0 Views

        แม่นมฉินทำหน้าที่อย่างระมัดระวังและมั่นคงมาโดยตลอด นางเป็นคนที่ไม่ยุยงคนอื่นง่ายๆ ทุกคนในบ้านต่างรู้ดี แม่นมฉินพูดเช่นนั้น ต้องการเพียงเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนในห้องก็เท่านั้นเอง ด้วยเกรงว่าคำพูดของซุนซื่อจะทำให้ล่าวไท่จุนทำตัวไม่ถูก

        ซุนซื่อเมื่อเห็นแม่นมฉินกับจี๋เสียงกำลังนับจำนวนกระดาษ นางยิ้มอย่างภูมิใจ เสมือนว่าได้รับชัยชนะอย่างไรอย่างนั้น ในใจนั้นสะใจอย่างมาก นางนั่งลงด้วยความพึงพอใจ

        ทว่าฉินฮุ่ยหนิงนั้นกลับมีความคิดเห็นแตกต่าง

        อย่ามองว่าเมื่อก่อนนี้ นางได้รับความรักความเอ็นดูมากที่สุด แม่นมฉินก็เคารพและจริงใจกับนางมาโดยตลอด หรือว่าใกล้ชิดไม่เพียงพอ

        นางกระทำสิ่งใดไม่เคยมีความผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ก็ไม่เคยเลยที่จะใกล้ชิดแม่นมฉิน

        นางเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เคยใช้อุบายหรือขี้คร้านเมื่อใดกัน? แน่นอนว่า เป็นไปไม่ได้ที่นางจะคร้านเขียนน้อยกว่าที่ให้ทำ การกระทำเช่นนั้นแม้แต่เด็กน้อยก็ยังรู้ แม่นมฉินสงสัยฉินหยีหนิงจะไม่ว่า แต่นี่กลับเอานางไปเกี่ยวข้องด้วย แบบนี้เหมือนดูถูกนางมากถึงมากที่สุดจริงๆ

        “เรียนล่าวไท่จุน บ่าวนับเรียบร้อยแล้ว” จี๋เสียงวางกระดาษอีกครั้ง นางมองไปที่ฉินหยีหนิงอย่างไม่เข้าใจโดยไม่บิดปังเลย

        “ล่าวไท่จุน บ่าวกับหรูยี่ และแม่นมฉินต่างก็นับกันแล้ว คุณหนูฮุ่ยหนิงเขียนไปสิบรอบ คุณหนูสี่…เขียนไปสามสิบรอบ”

        ความจริงแล้วระดับความสูงของกระดาษทั้งสองตั้ง คนอื่นต่างก็มองออกกันทั้งนั้น แต่ว่าล่าวไท่จุนเมื่อสักครู่ไม่ได้สังเกตมัน คนรอบๆ มองเห็นตัวหนังสือที่ฉินหยีหนิงเขียนไม่ชัดเจนว่าเขียนตัวหนังสือใหญ่หรือเล็ก เห็นเพียงแค่ตัวหนังสือเขียนได้ไม่สวยก็เท่านั้นเอง ความใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ฟุ่มเฟือยกระดาษเหล่านั้นเสียเปล่า

        ใครจะคาดคิด ลงโทษให้เขียนเท่านั้น ล่าวไท่จุนให้เขียนสิบรอบ นึกไม่ถึงว่า นางเขียนไปแล้วสามสิบรอบ? !

        ล่าวไท่จุนเอากระดาษ ‘คัมภีร์กตัญญู’ ที่ฉินหยีหนิงส่งมาเปิดตรวจทานไปมาอย่างตะลึง ถึงแม้ว่าตัวหนังสือจากบนลงล่าง ดูน่าเกลียดคล้ายสุนัขคลาน แต่สามารถมองออกได้ว่า ทุกแผ่นไม่มีรอยหมึกเลอะเลยแม้แต่น้อย ตัวหนังสืออาจดูไม่ค่อยได้ แต่ลายเส้นนั้นดูจริงจังมาก

        ล่าวไท่จุนยิ้มพลางเอ่ยถาม “หยีเจี่ยร์ ข้าแค่ลงโทษให้เจ้าเขียนสิบรอบ ทำไมเจ้าถึงได้เขียนไปสามสิบรอบเล่า?”

        “เจ้าค่ะ ข้าก็กำลังสงสัยอยู่เหมือนกันเจ้าค่ะ” ฉินฮุ่ยหนิงโพล่งแทรกมาทันใด “สิ่งที่ข้ารู้ก็คือ หลายวันมานี้ ในตอนเช้าเจ้ากับพี่สาวน้องสาวต่างก็เรียนด้วยกันกับแม่นมจาน ตอนบ่ายยังต้องเรียนหนังสือ เวลาของพวกเราก็น้อยเหมือนกัน เจ้าเขียนได้มากกว่าข้าถึงยี่สิบครั้งได้อย่างไรกัน?”

        ฉินฮุ่ยหนิงพูดออกมาเท่านั้น ถึงกับปิดปากหัวเราะทันที

        จากนั้นคุณหนูหกก็หัวเราะไปกับนางด้วย

        ส่วนคุณหนูเจ็ดกับคุณหนูแปด จ้องมองไปที่ฉินฮุ่ยหนิงอยู่หลายครั้งด้วยความโกรธเคือง

        แม้แต่ซุนซื่อเอง สายตาที่มองไปยังฉินฮุ่ยหนิงตอนนี้ก็มีความแตกต่างจากเดิมอยู่หลายส่วน

        ในใจของซุนซื่อไม่พอใจ

        จากการครุ่นคิดอยู่หลายวันมานี้ สมองของนางเย็นลงมาก ฉินฮุ่ยหนิงกระแทกกระทั้นฉินหยีหนิง เห็นได้ไม่ยากอะไร แต่ว่าที่นี่ในเรือนของล่าวไท่จุน อยู่ต่อหน้าคนของบ้านสองกับบ้านสามด้วย อีกทั้งบ้านใหญ่มีเพียงฉินหยีหนิงกับฉินฮุ่ยหนิงแค่สองคนเท่านั้น ฉินฮุ่ยหนิงกลับกระทำกิริยาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า นางไม่ได้ใส่ใจหน้าตาของบ้านใหญ่เลย

        ฉินหยีหนิงอับอายจนหน้าแดงระเรื่อ ก้มศีรษะเล็กน้อย พลางบิดนิ้ว วันนั้นนางมัดผม ทำให้เมื่อนางก้มศีรษะ จะเห็นคอเรียวขาวเนียนและด้วยรูปร่างที่อ้อนแอ้นในการยืนของนาง รูปลักษณ์ของนางดูสวยงามดั่งหงส์ ทำให้ผู้คนที่มองเห็นไม่สามารถที่จะหยุดความสงสารที่มีต่อนางได้

        แม้แต่เสียงยังเจือความอับอาย เห็นได้ชัดว่านางเก้อเขินไม่น้อย “ตอบล่าวไท่จุน ตอนแรก หลานก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าหลานเขียนไปแล้วหลายครั้ง หลานเขียนโดยไม่รู้ตัว เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทำให้ล่าวไท่จุนโมโหแล้ว ไม่กตัญญูจริงๆ ทุกๆ ตัวหนังสือที่หลานเขียนไป หลานก็คิดสะท้อนถึงตนเอง จากนั้นหลานก็ทำอย่างเต็มที่ ในท้ายที่สุด ก็ไม่ได้สนใจว่าจะเขียนกี่ครั้ง อีกทั้งเมื่อคืน บ่าวของหลานจัดนับแยกออกมา พบว่าคัดลอกมามากกว่าสี่สิบครั้ง ก่อนที่จะมาที่นี่ ก็ได้เอากระดาษที่ตัวหนังสือน่าเกลียดจริงๆ ออกไป ก็เหลืออยู่เท่านี้แล้วเจ้าค่ะ”

        เมื่อพูดถึงตอนนี้ ฉินหยีหนิงเงยหน้าเหลือบมองล่าวไท่จุนอย่างว่องไวหนหนึ่ง ใบหน้ายิ่งแดงเข้าไปอีก “ล่าวไท่จุน ตั้งแต่เด็กหลานก็ไม่เคยได้เรียนหนังสือ ให้หลานไปตัดฟืนในป่า ล่าสัตว์ เก็บสมุนไพรหลานยังชำนาญกว่า ให้หลานเขียนหนังสือ ลำบากมากจริงๆ ก็คือ ให้สุนัขทำขนมข้าวโพดยังดีกว่าตัวหนังสือที่หลานเขียนเสียอีก สองวันมานี้ฟุ่มเฟือยหมึกไปไม่น้อย หลานเองก็ยังเสียดายกระดาษขาวเหล่านั้นเลย”

        “ฮ่าๆๆ”

        สิ้นสุดเสียงพูดของฉินหยีหนิง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะพุ่งออกมาทันที

        เมื่อเหลือบไปหาเสียงหัวเราะนั้น กลับเห็นล่าวไท่จุนกำลังตบขาตนเองและหัวเราะดังฮ่าๆ ขึ้นมา

        ล่าวไท่จุนถึงแม้ว่าจะมีใจไม่เป็นกลางอยู่บ้าง เวลาจัดการปัญหามักจะซ่อนเร้นทำอะไรบางอย่าง แต่เมื่อนางเป็นบุตรีซึ่งถือกำเนิดมาจากครอบครัวที่สอนมาดี คนรอบข้างน้อยนักจะได้เห็นล่าวไท่จุนหัวเราะดังเช่นนี้ หากนึกถึงคำพูดของฉินหยีหนิงที่พูดมาเมื่อสักครู่นั้น ก็มิอาจกลั้นเสียงหัวเราะไว้ได้

        ทันใดนั้น บรรยากาศในห้องกลับกลายเป็นสามัคคีกลมเกลียวเสมือนว่ากำลังฉลองปีใหม่

        “เจ้าเด็กคนนี้นี่ เข้ามา…เข้ามาหาย่าตรงนี้มา” ล่าวไท่จุนพลางเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ นางดึงมือฉินหยีหนิงและตบมือเด็กสาวเบาๆ “ที่เจ้าพูดมาเช่นนั้นมีที่ไหนกัน? ถ้าเจ้าไม่มีเงื่อนไขในการศึกษา ไม่เช่นนั้นเจ้าก็คงเขียนได้ดีไปไม่น้อยกว่าพี่สาวน้องสาวของเจ้าแล้ว มิน่าล่ะ เจ้าถึงได้ไตร่ตรองตนเองอย่างจริงจัง นึกไม่ถึงว่าเขียนมากกว่าสี่สิบครั้งแล้ว? มิน่าล่ะ สองวันมานี้ ข้าเห็นขอบตาของเจ้า มีรอยคล้ำแล้ว”

        “หลู่จวน” ล่าวไท่จุนหันไปหาแม่นมฉิน

        ใบหน้าแม่นมฉินเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางคำนับล่าวไท่จุน “บ่าว อยู่นี่เจ้าค่ะ”

        “จากนี้ไปเจ้าสั่งคนในครัว ส่งน้ำแกงรังนกให้กับคุณหนูสี่ทุกวัน ข้าเห็นรูปร่างของหยีเจี่ยร์ผอมบางอ่อนแอเกินไปแล้ว อย่างกับลมพัดมาก็ล้มอย่างไรอย่างนั้น หลายปีมานี้เจ้าลำบากมามาก ควรบำรุงเสียหน่อย”

        “เจ้าค่ะ บ่าวจะจัดการให้เจ้าค่ะ”

        ยามนั้นใบหน้าของฉินหยีหนิงไม่ได้แดงเท่าเดิมแล้ว เมื่อได้ยินล่าวไท่จุนสั่งการเรื่องส่งน้ำแกงรังนกไปให้ นางได้รับความเมตตาอย่างไม่คาดฝันจนรู้สึกประหลาด ถึงกับต้องเงยหน้ามองล่าวไท่จุน

        ดวงตาลูกท้อทั้งสองของนางราวกับมีน้ำเอ่อคลอกลายเป็นหมอกเลือนรางอยู่ชั้นหนึ่ง นัยน์ตาของนางบริสุทธิ์ใสประดุจอัญมณี ชวนให้คนนึกถึงดวงตาของแมวแรกเกิดตัวน้อย ขนนุ่มนิ่มจนทำให้คนอยากที่จะอ้าแขนโอบเข้าในอ้อมกอด

        ล่าวไท่จุนทำอย่างนั้นจริงๆ

        ให้ฉินหยีหนิงอยู่ในอ้อมแขนของนาง แล้วตบหลังของเด็กสาวเบาๆ “เด็กดี เจ้าไม่ต้องกังวล อีกหน่อยเรียนกับอาจารย์ของเจ้า ตัวหนังสือก็ค่อยๆ เขียนดีขึ้นไปเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าตัวเองมีอะไรน้อยกว่าใคร อีกทั้งเจ้าอย่าได้เอาตนเองไปเปรียบเปรยกับสุนัขอีกเลย รู้หรือไม่?” ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ครั้นหวนถึงคำพูดที่ว่า ‘ให้สุนัขทำขนมข้าวโพด’ กลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ามันตลก

        ฉินหยีหนิงพิงอยู่ในอ้อมกอดของล่าวไท่จุน ปลายจมูกได้กลิ่นผู้สูงอายุที่มีความพิเศษ บวกรวมกลิ่นเครื่องหอมกับกลิ่นยาเส้น ทำให้ใจของคนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา นางแย้มยิ้มกว้างจนตาเอียง ผงกศีรษะอย่างเชื่อฟัง พร้อมในใจซึ่งรู้สึกผ่อนคลายลง

        ไม่คิดเลยว่า ‘คุณภาพไม่พอ เน้นจำนวนให้มาก’ วิธีนี้จะใช้ได้ผล ยังดีที่นางเขียนได้เร็ว เขียนจนมือเกือบจะขาดแล้ว

        มีแต่พระเจ้าที่รู้ว่า เมื่อครู่ตอนที่นาง ‘อับอาย’ นั้น นางต้องใช้ความพยายามเท่าใด กว่าจะทำให้หน้ากลายเป็นสีแดงขึ้นมา…

        คนหมู่มากเห็นภาพที่ล่าวไท่จุนกำลังกอดฉินหยีหนิงอยู่ พวกเบ้าตาตื้นอย่างคุณหนูสาม คุณหนูแปด พวกนางต้องหลั่งน้ำตาอย่างไม่อาจกลั้น

        คำพูดของฉินหยีหนิงเมื่อสักครู่ ไม่ยากเลยที่ทำให้คนหมู่มาก นึกถึงความเป็นมาของนางที่ผ่าน

        สำหรับเด็กกำพร้าซึ่งลำบากมาตั้งแต่เด็ก สามารถมีชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้ถือว่าไม่ง่ายเลย ใครยังกล้าตำหนิเรื่องการจับพู่กันของนางแล้วต้องเขียนให้สวย? ยิ่งกว่านั้นเด็กคนนี้ยังเป็นคนจริงใจ

        ชั่วอึดใจก่อนซุนซื่อยังรู้สึกไม่สบอารมณ์ ที่ฉินหยีหนิงทำให้นางขายหน้า ตอนนี้นางมีแต่ความรู้สึกสงสารเข้ามาทดแทนแล้ว

        ฉินฮุ่ยหนิงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกือบจะกัดฟันจนแตกแล้ว!

        ไม่คิดเลยว่าแม่นมฉินพูดออกมาเล่นๆ หนึ่งประโยค กลับส่งผลถึงเพียงนี้

        ล่าวไท่จุนยังคงกอดฉินหยีหนิง แถมยังบอกอีกว่า ฉินหยีหนิงร่างกายอ่อนแอ ต้องรับประทานรังนกทุกวัน

        รังนก เมื่อก่อนนางไม่ได้รับประทานทุกวัน เด็กป่าคนนี้ ตอนตบคนกำปั้นแข็งอย่างกับก้อนหิน แรงเยอะอย่างกับควาย พวกเขาดูนางร่างกายอ่อนแอจากที่ไหนกัน

        สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกดีๆ รู้สึกว่าแผนของนางเสียไปเปล่าๆ เพราะทุกคนต่างก็ลืมมันไปหมดแล้ว

        ใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงมีเพียงรอยยิ้มแข็งทื่อ ดวงตาเสมือนกลายเป็นมีดแทงกระหน่ำเข้าไปที่ฉินหยีหนิง ที่แท้นางทำเป็นมารยาน่าสังเวช แสร้งทำตัวน่าสงสาร แสดงเป็นตัวละครเด็กน่าเกลียด เพื่อให้ได้รับความชื่นชอบจากล่าวไท่จุน ไม่นึกเลยว่านางจะใช้ทุกวิถีทางจริงๆ ช่างไร้ยางอาย

        ซุนซื่อหันไปอีกทางทำให้เห็นใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิง นางถอนหายใจอย่างไม่มีทางเลือก นางมองออกว่า ฉินฮุ่ยหนิงปฏิเสธฉินหยีหนิง และยังเห็นความไม่สบายใจของฉินฮุ่ยหนิง รวมทั้งเข้าใจถึงต้นเหตุของความไม่สบายใจของเด็กสาวด้วย

        ในฐานะคนเป็นแม่ นางไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะสม คงทำได้แค่ปลอบโยนนาง ในท้ายที่สุด เด็กสาวจำต้องยอมรับฉินหยีหนิงแล้ว ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ นางได้ย่อยคำพูดของฮูหยินติ้งกั๋วกง ซุนซื่อทำได้เพียงบอกกับตนเองว่านางได้ให้กำเนิดลูกสาวมาอีกหนึ่งคนก็เท่านั้น

        หรือว่าถ้านางจะเลี้ยงลูกสาวอีกคนหนึ่ง ฉินฮุ่ยหนิงยังจะเป็นเยี่ยงนี้หรือ?

        ซุนซื่อยิ่งครุ่นคิดมากมายเข้าไปใหญ่ สีหน้าก็ยิ่งเงียบขรึมมากขึ้นเท่านั้น

        ฉินฮุ่ยหนิงกำลังโกรธเคือง จึงไม่คิดให้ความสนใจกับสีหน้าของซุนซื่อและคนอื่นๆ ด้วย นางได้แต่ยิ้มออกไปเหมือนในทุกๆ วันก็เท่านั้น

        แต่คนในห้องนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่ใช่คนฉลาด? สีหน้าของแม่ลูกอยู่ในสายตาของทุกคน ความคิดของแต่ละคนล้วนไม่เหมือนกันเสียด้วย

        แต่สรุปได้ประโยคหนึ่ง พวกเขาเห็นชัดถึงความเก่งกาจในการจัดการปัญหาของฉินหยีหนิงแล้ว ตอนที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาจากประตู ล่าวไท่จุนยังต่อต้านนางอยู่เลย ใครๆ ก็ดูออก แล้วตอนนี้ล่ะ? เพิ่งทุ่มเทไปแค่ไม่กี่วัน นางกลับมีความสามารถในการทำให้ล่าวไท่จุนเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังสามารถทำให้ล่าวไท่จุนกอดนางด้วย มิหนำซ้ำยังให้นางได้รับประทานรังนกเพื่อบำรุงร่างกายทุกๆ วัน

        แม่นมฉินเห็นล่าวไท่จุนจัดการอย่างเป็นธรรม ทั้งดูมีความใกล้ชิดกับฉินหยีหนิงเยี่ยงนี้แล้ว รอยยิ้มของนางก็ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

        “ล่าวไท่จุน” ในขณะที่คนในห้องกำลังหัวเราะอยู่นั้น ฉับพลันได้มีบ่าวรับใช้ก้าวเท้าเดินเข้ามาจากข้างนอก คำนับและเอ่ยแจ้ง “ล่าวไท่จุน ผู้เป็นหลานชายของติ้งกั๋วกงได้มาถึงแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ท่านกำลังพูดคุยกับนายท่านข้างนอก และยังบอกไว้ว่าอยากเข้ามาคำนับล่าวไท่จุน มิทราบว่าตอนนี้ล่าวไท่จุนมีเวลาว่างหรือไม่เจ้าคะ?”

        เมื่อล่าวไท่จุนได้ยินก็รู้สึกยินดี “มีเวลาว่าง! มีเวลาว่าง! รีบเชิญเข้ามา”

        “เจ้าค่ะ” จากนั้นบ่าวก็ได้ก้าวเท้าเดินออกไป

        ล่าวไท่จุนเอ่ยถามซุนซื่อที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข “หลานของเจ้ามาได้อย่างไร? วันนี้เหมิงเกอร์หยุดงานหรือ?”

        “ตอบล่าวไท่จุน วันนี้ท่านพี่หยุดงานเจ้าค่ะ คิดว่าหยวนหมิงรู้ว่าท่านลุงของเขาหยุดงาน จึงรีบมาที่นี่เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ท่านแม่ของข้าได้บอกไว้ว่า ในใจหยวนหมิงนั้นนับถือท่านลุงของเขาที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่สุด มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักต้องการถามไถ่ท่านลุงและขอให้สอนอยู่เต็มไปหมดเจ้าค่ะ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)