าวไท่จุน” ซุนหยู่คำนับอย่างสุภาพสง่างาม

        “รีบลุกขึ้นเถิด รีบลุกขึ้นเถิด” ล่าวไท่จุนโน้มตัวไปข้างหน้าพลางใช้มือทั้งสองเพื่อช่วยพยุงตัว “ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว วิชาความรู้ของหลานซุนพัฒนาขึ้นไม่น้อยเลยใช่หรือไม่?”

        ซุนหยู่หัวเราะด้วยอารมณ์นุ่มนวลประดุจหยก “ล่าวไท่จุนอย่าหัวเราะเยาะข้าเลย ข้ามาที่นี่ในครั้งนี้ อยากรบกวนท่านลุงให้ช่วยสอนศาสตร์ความรู้ให้มากขึ้นนะขอรับ”

        “รีบนั่งเถิด ยกชาเข้ามาเถิด” ล่าวไท่จุนสั่งคนให้ยกเก้าอี้มาด้วย

        ซุนหยู่หันไปคำนับฮูหยินใหญ่ ฮูหยินสองและฮูหยินสาม

        ฮูหยินใหญ่ยิ้มเริงร่าและถามไถ่ “เจ้ามาจากบ้านใช่หรือไม่? ฮูหยินสุขภาพเป็นอย่างไรบ้างหรือ?”

        “ตอบท่านอาหญิง ท่านย่าอาการดีขึ้นแล้วขอรับ” ซุนหยู่ยิ้มพลางเอ่ยตอบ “ท่านอาหญิงอย่าได้เป็นกังวลเลย วันนี้ข้ามาที่นี่ ท่านย่ายังได้สั่งการหลานเป็นพิเศษอยู่เรื่องหนึ่ง ให้มาขอความเมตตาจากล่าวไท่จุน”

        ล่าวไท่จุนยิ้มพร้อมเอ่ยขึ้น “ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็เกรงใจกันเกินไปแล้ว เราเป็นญาติสนิทบ้านเดียวกัน จำเป็นจะต้องเกรงใจเช่นนี้เลยหรือ? มีเรื่องอันใดก็พูดออกมาก็ได้แล้ว แต่เจ้าสิ ยากมากที่จะมาที่บ้านนี้มานั่งเล่น วันข้างหน้าก็มาที่นี่บ่อยๆ นะ แล้วก็ช่วยสอนลูกพี่ลูกน้องของเจ้าพวกนี้ให้ขยันๆ ขึ้นด้วย จะได้เป็นเหมือนเจ้าที่มีความเจริญก้าวหน้าด้านวิชาความรู้”

        “ล่าวไท่จุนชมมากเกินไปแล้วขอรับ หยวนหมิงรู้สึกละอายนัก” ซุนหยู่คำนับล่าวไท่จุนอีกครั้ง เขาหยิบจดหมายจากแขนเสื้อ แล้วยื่นส่งให้ ขณะกล่าวว่า “ท่านปู่กับท่านย่าได้ข่าวมาว่า ท่านลุงเจอลูกสาวดั่งไข่มุกที่หายไปนาน จึงให้ข้ามาที่นี่ เพื่อขออนุญาตจากล่าวไท่จุนได้โปรดเมตตา อยากจะขอเชิญท่านอาหญิงพาลูกพี่ลูกน้องกลับไปที่จวนติ้งกั๋วกงขอรับ ในฐานะคนเป็นตาเป็นยาย ก็อยากจะเห็นหน้าหลานสาวด้วยน่ะขอรับ”

         คำพูดดังกล่าวทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง

        แค่อยากจะให้ซุนซื่อพาฉินหยีหนิงกลับไปที่บ้านแม่ยายก็เท่านั้น บอกให้บ่าวอาวุโสมาแจ้งกับซุนซื่อย่อมเพียงพอแล้ว ไม่นึกเลยว่า จวนติ้งกั๋วกงจะให้ความสำคัญ ทำให้เรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ แม้แต่ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอย่างซุนหยู่ กลับกลายมาเป็นคนส่งสารถึงที่นี่โดยเฉพาะไปเสียแล้ว

        ฮูหยินสองหัวเราะด้วยเสียงไพเราะ “สามารถเห็นได้ว่าฮูหยินติ้งกั๋วกงรักและเอ็นดูหลานสาวมากๆ”

        “ใช่สิ ก็หยีเจี่ยร์เป็นคนที่ฉลาดสติปัญญาดี อีกทั้งยังอ่อนโยนมีมารยาท อย่าว่าแต่ท่านยายเลย ล่าวไท่จุนของบ้านเราก็รักมากเช่นกัน” ฮูหยินสามยิ้มขึ้นมา

        ล่าวไท่จุนคิดเรื่องราวของเมื่อเช้านี้ ก็รู้สึกว่าฉินหยีหนิงเด็กคนนี้น่ารักมาก จึงล้อเล่นด้วยความเมตตาและเอ็นดู

        “ข้า…รักนางมากอย่างกับอะไรดี แต่เดิมก็รู้สึกลังเลไม่อยากให้นางจากข้าไป แต่ในเมื่อฮูหยินติ้งกั๋วกงคิดถึงหลานสาวถึงเพียงนี้แล้ว แม้แต่หยวนหมิงผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเช่นเจ้า ก็มาคุยเป็นแขกให้แล้ว ข้าจะไม่ปล่อยได้อย่างไรกัน?”

        เมื่อจบประโยคนั้น นางมองไปที่ซุนซื่อ “สะใภ้ใหญ่ พรุ่งนี้ก็พาคุณหนูกลับไปสักครั้งเถิด และนำของที่ข้าได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ นำของเหล่านั้นไปให้ฮูหยินด้วยเถิด”

        เมื่อก่อนหน้านี้มีเตรียมของเสียที่ไหนกัน? มีแต่ข้าจวนติ้งกั๋วกงส่งของมาให้พวกเจ้า

        ซุนซื่อแอบดูถูกเหยียดหยามในใจ นางแอบค่อนขอดว่าล่าวไท่จุนช่างเก่งเรื่องเสแสร้งแกล้งทำจริงๆ แต่สีหน้าของนางกลับยิ้มและเชื่อฟัง “เจ้าค่ะ ลูกสะใภ้จะจัดการตามคำสั่งเจ้าค่ะ”

        ซุนหยู่ยิ้มและสร้างความสนุกสนานให้กับล่าวไท่จุน

        เพราะเขาเป็นเพียงแขกทั้งยังเป็นบุรุษ จึงไม่สะดวกที่จะอยู่ในบ้านเป็นเวลานาน ซุนหยู่นั่งอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ไปที่ลานด้านนอกพร้อมกับฉินหวยหยวนและเหล่าพี่ชายน้องชายตระกูลฉิน

        หลังเขาก้าวเท้าเดินออกไป ฉินฮุ่ยหนิงที่อยู่ในห้องนั้น ก็เดินเข้ามาหมอบตัวใกล้เตียงหลั่วฮั่น มือหนึ่งเลิกหน้าต่างออกเพื่อเปิดดูข้างนอก

        ลมพัดเข้ามาในห้องอย่างแรง คุณหนูหลายคนต่างก็มองไปที่หน้าต่าง

        ฉินหยีหนิงถึงแม้ว่าจะชักช้าสักหน่อย แต่สามารถมองท่าทางการเคลื่อนไหวซึ่งไม่มีความสงบมั่นคงของฉินฮุ่ยหนิงได้ และสามารถรับรู้อะไรบางอย่างได้

        ฟากฝั่งห้องข้างนอก ล่าวไท่จุนร้องทักออกมาประโยคหนึ่ง “ทำไมถึงได้หนาวแล้วล่ะ ลมพัดมาจากที่ไหนกัน”

        ฉินฮุ่ยหนิงสะดุ้งตกใจ รีบปิดหน้าต่างอย่างรวดเร็ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)