0 Views

        ภายในห้องหลักของเรือนเสวี่ยลี่ แม่นมจานเห็นธูปหนึ่งดอกซึ่งถูกจุดไฟจนหมดแล้ว นางผงกหัวยิ้มพลางกล่าว “ไม่แปลกเลยที่คุณหนูเป็นถึงลูกสาวคนโตของท่านอัครมหาเสนาบดี ที่แท้นั้นท่านมีสติปัญญาเกินคน บอกแล้วจำได้เลย ท่าทางการยืนนี้ คุณหนูเรียนได้ดีมากตอนนี้ท่านคงเหนื่อยแล้วสินะ ไปพักผ่อนจะดีกว่าเจ้าค่ะ”

        “ขอบพระคุณแม่นมจาน” ถึงแม้ว่าฉินหยีหนิงจะตอบรับ แต่ท่ายืนที่สง่างามนั้นไม่ได้ผิดจากเดิมไปแม้แต่น้อย มีเพียงแค่จิตใจเท่านั้นที่ผ่อนคลายลงมาอยู่หลายส่วน

        แม่นมจานเห็นนางเป็นเช่นนั้น ก็ยิ่งชื่นชอบนาง

        “คุณหนูเรียนเพื่อใช้ ให้กลายเป็นจิตวิญญาณ กฎระเบียบมารยาทเหล่านี้ ถึงแม้ว่าใครๆ ก็เข้าใจ ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้อย่างสวยงาม จากวันนี้ไป สิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ ให้ความคุ้นเคยใหม่ๆ คุ้นชินเข้าไปในกระดูก ทำให้กระดูกทุกท่อนในร่างกายของเรา เนื้อทุกชิ้น ให้มีความทรงจำใหม่ๆ เช่นนี้ถึงจะมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องตกตะลึงมาก”

        “แม่นมจานพูดถูก” ฉินหยีหนิงเห็นด้วยอย่างมาก นางผงกศีรษะอย่างจริงจัง

        “วันข้างหน้าทุกๆ อิริยาบถของคุณหนู ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การนอน การเดิน ทุกๆ การเคลื่อนไหวของมือ เท้า การยิ้ม บ่าวจะอธิบายให้คุณหนูโดยละเอียด ทำให้คุณหนูเข้าใจ ทุกๆ การเคลื่อนไหวกับสายตานั้น สามารถให้ความรู้สึกแก่คนรอบข้างได้”

        ฉินหยีหนิงกะพริบตาไปมาหลังประโยคนั้นจบ นางกำลังครุ่นคิด

        เมื่อเห็นการกระทำของนางเช่นนั้น แม่นมจานก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอน “ท่านเป็นคุณหนูที่โตเป็นสาวแล้ว มีบางคำพูด ที่บ่าวไม่พูดแต่ท่านก็เข้าใจ คนอย่างคุณหนูที่เป็นคุณหนูลูกบ้านผู้ดี อนาคตต้องแต่งงาน อีกอย่างเป็นลูกผู้ดี ตระกูลสูงศักดิ์อย่างท่าน สามีในอนาคตของคุณหนูต้องไม่อ่อนแอแน่นอน

        ในฐานะที่เป็นผู้หญิง สามารถได้รับความรักจากบ้านสามี ต้องทำหน้าที่เป็นแม่ศรีเรือน เป็นภรรยาที่ดี มีความสามารถและคุณธรรมนั้นสำคัญ แต่ว่าการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การสานสัมพันธ์กับผู้อื่น กตัญญูต่อผู้ใหญ่และสามัคคีกลมเกลียวกับสมาชิกในครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญ การที่จะสามารถสานสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น ต้องรักษาอิริยาบถของตนอย่างถูกต้อง สามารถบอกความหมายได้อย่างชัดเจน อีกทั้งสามารถจะเข้าใจการเคลื่อนไหวของคนรอบข้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถอ่านความคิดอารมณ์ของพวกเขาได้ สิ่งเหล่านี้ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ใครที่จะสามารถเรียนจนเป็นได้ แต่ว่าคุณหนูต้องลองที่จะทำความเข้าใจ”

        ฉินหยีหนิงนิ่งฟัง สายตาซึ่งมองแม่นมจานแสดงความนับถือเป็นอย่างมาก

        นี่คือสิ่งที่ฉินหยีหนิงได้รับหลังกลับมาถึงจวน เป็นครั้งแรกที่มีคนเปิดอนาคตของนางให้ดูตรงหน้า อีกทั้งคนที่มีท่าทีจริงใจกับนางนั้นกลับไม่ใช่แม่แท้ๆ ไม่ใช่ท่านย่า หรือว่าผู้ใดก็ตามที่เป็นผู้อาวุโสหญิงในจวน จะมีก็แต่แม่นมจานที่เป็นครูสอนมารยาทให้นางเท่านั้น

        นางรู้ว่า แม่นมจานเป็นเพียงคนที่มาสอนกฎระเบียบ ซึ่งมีหลายประโยคที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้

        นางดูแลเป็นพิเศษเช่นนี้ ทำให้นางซาบซึ้งอย่างมาก

        แม่นมจานมองไปที่ดวงตาฉินหยีหนิงซึ่งนัยน์ตาคู่นั้นข้างในคล้ายมีน้ำใสเป็นประกาย สามารถพูดได้ว่า ในใจก็ชื่นชอบนาง

        นางยิ้มและเอ่ยขึ้น “อย่างเช่นสายตาของคุณหนูตอนนี้ บ่าวสามารถดูออกถึงความปีติและซาบซึ้ง ที่บ่าวพูดเมื่อสักครู่นั้น ความจริงแล้วก็คือความหมายนี้นี่แหละเจ้าค่ะ ตนเองใช้ภาษาร่างกายได้ อีกทั้งยังสามารถอ่านภาษาร่างกายของคนรอบข้างได้ คุณหนูที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ อนาคตอยู่ที่บ้านสามีจะสะดวกมากหน่อย ท่านอาจจะไม่ได้สรุปสิ่งเหล่านี้ ตอนนี้กลับใช้มันโดยไม่ได้ตั้งใจ อีกอย่างบ่าวก็รับรู้ได้ถึงความหวังดีของท่าน”

        บนใบหน้าของฉินหยีหนิงมีรัศมีสีแดงระเรื่ออยู่ นางผงกศีรษะและตอบรับ “ข้าเข้าใจแล้ว”

        แม่นมจานพูดอีก “กฎระเบียบมารยาท ความจริงแล้วแบ่งออกเป็นสองความหมาย กฎระเบียบเป็นกฎวินัยชนิดหนึ่ง หากทำผิดแล้วอาจจะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะได้ ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะทำให้มีอันตรายถึงขั้นฆ่ากันตายได้ แต่มารยาทนั้น กลับเป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้ในการสานสัมพันธ์ สามารถทำให้คนรู้สึกมีความสุขได้ถึงเพียงนี้

        ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย แต่ยังมีภาษา น้ำเสียง การแต่งกาย การผสมสีและอื่นๆ ที่สามารถแสดงออกได้ หลายวันนี้ บ่าวยังจะอธิบายเรื่องการแต่งตัวให้กับคุณหนูด้วย ตัวอย่างเช่น การแต่งตัวด้วยสี สามารถทำให้คนรู้สึกอย่างไร เสื้อผ้าอย่างไรควรตกแต่งด้วยเครื่องประดับอันใด เช่นนั้น คุณหนูเจอคนที่ไม่รู้จักในอนาคต การสวมใส่เสื้อผ้าจากความชอบอย่างแรกเลย ก็จะทำให้คนอื่นรู้จักเราในแบบหนึ่ง”

        “ดังนั้น คนที่ข้าเคยเห็น มีบ้างที่อาจจะตั้งใจแต่งตัวเพื่อแสดงออก หรือไม่ก็เพื่อดึงดูดให้คนรอบข้างหลงใหล และก็อาจจะทำเพื่อเพิ่มความรู้สึกให้กับคนรอบข้าง ตั้งใจแสดงออกท่าทางอย่างหนึ่งเพื่อให้ข้าเห็น?”

        รอยยิ้มของแม่นมจานยิ่งลึกขึ้น “คุณหนูฉลาดมากเจ้าค่ะ”

        “ไม่เลย เป็นเพราะแม่นมจานที่ใส่ใจ ข้าโตมาในชนบทในเขาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ คิดไปคิดมาก็ไม่มีคนมาวิเคราะห์ให้ข้าฟังอย่างละเอียด คำพูดเตือนหลายประโยคของท่าน ทำให้ข้าได้รับประโยชน์มหาศาล และช่วยข้ามากมายได้ในอนาคต” ฉินหยีหนิงคำนับอย่างซาบซึ้ง “วันข้างหน้าคงต้องรบกวนแม่นมแล้ว”

        หลีกตัวรับคำนับของนาง จากนั้นแม่นมจานก็คืนคำนับให้

        นางทำตามพระราชโองการของหวงโฮ่ว1ที่แม้ไม่ประสงค์จะมาก็ไม่อาจทำได้ ทว่าวันนี้อยู่กันจนถึงบ่าย นางกลับรู้สึกชื่นชอบจากใจ เด็กสาวซึ่งให้ความเคารพอยู่ตรงหน้า แม่นมจานสัมผัสได้ว่าเด็กสาวเป็นคนจริงใจและน่ารัก ไม่มีความเสแสร้งเสียเลย

        ทำงานรับใช้ในวังหลวงมาหลายปี แม่นมจานเจอผู้หญิงมาหลายรูปแบบ คนสวยก็เยอะ คนที่มีสติปัญญาดีก็มีไม่น้อย แต่เหมือนมีเฉพาะแค่ฉินหยีหนิงที่มีหลายอย่างดึงดูดให้ผู้คนสนใจ

        อยู่กับฉินหยีหนิง นอกจากจะไม่รู้สึกว่านางเกรงใจจนช่างประจบเกินไป สูญเสียสถานะความเป็นคุณหนูของจวนอัครมหาเสนาบดี มิหนำซ้ำยังไม่รู้สึกว่านางยกตนเหนือผู้อื่น กระทั่งทำให้คนรู้สึกเบื่อหน่ายและเกลียดชัง คร้านจะเปิดปากออกมาพูด นางสามารถทำให้ระดับความสัมพันธ์อยู่ในระยะห่างที่ทำให้คู่สนทนารู้สึกสบายใจ ทำให้แม่นมจานที่เจอร้อนผ่านหนาวมามากนั้น อดไม่ได้ที่จะบอกในสิ่งที่ตนรู้ให้กับนางบางส่วน

        “วันนี้เวลาก็พอสมควรแล้ว คุณหนูน่าจะมีอะไรอย่างอื่นที่จะต้องทำ บ่าวขอตัวลาก่อนแล้วนะเจ้าคะ” แม่นมจานยิ้มพลางลุกขึ้นยืน

        ฉินหยีหนิงรีบเอ่ยขึ้น “รบกวนแม่นมทั้งบ่ายจนเหนื่อยเลย ข้าได้สั่งให้คนเตรียมอาหารเย็นไว้ล่วงหน้าแล้ว เชิญท่านอยู่ต่อเถิด พวกเรารับประทานอาหารเย็นด้วยกันจะดีหรือไม่?”

        “คุณหนูจัดอาหารไว้ให้ บ่าวซาบซึ้งอย่างมาก เพียงแต่ว่า ท่านเป็นไข่มุกของท่านอัครมหาเสนาบดี สถานะสูงศักดิ์ บ่าวไม่กล้าอาจเอื้อม ความหวังดีของท่าน บ่าวรับไว้แล้วเจ้าค่ะ” แม่นมจานยิ้มปฏิเสธ

        ฉินหยีหนิงส่ายศีรษะ และยังคงคะยั้นคะยอ “บัดนี้ท่านเป็นผู้สอนข้า ถ้าอย่างนั้นก็คืออาจารย์ของข้า ผู้เป็นศิษย์กับอาจารย์ทานอาหารโต๊ะเดียวกัน ศิษย์ก็ยังคงต้องเป็นศิษย์ ขอท่านอย่าได้เกรงใจเลย”

        คำพูดของฉินหยีหนิงช่างอบอุ่นมากๆ ทำให้แม่นมจานปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว นางอยากจะใกล้ชิดฉินหยีหนิงมากขึ้น จึงตอบรับอย่างสุภาพ ขอบคุณที่ให้นางอยู่ต่อ

        อาหารไม่ได้เยอะเหมือนโต๊ะรับรองในงานฉลอง แต่ว่าเป็นเพราะฉินหยีหนิงสั่งพิเศษ ให้แม่นมจู้ใช้เงินจ่ายที่ครัวเพื่อเพิ่มอาหาร จานเนื้อสี่จาน จานผักสี่จาน ขนมหวานหนึ่งชาม หรืออาจเป็นเพราะลูกสะใภ้ของแม่นมจู้ทำงานอยู่ในครัว ทำอาหารละเอียดมากกว่าปกติอยู่หลายส่วน สำหรับรสชาติยิ่งไม่ต้องพูดถึง

        เมื่ออาหารถูกวางลงเรียบร้อย ถึงแม้ว่าทั้งสองรักษากฎระเบียบที่ว่า ‘เวลารับประทานอาหารไม่พูดคุย’ แต่คนทั้งคู่รู้สึกได้ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอยู่หลายส่วน

        ความจริงแล้ว คนในจวนได้รับข่าวคราวเรื่องอาจารย์จากวังหลวงมาสอนให้ฉินหยีหนิงก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่เดิมได้จัดการให้แม่นมจานพักอยู่ที่เรือนเสวี่ยลี่ในห้องฝั่งทิศตะวันตก

        แต่เป็นเพราะว่าตอนบ่ายฉินหยีหนิงได้สั่งให้รุ่ยหลานไปเรือนซิ่งหนิงเพื่อพบแม่นมจิน บอกว่าจานซื่อที่มานั้น นางมาด้วยราชโองการของหวงโฮ่วเหนียงเนียง ซุนซื่อจึงให้ความสำคัญในทันที และไปปรึกษากับล่าวไท่จุน เมื่อปรึกษาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ได้จัดเรือนต้อนรับแขกให้นาง

        รุ่ยหลานส่งแม่นมจานแล้ว ก็กลับเรือนเสวี่ยลี่ แม่นมจู้ได้วางพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นวางพู่กันไว้ให้ฉินหยีหนิงเพื่อคัดอักษร ‘คัมภีร์กตัญญู’ แล้ว

        “คุณหนู” หลังจากที่รุ่ยหลานคำนับแล้ว ก็อยู่แทนที่แม่นมจู้ นางยิ้มและกล่าวรายงาน “จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม่นมจินได้เตรียมเรือนตากอากาศหลังหนึ่งที่หรูหราโอ่โถง อยู่ใกล้ๆ สวนไม้ไผ่ทางทิศตะวันออกเจ้าค่ะ”

        ฉินหยีหนิงไม่ได้เงยหน้าขึ้น พู่กันได้ถูกเขียนลงไป “ทราบแล้ว”

        คนในจวนทำงานสะเพร่าเกินไป หากแม่นมจานพักอยู่กับนางแน่นอนว่าดี แต่หากไม่แยแสท่านนี้ อาจจะมีความผิดต่อเบื้องบนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        รุ่ยหลานคิดได้ว่าเรือนหลังนั้นเมื่อเทียบกับเรือนเสวี่ยลี่ไม่รู้ว่าจะสวยงามมากเท่าใด จากนั้นก็มองดูใบหน้าด้านข้างที่แสนงดงามของคุณหนู จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

        ฉินหยีหนิงกำลังดูกระดาษที่นางได้เขียนไว้ ลายมือยุกยิกอย่างกับสุนัขกำลังคลาน นางถอนหายใจเฮือกหนึ่งออกมา

        นางกล้ารับประกันว่า เมื่อล่าวไท่จุนได้เห็น ‘คัมภีร์กตัญญู’ ที่นางเขียน จะต้องไม่ชอบใจอย่างแน่นอน ไม่แน่อาจจะอารมณ์เสียบอกว่านางเขียนไปชุ่ยๆ ผ่านๆ อย่างไม่ตั้งใจก็ได้

        นางลองเขียนอย่างตั้งใจแล้ว แต่กลับรู้สึกท้อแท้เพราะตัวหนังสือไม่สวยไม่เป็นระเบียบเสียเลย และตอนนี้นางยอมแพ้แล้ว

        คัดลายมือไม่ใช่ความสามารถที่จะคัดหนึ่งวันแล้วจะสามารถคัดได้เลย ซ้ำร้ายเวลาไม่ได้อำนวยให้นาง

        นางต้องคิดวิธีที่ทำให้นางผ่านถึงจะดี

        **

        ณ ศาลาเรือนสื่อเซี่ยวที่อบอุ่น

        “เจ้าว่า คนที่มาสอนกฎระเบียบให้ฉินหยีหนิงนั้น เป็นคนที่มาด้วยราชโองการของหวงโฮ่วเหนียงเนียง กระนั้นหรือ?”

        ฉินฮุ่ยหนิงกำลังมองกระจกและเช็ดใบหน้าของนาง จู่ๆ ก็หยุดชะงักลง “หวงโฮ่วเหนียงเนียง เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งสูงศักดิ์ คิดจัดการแม่นมให้เจ้าเด็กป่านั่นได้อย่างไรกัน? มันจะต้องเป็นเพราะท่านพ่อ”

        แม่นมช่ายถอนหายใจและเอ่ยขึ้น “คิดๆ แล้ว ก็ต้องเป็นเช่นนั้นแหละเจ้าค่ะ”

        “เมื่อก่อนท่านพ่อก็ไม่ได้ห่วงใยข้าเช่นนี้เลย…” ทันใดนั้นภายในอกของฉินฮุ่ยหนิงได้บังเกิดความรู้สึกวูบไหว จากนั้นสายตาของนางเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก “แม่นมท่านนั้นเป็นคนอย่างไรกัน?”

        “ได้ยินมาว่านางเคยอยู่กับเซวียนหยีไท่เฟย2และหลู้หมิงหวงกุ้ยเฟยหลังจากนั้นก็ไปวังจงชุ่ยกง ทำหน้าที่ตอนคัดเลือกหญิงงามเข้าวัง นางคัดเลือกและสอนกฎระเบียบให้นางในเจ้าค่ะ”

        “ตำแหน่งที่มาใหญ่โตขนาดนี้” ฉินฮุ่ยหนิงเลียริมฝีปากมองตนเองในกระจก อีกอึดใจสายตากลับเหม่อลอย

        นางรู้ว่า บัดนี้ตนเองมีที่มาไม่ชัดเจน ถึงแม้ว่าสถานะของนางจะสามารถแข่งขันกับฉินหยีหนิงได้ โดยใช้พื้นฐานที่นางอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในจวนมาสิบสี่ปี

        ถ้าวันใดวันหนึ่ง ฉินหยีหนิงทำได้ดีกว่าตนล่ะ?

        ยามนี้ในใจของท่านพ่อกับล่าวไท่จุน ก็เข้าข้างสายเลือดแท้ๆ เสียแล้ว

        ถึงแม้ว่ากาพย์กลอนนางสามารถชนะฉินหยีหนิง แต่ไม่สามารถเป็นหลักประกันใดๆ ได้ เนื่องจากหน้าตาของนางไม่ได้มีเสน่ห์ชวนหลงใหลเท่าฉินหยีหนิง

        ถึงแม้จะเอ่ยอย่างไม่ถูกปาก แต่ก็สามารถพูดได้ว่า ‘แต่งภรรยา แต่งที่การศึกษาและคุณธรรม รับอนุ รับที่ความสวยความงดงาม’ มีใบหน้าที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลเช่นนั้น แม่สามีอาจจะไม่ได้ชื่นชอบนัก

        แต่ผู้ชายที่ไหนบ้าง จะไม่ชื่นชอบในความสวยงามน่าหลงใหล?

        นางถูกแทนที่ตำแหน่งทายาทหญิงคนโตแล้ว อนาคตเรื่องการแต่งงานก็คงจะเป็นเรื่องยากเช่นกัน หากฉินหยีหนิงมีครูสอนกฎมารยาทที่โดดเด่น ย่อมรับประกันได้ว่า กฎระเบียบมารยาทของนางไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่ว่าจะทำให้นางมีเบี้ยต่อรองเพิ่มอีกหนึ่งใบหรือ?

        ไม่ได้! ไม่ได้! นางจะต้องไม่ให้เรื่องราวเป็นไปเช่นนั้น

        เมื่อฉินฮุ่ยหนิงลุกขึ้นยืน มือจับอยู่ที่ชายกระโปรง ค่อยๆ ออกแรงจับแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายนิ้วกลายเป็นสีขาวซีด

        หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงค่อยๆ คลายออก พร้อมดวงตาของฉินฮุ่ยหนิงก็ค่อยๆ มีรอยยิ้มด้วยความมั่นใจขึ้นมา

        “แม่นม ท่านไปดูท่านย่าสิ ว่าตอนนี้ท่านดื่มชาแล้วหรือไม่ ข้าก็ควรไปรับใช้ท่านล้างเท้าแล้ว”

        แม่นมช่ายตอบรับทราบในทันทีหลังผู้เป็นนายกล่าวจบประโยค

        ไม่นานนัก ฉินฮุ่ยหนิงได้ปรากฏตัวในห้องล่าวไท่จุน ใบหน้าบวมช้ำอยู่กำลังดูแลล้างเท้าให้ล่าวไท่จุน แล้วจุดไฟที่กล้องยาสูบยาวให้หญิงชราด้วยตัวของนางเอง

        ระหว่างเวลาว่างๆ นางทำเป็นไม่ได้ตั้งใจที่จะเอ่ยขึ้น “…แม่นมจานมีตำแหน่งที่ใหญ่โตเช่นนี้ หากพี่สาวน้องสาวในจวนสามารถเรียนร่วมกันได้ คุณหนูในบ้านก็จะได้รับประโยชน์…บ้านอาสองกับอาสาม หากรู้ว่าลูกสาวบ้านของพวกเรา สามารถได้รับประโยชน์ร่วมกัน จะต้องขอบคุณท่านพ่อแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ”

        เมื่อล่าวไท่จุนได้ยิน ก็ครุ่นคิดขึ้นมา

**************************

1 หวงโฮ่ว คือ จักรพรรดินี หรือพระอัครมเหสีของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

2 หวงไท่เฟย หรือเรียกย่อๆ ว่า ไท่เฟย คือ พระมเหสี พระชายาของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ได้ประสูติพระโอรส

3 หวงกุ้ยเฟย คือ พระมเหสีของฮ่องเต้องค์ก่อน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)