0 Views

        “เจ้าค่ะ บ่าวต้องนำความของคุณหนูไปส่งให้ถึงท่านอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” หรูยี่และจี๋เสียงยิ้มพลางคำนับให้ฉินหยีหนิง “คุณหนูถ้าไม่มีอันใดจะใช้งานแล้ว ถ้าเช่นนั้นบ่าวก็ขอตัวก่อนแล้วนะเจ้าคะ”

        “พี่ๆ ตามสะดวกเถิด” ฉินหยีหนิงยิ้มและผงกศีรษะ

        แม่นมฉินเมื่อเห็นแล้วก็คำนับฉินหยีหนิงอีกครั้ง “คุณหนู บ่าวก็ขอตัวด้วยเจ้าค่ะ”

        “ให้ข้าไปส่งแม่นมเถิด” ฉินหยีหนิงผายมือเป็นเชิงบอกว่าเชิญ นางประคองแม่นมฉินลงบันไดอย่างสุภาพ

        “คุณหนูหยุดเท่านี้เถิดเจ้าค่ะ” แม่นมฉินเอ่ยปฏิเสธอย่างอ้อมๆ แต่ในใจนั้นชื่นชอบอย่างมาก มีความประทับใจในตัวฉินหยีหนิงเพิ่มขึ้นไม่น้อย

        ถึงแม้ว่า แม่นมฉินจะบอกปัดปฏิเสธถึงสามครั้ง แต่ฉินหยีหนิงก็ยังคงไปส่งนางจนถึงประตูบ้านอย่างสุภาพ แม่นมฉินคำนับอีกรอบ จากนั้นจึงขอตัวลา

        ครั้นกลับเข้าไปในบ้านเห็นสิ่งของมากมายกองพูนจนเกือบเป็นภูเขาอยู่แล้ว ฉินหยีหนิงจึงเอ่ยขึ้นมา “นำของที่ล่าวไท่จุนมอบให้นั้นบันทึกไว้ในสมุดบันทึก แม่นมจานก็ให้อยู่ที่ห้องข้างๆ ชั่วคราวเถิด”

        “เจ้าค่ะ” แม่นมจู้ได้สั่งให้คนไปจัดการทันที

        แต่รุ่ยหลานยืนอยู่ข้างๆ ฉินหยีหนิง พลันเอ่ยพูดเสียงเบา “คุณหนูเจ้าคะ เรื่องนี้รู้สึกว่าจะแปลกๆ เมื่อวานแม่นมจานได้มาสอนคุณหนูตัวต่อตัว เหตุใดแค่หนึ่งคืนก็เปลี่ยนไปแล้ว หรือว่าเรื่องนี้ฮูหยินใหญ่ก็อนุญาตแล้วหรือเจ้าคะ”

        “แน่นอนว่าได้อนุญาตแล้ว แม่นมจานมาที่นี่ก็เพราะความสัมพันธ์ของบ้านใหญ่ ถ้าฮูหยินใหญ่ไม่ได้ผงกศีรษะ คนอื่นพูดจนปากแตก แม่นมจานก็คงไม่ตอบรับ”

        รุ่ยหลานได้ยินคำอธิบายกลับหน้าแดงโกรธมาก “นี่มันไม่มีเหตุผลเลยเจ้าค่ะ หลักๆ ก็คือพวกเขากำลังรังแกคุณหนู สิ่งที่คุณหนูมี พวกเขาก็อิจฉาตาร้อน คิดหาวิธีต่างๆ เพื่อแบ่งของท่านไป”

        ฉินหยีหนิงยิ้มปลอบประโลม “อย่าโมโหนักเลย เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของคน”

        เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของคน

        รุ่ยหลานไม่เข้าใจความหมายของถ้อยคำที่ฉินหยีหนิงพูดในระยะเวลาสั้นๆ นี้

        ถึงกระนั้น พอเห็นว่าฉินหยีหนิงกลับไปยังห้องหลัก รุ่ยหลานก็เดินตามไปพร้อมกัน อยู่ข้างๆ เพื่อรับใช้นาง

        ต่อมาตอนเดินผ่านห้องข้างๆ นางเห็นแม่นมจู้กำลังสั่งให้บ่าวทำความสะอาดห้อง และจัดวางข้าวของของแม่นมจาน ทันใดนั้นรุ่ยหลานก็เข้าใจในทันใด

        แม่นมจานเต็มใจยอมรับการเชิญให้ไปสอนคุณหนูทั้งหมดในจวน จากนั้นก็ย้ายกลับมาที่เรือนเสวี่ยลี่ มาอยู่กับฉินหยีหนิงในทันที ยังไม่ได้บอกว่ามีปัญหาอีกหรือ

        เมื่อกลับมาครุ่นคิด เมื่อสักครู่นางโกรธเช่นนั้น คุณหนูที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีหรือจะไม่โกรธ นางเกือบจะกระโดดโลดโผนอยู่แล้ว แต่คุณหนูยังคงใจเย็น สมองปลอดโปร่ง วิเคราะห์ความเป็นไปของสถานการณ์อย่างรวดเร็ว นางทำตัวได้อย่างเหมาะสม ไม่ตกใจเมื่อเจอปัญหา และไม่ได้แสดงอาการออกมากนักเมื่อมีคนรักและเอ็นดู

        ใจที่วุ่นวายจึงสงบลงในทันที ฉับพลันนั้นรุ่ยหลานเหมือนจะคิดอะไรออก วันข้างหน้าเมื่ออยู่กับคุณหนู จะต้องก้าวทีละก้าว และก้าวสูงขึ้นอย่างแน่นอน

        **

        เวลาเวียนผ่านไปเร็วมาก เสมือนกะพริบตาเดียวก็ถึงเดือนสิบวันที่ห้า เป็นวันที่จะต้องส่ง ‘คัมภีร์กตัญญู’ ที่เขียนแล้ว

        สองวันนี้ ฉินหยีหนิงใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ตอนเช้านางเรียนกฎระเบียบมารยาทพร้อมพี่สาวน้องสาวกับแม่นมจาน ตอนบ่ายนางเรียนหนังสือกวีนิพนธ์ที่ห้องหนังสือ ตอนกลางคืนแม่นมจานยังจุดโคมตะเกียงเล็กๆ ให้ฉินหยีหนิงเพียงคนเดียว เวลาว่างนางจะต้องเขียน ‘คัมภีร์กตัญญู’

        ฉินหยีหนิงชอบการใช้ชีวิตเช่นนี้ ราวกับว่านางเป็นฟองน้ำที่ถูกจุ่มลงไปในน้ำ ซึมซับสิ่งใหม่ๆ อย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อย

        นางทำเรื่องต่างๆ อย่างตั้งใจ มีความมุ่งมั่นมากมาย เป็นเพราะนางเคยประสบกับความยากลำบากที่ลำบากแสนเข็ญ ดังนั้นจึงมานะเรียนรู้ จะหนักหนาสักเพียงใด นางกลับไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเลย ในขณะที่คุณหนูคนอื่นๆ บอกว่าลำบากมาก นางมีความคิดต่างและเห็นถึงคุณค่าเสมอ

        นางมีสมองที่เฉลียวฉลาด เห็นแล้วจำไม่มีลบเลือนแม้แต่น้อย บวกกับความพยายามในการจัดการปัญหากับคนอื่น ในระยะสั้นๆ ไม่ถึงสองวัน ก็ทำให้แม่นมจานทวีความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อนางเพิ่มขึ้น เกือบจะถ่ายทอดทักษะและความรู้ทั้งหมดเพื่อสอนให้นาง

        สองวันนี้ได้เปิดดู ‘ล่าวจื่อ’ บังเอิญได้เห็น ‘สิ่งที่ไม่ดีสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีและสิ่งที่ดีสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดี’ ประโยคดังกล่าว เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของนางในยามนี้ ก็เป็นไปตามนั้น ทำให้ฉินหยีหนิงซึ่งอยู่ในความวุ่นวาย ต้องยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้

        ฉินหยีหนิงพารุ่ยหลานกับชิวหลู่ไปเรือนสื่อเซี่ยวเพื่อทำการคำนับ

        เมื่อเข้ามาถึงที่ประตู ก็เห็นหรูยี่อยู่ที่ระเบียงกำลังสั่งบ่าวให้ไปทำงาน

        เมื่อหรูยี่เห็นฉินหยีหนิงแล้ว นางแย้มยิ้มออกมาในทันที ขานเสียงต้อนรับพร้อมย่อเข่าคำนับ “คุณหนูสี่ สวัสดีตอนเช้าเจ้าค่ะ”

        “พี่หรูยี่ ล่าวไท่จุนวันนี้สบายดีไหม อาหารเช้าที่รับประทานนั้นอร่อยหรือไม่”

        “ล่าวไท่จุนสบายดีมาก ตอนนี้คุณหนูฮุ่ยหนิง คุณหนูสาม คุณหนูหก คุณหนูเจ็ด คุณหนูแปด ก็อยู่ด้วย คุณหนูสี่เชิญเข้ามาเจ้าค่ะ”

        ระหว่างที่กำลังพูดคุยก็เดินมาถึงระเบียงล่าง หรูยี่เลิกผ้าม่านให้ฉินหยีหนิงด้วยตนเอง

        หลังจากพ้นบานประตูเข้ามา ฉินหยีหนิงส่งเสื้อคลุมตัวใหม่ที่ทำจากขนกระต่ายขาวและขนลิงอุรังอุตังสีแดงให้กับรุ่ยหลาน เมื่อเดินผ่านไม้กั้นแกะสลัก ‘การแสดงออกถึงความสุขผ่านใบหน้า’ เข้ามายังห้องด้านใน

        คุณหนูทั้งหลายมียืนบ้าง มีนั่งบ้าง ล้วนมีท่าทีผ่อนคลาย

        ฉินฮุ่ยหนิงกำลังยกถ้วยน้ำชาลายทองคำประณีตยื่นให้ล่าวไท่จุน

        หลังได้ยินเสียงฝีเท้าเดินก็แหงนหน้าขึ้นมอง นางเห็นฉินหยีหนิงสวมเสื้อสีขาว นัยน์ตาของนางหดตัวแล้วหดตัวลงอีกอย่างไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มยามเอ่ยวาจา “น้องเสี่ยวซีมาแล้ว”

        ฉินหยีหนิงได้ยินคำพูดนั้นพลันรู้สึกเหนื่อยหน่าย

        ดูเหมือนว่านางไม่จำเป็นต้องประเมินการกระทำของคนผู้นี้สูงเกินไป คนที่มีนิสัยคล้ายเด็กเล็กๆ เช่นนี้คงมีแต่ใช้งานวิธีการซ้ำๆ กลับไปกลับมาเหล่านี้สินะ คำที่ใช้เรียกก็เท่านั้น ในชนบทเรียกสุนัขเหลือขอ ไข่ลา เด็กเหล่านี้ย่อมสามารถเติบโตขึ้นมาได้เช่นกันไม่ใช่หรือ แขวนไว้ที่ปากบ่อยๆ จะไปมีความหมายอะไร

        ฉินหยีหนิงคร้านที่จะสนใจฉินฮุ่ยหนิง ทำราวกับว่าในห้องนั้นไม่มีคนผู้นี้ด้วยซ้ำ นางคำนับอย่างสง่างามให้กับล่าวไท่จุน

        คุณหนูแปดกลับทนดูฉินฮุ่ยหนิงไม่ได้ จึงพูดเยาะเย้ย “ดูเหมือนว่า ความจำของคุณหนูฮุ่ยหนิงจะรักษาไม่หาย แม้แต่ชื่อคุณหนูสี่ก็จำไม่ค่อยได้”

        ในใจของฉินฮุ่ยหนิงด่าทอคุณหนูแปดว่า ‘โง่เง่า’ ต่อหน้าล่าวไท่จุนก็ยังกล้าบังอาจกับตน

        นางโกรธจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้นกล่าวถามเสียงสั่นๆ “น้องแปด เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

        “หมายความว่าอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ดูเหมือนว่าคุณหนูฮุ่ยหนิงนอกจากความจำไม่ดีแล้ว สมองก็ไม่ดีเสียด้วย ท่านลุงใหญ่ก็ได้บอกอย่างชัดเจนแล้ว ว่าพี่สี่ชื่อเรียกว่าหยีหนิง เจ้ากลับจับคำเรียกนี้ไม่ปล่อยเสียที พิจารณาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ดูสถานการณ์โดยรวมจริงๆ เลย”

        “เจ้า” ฉินฮุ่ยหนิงโมโหถึงขั้นในดวงตามีน้ำคลอ พลางมองไปที่ล่าวไท่จุนเพื่อขอความช่วยเหลือ

        ล่าวไท่จุนไม่ชอบที่พวกนางพี่น้องเถียงกันต่อหน้าตน จึงห้ามปรามเสียงขรึม “ป่าวเจี่ยร์ เจ้าพูดอะไรน่ะ”

        คุณหนูแปดยังอยากจะตอบโต้กับล่าวไท่จุน แต่กลับถูกคุณหนูสามกับคุณหนูเจ็ดดึงไว้

        คุณหนูหกส่งสายตาให้ฉินฮุ่ยหนิงและขยิบตาแล้วขยิบตาอีก มองเอียงไปที่ฉินหยีหนิงซึ่งกำลังคุกเข่าคำนับอยู่บนพื้น

        ตอนที่พวกเขาโต้เถียงอยู่นั้น ฉินหยีหนิงก็ได้คำนับแล้ว แต่เพราะว่าล่าวไท่จุนยังไม่ได้เอ่ยปากตอบรับ ฉินหยีหนิงก็ไม่ได้ลุกขึ้นยืน ต้องคุกเข่าอยู่นานเช่นนั้นอย่างไม่มีเหตุผล

        ฉินฮุ่ยหนิงก้มศีรษะลง ทำให้คนที่อยู่ข้างๆ มองสายตาของนางไม่ชัดเจน นางแอบภูมิใจและเบ้ปากล่าง

        แต่ใบหน้าของคุณหนูหกปรากฏรอยยิ้มบางๆ ออกมาตรงๆ

        ตอนนั้นล่าวไท่จุนก็เกือบลืมไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจอยากจะแกล้งนาง จากนั้นจ้องมองไปที่คุณหนูแปด และเอ่ยขึ้น “หยีเจี่ยร์ ลุกขึ้นเถิด”

        “ขอบพระคุณล่าวไท่จุน” ฉินหยีหนิงลุกขึ้นยืน ก็ได้รับรอยยิ้มขอโทษจากคุณหนูแปด นางรู้ว่าคุณหนูแปดไม่ได้ตั้งใจ นางก็ส่งรอยยิ้มกลับคืนไปให้

        ในขณะเดียวกัน ได้มีเสียงของบ่าวจากข้างนอกร้องดังเข้ามา “ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินสอง ฮูหยินสาม มาถึงแล้ว”

        เด็กสาวทั้งหลายขยับตัวลุกขึ้นยืนทันควันหลังจากได้ยินเสียง พวกนางยืนเรียงจากอายุมากไปอายุน้อยตามลำดับ

        แม่นมฉินเดินนำฮูหยินใหญ่ ฮูหยินสอง ฮูหยินสามเดินเข้ามาตามลำดับ

        ล่าวไท่จุนนั่งอย่างสง่าและยิ่งหลังตรงเข้าไปอีก รอให้ลูกสะใภ้คำนับให้นาง จากนั้นเผยยิ้มและสั่งให้นั่งลง

        ฉินฮุ่ยหนิงเมื่อเห็นว่าคนมาครบกันแล้ว จึงรับกระดาษที่ม้วนซ้อนกันอยู่มาจากปี้ถง สองมือถือม้วนกระดาษเดินไปยังเบื้องหน้าของล่าวไท่จุน นางย่อเข่าก้มศีรษะคำนับ เอ่ยกับคนตรงหน้า “ล่าวไท่จุน หลานเป็นคนใจปากตรงกันเกินไป หลายวันก่อนหน้านี้ หลานไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดเรื่องจนเป็นผลให้คนในบ้านแตกแยก นี่เป็น ‘คัมภีร์กตัญญู’ ที่หลานเขียนมาสิบครั้ง เชิญท่านตรวจดูเจ้าค่ะ”

        เมื่อล่าวไท่จุนเห็นฉินฮุ่ยหนิงเชื่อฟังนอบน้อมเช่นนี้ อีกทั้งคำเจรจาก็กล่าวได้เหมาะสม นางรับมาเปิดดูทีละหน้า ตัวหนังสือที่เขียนนั้นสวยงามมีระเบียบ เห็นได้ชัดว่าได้ตั้งใจเขียน

        “อืม เจ้าเขียนได้ไม่เลว” มองไปยังฉินหยีหนิง จากนั้นล่าวไท่จุนเอ่ยขึ้น “หยีเจี่ยร์ ของเจ้าล่ะ”

        “หลานกำลังจะสั่งคนให้นำมาอยู่พอดีเจ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงพูดแล้ว ก็มองออกไปข้างนอกและเอ่ยขึ้น “รุ่ยหลาน”

        รุ่ยหลานอยู่ด้านนอกรีบตอบทันควัน นางกอดกระดาษหนาๆ ม้วนหนึ่งเดินเข้ามา หลังจากคำนับเจ้านายในห้องแล้ว ได้นำกระดาษที่ม้วนอยู่นั้น วางไว้บนพื้นเบื้องหน้าของล่าวไท่จุน

        หลังโยกเอวหยิบเอามาดูไม่กี่หน้า เมื่อเห็นลายมือ ใบหน้าของล่าวไท่จุนก็เปลี่ยนเป็นดำคล้ำในทันที

        “นี่เจ้าเป็นคนเขียนหรือ”

        ฉินหยีหนิงรีบกล่าวตอบ “เจ้าค่ะ”

        ทุกคนต่างเห็นสีหน้าของล่าวไท่จุน นางโกรธเช่นนี้ ยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นด้วย จึงยื่นคอออกไปดูเห็นตัวหนังสือไม่กี่คำ

        เมื่อทุกคนเห็นแล้ว ต่างมีสีหน้าที่แตกต่างกัน

        ซุนซื่อมีสีหน้าโมโหขุ่นเคือง

        ฮูหยินสอง และฮูหยินสามต่างล้วนทำท่าเหมือนกำลังจัดเสื้อผ้าแขนเสื้อ เล่นกับลวดลายบนข้อมือราวกับว่าพวกนางไม่ได้เห็น

        พี่สาวน้องสาวทำเป็นก้มหน้าคล้ายมองเห็นไม่ชัดเจน

        มีเพียงคุณหนูหกเท่านั้นที่หัวเราะส่งเสียงพึมพำ “นี่เป็นตัวหนังสือที่เจ้าเขียนมาหรือ ทำไมยังเทียบไม่ได้กับสุนัขคลานเลยล่ะ”

        เมื่อฮูหยินสองได้ยินเสียงที่นางพูด จึงขึงตาตีสีหน้าจ้องมองไปที่นาง จนทำให้คุณหนูหกที่เพิ่งจะมีท่าทีหยิ่งผยองตกใจกลัว และไม่กล้าปริปากออกมาอีก

        ล่าวไท่จุนนำกระดาษม้วนนั้นมาเปิดวางไว้บนหัวเข่า มองเทียบตัวหนังสือที่ฉินหยีหนิงเขียนกับตัวหนังสือที่ฉินฮุ่ยหนิงเขียน ยิ่งนำวางไว้ในที่เดียวกัน ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

        นางยังจำความแค้นเรื่องที่ซุนซื่อกล้าทะเลาะกับฉินหวยหยวนแล้วกลับไปหาครอบครัว ดังนั้นย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดตำหนิสะใภ้ใหญ่

        “ซุนซื่อ เจ้าก็คอยดูการเรียนของหยีเจี่ยร์บ้างสิ เจ้าดูที่นางเขียนเหมือนอย่างกับอะไรดี วางแมลงสาบในหมึกดำให้เดินเป็นวงกลม ยังจะมีระเบียบเรียบร้อยเสียยิ่งกว่าที่นางเขียนเสียอีก เสียดายหมึกกับกระดาษจริงๆ”

        ใบหน้าของซุนซื่อเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับกับเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด นางมองฉินหยีหนิงซึ่งกำลังก้มศีรษะเงียบอย่างเกลียดชังไปหนหนึ่ง ถึงกระนั้นนางไม่มีทางยอมรับในสิ่งที่ล่าวไท่จุนพูดเช่นกัน จึงแย้งว่า

        “ล่าวไท่จุนพูดเช่นนี้ก็ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย นางเพิ่งจะกลับมาเพียงไม่กี่วัน เขียนได้ไม่สวยก็โทษว่าข้าสอนนางไม่ดีไม่ได้นะเจ้าคะ ข้าก็อยากสอนอยู่หรอกนะ แต่น่าเสียดายที่ฟ้าไม่ประทานวาสนาให้เราแม่ลูกได้พบกัน” บอกเป็นนัยว่า เพราะฉินหวยหยวนทำอะไรไว้กับใคร จึงทำให้คนเหล่านั้นแยกนางกับลูกไป

        ล่าวไท่จุนกรุ่นโกรธอยู่เล็กน้อย

        อย่างไรก็ตาม ฉากนี้คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเกิดขึ้น

        คนผู้นั้นเป็นลูกบ่าว มีนามว่าหยูเซียง มาฟ้องร้องต่อล่าวไท่จุน ยามนั้นนางอยู่ในความโกรธและได้ตำหนิฉินหยีหนิงอย่างไม่เลือกคำพูด ขณะที่ฉินหยีหนิงตอบกลับอย่างสุภาพและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของล่าวไท่จุนกับซุนซื่อ

        คราวนี้คนเป็นแม่กล้าโต้เถียงกันต่อหน้า นึกไม่ถึงเลยว่าการจัดการปัญหากลับไม่ดีเท่าเด็ก เป็นเด็กแต่ทำได้ดีกว่าเสียอีก

        เมื่อเห็นว่าบรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นมา แม่นมฉินซึ่งรับใช้อยู่ข้างๆ นั้น ได้เห็นกระดาษที่ฉินฮุ่ยหนิงกับฉินหยีหนิงส่งมา นางเห็นควรว่าต้องทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปจากเดิม

        “ล่าวไท่จุนลงโทษให้คุณหนูทั้งสองยก ‘คัมภีร์กตัญญู’ มาเขียนสิบครั้ง และคุณหนูทั้งสองก็ได้ส่งมาแล้ว ตอนนี้เรามานับจำนวนกันไม่ดีกว่าหรือ” นางพูดเสริมเสมือนล้อเล่นอยู่ว่า “ดูว่าท่านไหนที่ใช้กลอุบาย คร้านเขียนจึงขาดตกไปหนึ่งแผ่นสองแผ่น”

        ล่าวไท่จุนไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โตไปกว่านี้ จึงให้เป็นไปตามที่แม่นมฉินแนะนำ พลางมองจิกตากับซุนซื่ออีกหน และเอ่ยด้วยท่าทางขี้เกียจหน่อยๆ “ถ้าอย่างนั้นก็นับเถิด”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)