0 Views

        ซุนซื่อบอกฉินฮุ่ยหนิงให้กลับไปที่เรือนสื่อเซี่ยวเพื่อพักผ่อน

        แต่ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อสักครู่ตอนที่ฉินหยีหนิงคุกเข่าอยู่บนพื้นและแหงนมองมายังตน ดวงตาทั้งสองของนางซึ่งอดกลั้นมิให้มีน้ำตาไหลลงมา กลับยังคงฉายอยู่ในหัวอย่างไม่จางหายไปไหน

        หลังจากให้คนรอบข้างออกไป จนเหลือเพียงแค่แม่นมเปาคนเดียว ซุนซื่อจึงเอ่ยออกมาด้วยความจริงจัง

        “ท่านเป็นผู้อาวุโสที่อยู่เคียงข้างท่านแม่มาโดยตลอด กินเกลือมามากกว่าข้ากินข้าวเสียอีก ท่านเห็นสถานการณ์ชัดเจนมากกว่าข้า ตามที่ท่านเห็น ฮุ่ยเจี่ยร์เป็นคนที่ยุยงความจริงเท็จนั่นจริงๆ หรือไม่?”

        แม่นมเปายิ้ม พลางตอบออกมา “คุณหนูเป็นคนที่เข้าใจได้ง่าย เพียงแต่โดนความเมตตาของแม่ปิดบังตาสองข้างก็เท่านั้นเอง ความจริงแล้วในใจของท่านก็มีคำตอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”

        “คำตอบ?” ซุนซื่อครุ่นคิด

        “ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ฮูหยินมักจะบอกว่า หากอยากเห็นว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร ไม่ว่าคนคนนั้นพูดอย่างไร เพียงแค่ดูเรื่องราวที่ผลลัพธ์ ก็สามารถนำเอาสิ่งที่คนคนนั้นได้กระทำไว้ มาวิเคราะห์คร่าวๆ ตัวอย่างเช่น ท่านบอกว่าตนเองไม่ให้อภัยนายท่าน แต่ก็ยังกลับมาที่จวนแล้วใช่หรือไม่ จะเห็นได้ว่า ท่านจริงใจต่อนายท่านจริงๆ บ่าวคิดว่า นายท่านต้องรู้สึกได้ถึงความจริงใจของท่าน ทำให้หลายปีมานี้นายท่านปกป้องและรักท่านมากขึ้นกว่าเดิม”

        คำพูดที่กล่าวมานั้นทำให้ซุนซื่อรู้สึกอุ่นใจ หัวใจที่เคยขึงตึงจึงเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย

        แต่ว่าเมื่อไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้ว ก็เป็นเช่นนี้นี่นา

        ถึงแม้ว่านางจะมีปากเสียงอย่างหนัก แต่ว่าในใจนั้นห่วงใยฉินหวยหยวนอยู่ไม่น้อย ฉินหวยหยวนถึงแม้ว่าจะด่าทอจ้องหน้า แต่ก็ยังคงให้ความเคารพต่อนาง

        ซุนซื่ออดไม่ได้ที่จะพึมพำ “ฮุ่ยเจี่ยร์เป็นเด็กดี คำพูดของนางทั้งหมดสามารถทำให้ใจของข้านั้นอบอุ่น เพียงแต่ว่า เป็นเพราะคำพูดของนางประโยคเดียวที่ไม่ได้ตั้งใจ จึงทำให้ข้าเกิดความสงสัยในเบื้องหลังของหยีเจี่ยร์ เพราะตอนที่ข้ามีความสงสัยอยู่นั้น ในสภาวะที่เร่งรีบทำให้ข้าทะเลาะกับท่านพี่ขึ้นมา อีกอย่าง วันนี้กลับมาที่จวน ความจริงแล้วข้าได้ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะยอมรับหยีเจี่ยร์ เมื่อสักครู่กลับไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เกือบจะตบนางแล้ว…”

        แม่นมเปาหลุบตาลง ยกยิ้มแต่ไม่เอ่ยใดๆ ออกมา

        ทันใดนั้นซุนซื่อไม่อยากจะเชื่อพลางส่ายหน้าไปมา “ไม่! ไม่! ฮุ่ยเจี่ยร์เป็นคนที่มีจิตใจดี อีกอย่างอาจเพราะทั้งหมดเป็นความบังเอิญกระมัง แม่นมเปา…ท่านว่าใช่หรือไม่?”

        แม่นมเปาเห็นลักษณะท่าทีของซุนซื่อ แต่เดิมอยากพูดประโยคที่ว่า ‘ความบังเอิญจากไหนกันถึงได้หลายครั้งเหลือเกิน’ แต่ต้องกลืนเข้าไปในท้อง

        นางเป็นเพียงบ่าวเท่านั้น แม้กระทั่งฮูหยินติ้งกั๋วกงเองซึ่งพูดกรอกหูบุตรสาวมาหลายปี ก็ไม่ได้ดัดฝ่ายนั้นให้ตรงเสียที นางพูดออกมาจะมีประโยชน์อะไร?

        แม่นมเปาปลอบประโลมซุนซื่ออยู่หลายประโยค จากนั้นก็รีบขอตัวลากลับไปที่จวนติ้งกั๋วกงเพื่อรายงาน มีเพียงแค่ซุนซื่อที่กำลังเหม่อลอยครุ่นคิดอยู่

        ในระหว่างทางขณะที่ฉินหยีหนิงพารุ่ยหลาน และชิวหลู่เดินกลับไปเรือนเสวี่ยลี่

        รอบๆ พื้นที่มีแต่ความเงียบสงบ มีผู้คนสวนทางผ่านไปมาน้อยมาก บางครั้งจะเห็นนกฝูงหนึ่ง บินจากกิ่งไม้ที่อยู่ไกลโพ้น บินขึ้นมาเกาะต้นไม้อีกกิ่ง ท้องฟ้าเบื้องบนคราแรกดูคล้ายดั่งหยกสีฟ้า ดูเหมือนว่าอากาศจะหนาวมากกว่าเมื่อวาน

        ท่วงท่าการเยื้องย่างของฉินหยีหนิงดูงดงามเสมือนเป็นเทพเซียนมาจุติ เสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำผึ้งสะบัดพลิ้วเล็กน้อยขยับไหวตามการก้าวเท้า

        ชิวหลู่กับรุ่ยหลานสองคน ประคองฉินหยีหนิงอยู่ซ้ายขวา

        ชิวหลู่เม้มริมฝีปาก ไม่พูดออกมาสักคำ

        ทว่ารุ่ยหลานรู้สึกว่า วันนี้ฉินหยีหนิงใจกว้างกับนางแล้ว วันข้างหน้านางจะต้องทำงานให้อย่างเต็มที่ ในเมื่อจะทำงานให้เต็มกำลังแล้ว คำพูดซุบซิบสองคำก็คงไม่เป็นไร นางจึงเอ่ยออกมาเบาๆ “เรื่องเมื่อครู่ที่เกิดกับคุณหนู มันน่าน้อยใจนะเจ้าคะ”

        ฉินหยีหนิงได้ยิ้มบางๆ ให้กับรุ่ยหลาน

        รุ่ยหลานเสมือนได้รับคำอนุญาตให้พูดต่อ “แม่นมเปาท่านนั้นเป็นคนที่ได้รับความเชื่อถือจากฮูหยินติ้งกั๋วกง คำพูดของนางเพียงแค่ประโยคเดียวในจวนติ้งกั๋วกง ย่อมสำคัญกว่าคุณหนูอยู่หลายส่วน เมื่อสักครู่ที่คุณหนูฮุ่ยหนิงยุยงฮูหยินให้ตบท่าน ทำไมท่านถึงไม่โต้เถียงกับฮูหยินต่อหน้าแม่นมเปาล่ะเจ้าคะ ให้แม่นมเปาเห็นความยากลำบากของท่านก็คงจะดี นางกลับไปบอกฮูหยินติ้งกั๋วกงก็คงจะดีนะเจ้าคะ”

        ฉินหยีหนิงฉีกยิ้มออกมาอย่างชัดเจน พลางเอ่ยเบาๆ “ตามอุปนิสัยของฮูหยินแล้ว หากทะเลาะกันก็ไม่ได้มีอะไรดีเกิดขึ้นมา มีแต่จะทำให้ฮูหยินต้องโมโหกังวลไปเสียเปล่าๆ ทำให้สุขภาพแย่ขึ้นมา ก็คงไม่ดีเป็นแน่”

        รุ่ยหลานเมื่อได้ฟังแล้ว ก็ผงกศีรษะตอบรับและถอนหายใจอย่างจริงใจ ตามด้วยคำพูดที่ว่า “คุณหนูสี่เป็นคนกตัญญูจริงๆ เป็นห่วงสุขภาพของฮูหยินด้วย ไม่เหมือนคุณหนูฮุ่ยหนิงที่ทำเพื่อตนเอง จนทำให้ฮูหยินต้องโมโหขึ้นมา…”

        เมื่อพูดถึงตรงนี้ รุ่ยหลานเหมือนจะเห็นอะไรชัดเจนขึ้น

        นางสามารถเข้าใจได้แล้วว่า แม่นมเปาเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาดขนาดนั้น มีหรือไม่เข้าใจ?

        วันนี้หากคุณหนูสี่นำอำนาจบาตรใหญ่ที่ใช้เมื่อวาน มาทำกับซุนซื่อ ถึงไม่ได้เสียเปรียบอะไร แต่อาจจะทำให้สถานะของตนเองดูลดต่ำลงได้ ไม่แน่ยังทำให้ชื่อเสียงความไม่ประสาป่าเถื่อนดังกระฉ่อนไปถึงจวนติ้งกั๋วกงก็เป็นได้

        การไม่แสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ มีท่าทีที่เชื่อฟังเช่นนี้ ยิ่งทำให้สิ่งที่ฉินฮุ่ยหนิงเอาเรื่องต่างๆ มายุยงปรากฏชัดต่อหน้าแม่นมเปา

        มีแต่ต้องเห็นด้วยตาตนเองเท่านั้นถึงจะเป็นความจริง และวันนี้แม่นมเปาก็ได้เห็นมากับตาตัวเองแล้วใช่หรือไม่

        รุ่ยหลานมองไปยังสายตาของฉินหยีหนิงด้วยความนับถือ “คุณหนูทำถูก เป็นบ่าวที่คิดผิดไปแล้ว”

        ชิวหลู่ถึงแม้ว่าไม่ได้พูดมาก แต่รับรู้ได้ทะลุปรุโปร่ง ตอนนี้ก็เข้าใจแล้ว นางเอ่ย “นี่เป็นคุณหนูฉินฮุ่ยหนิงทำตัวเองให้ตาย ถึงแม้ว่าจะทำให้ฮูหยินติ้งกั๋วกงไม่ชื่นชอบ ก็โทษคุณหนูของพวกเราไม่ได้จริงๆ”

        “ใช่แล้ว เสือทำให้คนเสียใจ เราจะปิดบังมันไว้ทำไมกัน?” ฉินหยีหนิงยิ้มบางๆ

        รุ่ยหลานกับชิวหลู่ต่างก็หัวเราะขึ้นมา

        ที่จริงแล้วในใจของบ่าวทั้งสองคน ต่างก็มีความคิดที่คล้ายกันที่ไม่ได้พูดออกมา …ที่ควรได้รับความนับถือที่สุด กลับเป็นฉินหยีหนิงที่ไม่ได้พูดมาก เพียงแค่คำพูดจางๆ เอ่ยออกมาไม่กี่ประโยค ก็ทำให้ฮูหยินต้องยกเลิกความคิดที่จะตบนาง และไม่ได้ทำให้เนื้อหนังของนางต้องเจ็บปวด

        ก็เห็นได้ชัดว่า คนที่พวกนางติดตามนั้น เป็นคนที่รู้จักจังหวะรุกรับได้อย่างเหมาะสม ทั้งมีความกล้า มีแผนการ มิหนำซ้ำยังสามารถแยกแยะอุปนิสัยของซุนซื่ออย่างชัดเจน

        แม้วันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นมากมาย ทว่าเจ้านายและบ่าวสามคนกลับมาถึงเรือนเสวี่ยลี่ด้วยอารมณ์ชื่นบาน และรู้สึกผ่อนคลายลง

        เพิ่งจะเข้าประตูบ้าน แม่นมจู้ก็รี่มาต้อนรับ นางยิ้มไปพลาง “คุณหนูกลับมาแล้ว แม่นมจากวังหลวงที่นายท่านเชิญมาเพื่อสอนคุณหนู ได้มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

        ฉินหยีหนิงเมื่อได้ยินแล้วก็แหงนสายตามอง เห็นผู้หญิงวัยกลางคน อายุเกินสี่สิบแล้ว มีความสง่างาม เดินออกมาต้อนรับ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางย่อเข่าคำนับ “บ่าวชื่อจานซื่อ ทำหน้าที่เป็นคนจัดการสอนกฎระเบียบมารยาทในวัง บ่าวได้รับราชโองการจากหวงโฮ่วเหนียงเนียง ให้มาอยู่เคียงข้างคุณหนูหลายวัน”

        “หวงโฮ่วเหนียงเนียง?” ฉินหยีหนิงออกอาการตกตะลึงเล็กน้อย

        “ท่านอัครมหาเสนาบดีหาตัวทายาทหญิงเจอ หลังจากที่ฮ่องเต้รับรู้เรื่องนี้แล้ว จึงทรงเมตตา ท่านอัครมหาเสนาบดีได้กล่าวถึงสถานการณ์ในจวน ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งกับหวงโฮ่วเหนียงเนียง หวงโฮ่วเหนียงเนียงเป็นพระมารดาของแผ่นดิน จึงได้จัดให้บ่าวมาที่นี่เจ้าค่ะ”

        “แม่นมจานไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไร ข้าน้อยหยาบคาย ก็ต้องรบกวนแม่นมจานแล้ว” ฉินหยีหนิงเชิญแม่นมจานเข้าบ้านอย่างสุภาพ อีกทั้งยังตั้งใจเรียนอย่างจริงจังและละเอียดมากขึ้น

        **

        ณ จวนติ้งกั๋วกง

        แม่นมเปาทบทวนเรื่องราวในจวนอัครมหาเสนาบดีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางได้อธิบายให้ฮูหยินติ้งกั๋วกงรับทราบ

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงกำลังถือลูกประคำสีเขียวมรกต นั่งสวดมนต์อยู่ เสียงของลูกประคำซึ่งถูกดันโดนลูกประคำอีกลูกหนึ่งคมชัด พู่สีม่วงอ่อนที่ประดับด้วยลูกปัดทองคำกำลังโยกไหวไปมา ซึ่งเข้ากันกับมือของฮูหยินติ้งกั๋วกงที่สวมแหวนหยก ทำให้ดูสวยงามเป็นพิเศษ

        นางหยุดการเคลื่อนไหวของนางครึ่งทาง แล้วกระซิบ “ดูเหมือนว่าฮุ่ยเจี่ยร์ทำจริงๆ”

        แม่นมเปาผงกศีรษะ และกล่าวต่อ “ใช่เจ้าค่ะ บ่าวดูออกว่า คุณหนูฮุ่ยหนิงเป็นคนใส่ไฟให้คุณหนู อุปนิสัยของคุณหนูท่านก็รู้ดี”

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงยกมือขวาขึ้นและขยี้คิ้ว “ฮั่นเจี่ยร์เป็นคนตรง คนรอบข้างใส่ลูกปืนนางก็กล้ายิง เมื่อก่อนเห็นฮุ่ยเจี่ยร์ก็ดีนี่ ทำไมตอนนี้ถึง…”

        แม่นมเปารู้ว่าในทุกๆ เรื่อง ฮูหยินติ้งกั๋วกงมักมีความเข้าใจในสถานการณ์ และสามารถรู้ถึงความเป็นไปของสถานการณ์ได้ดี เพียงแค่เท่านั้นในใจกลับรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงไม่ได้พูดอะไรมาก นางตั้งใจนวดข้างขมับทั้งสองข้างให้ฮูหยินติ้งกั๋วกง

        ไม่นานนัก ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็ทำท่าถอนหายใจ “หน้าตาของหยีเจี่ยร์แท้จริงแล้วมีความคล้ายกับอัครมหาเสนาบดีฉินเหมิงใช่หรือไม่?”

        “ใช่แล้วเจ้าค่ะ คล้ายเหมือนตอนที่ท่านยังเป็นหนุ่มๆ แต่บ่าวเห็นว่า ท่าทางของคุณหนูหยีหนิงดูมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมากกว่าท่านอัครมหาเสนาบดีตอนหนุ่มๆ เสียอีก จิตใจของนางก็มีความบริสุทธิ์กตัญญูมาก ถึงแม้ว่าคุณหนูจงใจทำให้นางลำบากเพียงใด นางก็มีแต่เชื่อฟังเพียงอย่างเดียวและอดทนรับไว้ ไม่ทำให้คุณหนูโมโหเลยสักนิด เป็นเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้นางลำบากมามาก ทว่ายังสามารถมีสติและเข้าใจง่าย ไม่ได้มีจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย”

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงหัวเราะขึ้นมา “ยากนัก ที่เจ้าจะชื่นชมคนคนหนึ่งไม่หยุดปากเช่นนี้”

        แม่นมเปายิ้มอายๆ “ก็เพราะว่าคุณหนูหยีหนิงทำให้คนอื่นเอ็นดูจริงๆ นี่นา”

        “เอาเถอะ จะรอให้ฮั่นเจี่ยร์คิดอยากพานางมาที่นี่ สู้ให้ข้าไปรับนางมาไม่ดีกว่าหรือ” ฮูหยินติ้งกั๋วกงครุ่นคิด จึงมีคำสั่ง “เจ้าเรียกคนให้ไปที่นอกบ้านให้หน่อย ตอนนี้หมิงเกอร์น่าจะกลับมาแล้วละ”

        ที่ฮูหยินติ้งกั๋วกงพูดถึงคือ หมิงเกอร์ ผู้มีศักดิ์เป็นหลานชายคนโตของจวนติ้งกั๋วกง ผู้มีนามว่า ซุนหยู่

        แม่นมเปาตกตะลึง จากนั้นเปิดปากถาม “ฮูหยินให้เรียกคุณชายใหญ่ไปจวนอัครมหาเสนาบดีเพื่อส่งข่าวหรือเจ้าคะ?”

        “ใช่สิ” ฮูหยินติ้งกั๋วกงคิดแล้วจึงพูดขึ้น “คนรอบข้างไป ก็ดูเหมือนว่าพวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญ ในเมื่อต้องการเชิญคนมา อีกทั้งหยีเจี่ยร์ก็เป็นคนดี ในฐานะที่ข้าเป็นยายของนาง แน่นอนว่าต้องให้เกียรตินางสิ ซุนหยู่ของเรา ในสายตาคนอื่นนั้นก็พอมีชื่อเสียง ในบรรดาบัณฑิตตำแหน่งของเขาก็สูงด้วย สามารถพูดคุยกับท่านลุงของเขาได้ ให้เขาเป็นตัวแทนของข้าไปในครั้งนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว”

        “ฮูหยินคิดรอบคอบมาก นายท่านกับท่านอัครมหาเสนาบดีพอพูดคุยกันได้ ท่านอัครมหาเสนาบดีชื่นชอบคุณชายอย่างกับอะไรดี ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้คุณชายเป็นลูกชายแท้ๆ ของท่านเองนะเจ้าคะ” แม่นมเปาหัวเราะพลางเรียกบ่าวให้ไปจัดการให้ ตนเองอดไม่ได้ที่จะยกตำแหน่งใหม่ให้กับฉินหยีหนิงอีกหนึ่งตำแหน่ง

        ต้องรู้ว่า ในบรรดาหลานของติ้งกั๋วกง ซุนหยู่ไม่ใช่เป็นเพียงขุนนางธรรมดา ในบรรดาคนหนุ่มของต้าเยี่ยน ซุนหยู่เป็นบุคคลน่าอัศจรรย์ผู้หนึ่ง

        ซุนหยู่ ชื่อในตาราง หยวนหมิง มีอายุยี่สิบหกปี จนถึงปัจจุบันนี้เขายังไม่ได้แต่งงาน เพราะเขาปฏิเสธที่จะผูกพันธะกับหญิงสาว

        เขาต้องการรอคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีเจตนาดี เป็นหญิงผู้งดงามที่สุดในปฐพี เขาถึงจะผงกศีรษะตอบรับ

        เขาเป็นคุณชายที่มีความสง่างาม หล่อเหลา เขาเป็นผู้นำคนรุ่นใหม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขามีความสามารถ มีความเข้าใจทั้งประวัติศาสตร์และการเมือง

        เมื่อสองปีที่แล้ว เมื่อแคว้นต้าโจวและแคว้นต้าเยี่ยนเริ่มทำสงครามอย่างเป็นทางการ หนังสือสาบานของซุนหยู่ และพรสวรรค์ทางด้านวรรณกรรมของเขา ทำให้ต้าโจวต้องบาดเจ็บและขายขี้หน้ามาก นอกจากส่งเสริมขวัญกำลังใจให้ต้าเยี่ยนแล้ว ก็ยังทำให้ชายหนุ่มเข้ามาร่วมเป็นทหารในกองทัพ เพื่อทำประโยชน์ให้กับแคว้น ฮ่องเต้เห็นแล้วก็ชื่นชมอย่างมาก พร้อมมีราชโองการรับสั่งให้ซุนหยู่เข้าวังเพื่อทำการสอบต่อหน้า จากนั้นก็มีคำกล่าวอันโด่งดังที่ว่า ‘กำเนิดลูกชายให้เป็นเหมือนซุนหยวนหมิง’

        แม้แต่คนที่ระมัดระวังเช่นฉินหวยหยวน ก็เริ่มยกย่องคนที่มีความสามารถโดยไม่ได้ดูจากสายเลือด ทั้งยังกล่าวยกย่องว่า ‘ซุนหยวนหมิงเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในยุคนี้’ เพราะหนังสือสาบาน ทำให้ซุนหยู่ไม่เพียงแค่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ต้าเยี่ยนเท่านั้น แต่ในราชวงศ์ต้าโจวก็มีชื่อเสียงมากด้วย ได้ยินมาว่าฮ่องเต้เซิ่งช่างแห่งราชวงศ์โจวถึงกับป่วยหนักด้วยบทความนี้

        เป็นบุคคลที่หล่อเหลาด้วยพรสวรรค์ที่โด่งดังเช่นนี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าของฮูหยินติ้งกั๋วกง

        ให้เขาไปที่จวนอัครมหาเสนาบดีเพื่อเชิญคนมา สามารถมองเห็นได้ชัดว่า ในใจของฮูหยินติ้งกั๋วกงนั้นฉินหยีหนิงมีค่ามากขนาดไหน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)