0 Views

        เสียงพูดคุยจากห้องโถงด้านข้างนั้นเงียบเชียบลงอีกหน และด้วยความไม่พอใจของล่าวไท่จุน ทำให้อากาศดูราวกับจะแข็งตัว ผู้คนต่างตกตะลึงนิ่งงัน แม่นมฉินกับจี๋เสียงและคนใช้ที่อยู่ข้างนอกนั้น ยิ่งไม่กล้าหลุดคำพูดใดๆ ทั้งยังกลั้นหายใจไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย

        ฉินหยีหนิงคุกเข่าบนพรมปักลายดอก พลางมองไปที่ล่าวไท่จุนและเอ่ยช้าๆ “เมื่อแม่บุญธรรมของข้าน้อยที่กำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่าน ได้บอกให้ข้าน้อยซ่อนตัว ท่านบอกข้าว่าหากข้าถูกจับตัวไปขาย ชีวิตของข้าน้อยต้องไม่ดีเป็นแน่ โดนสัตว์ร้ายกินเป็นอาหารยังจะดีเสียกว่า”

        ในคำพูดดังกล่าวเหมือนนางไร้ซึ่งหนทางที่จะมีชีวิตรอด และมีความยากลำบากแฝงอยู่อย่างเหลือล้น

        แต่เดิมนางมีชาติกำเนิดเป็นถึงบุตรีผู้ที่เชิดหน้าชูตาให้อัครมหาเสนาบดี แต่ยามเมื่อนางเกิดมากลับถูกคนอื่นแทนที่ ด้วยการสับเปลี่ยนและพานางไปทิ้งไว้ในป่า โชคดีที่ได้พบกับแม่บุญธรรมผู้โอบอ้อมอารี ทว่ามารดาอุปถัมภ์กลับเสียชีวิตจากไปตั้งแต่นางอายุได้แปดขวบ ทำให้ฉินหยีหนิงต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าในเมืองที่มีสงครามวุ่นวาย นางทำได้เพียงแค่เอาชีวิตรอดด้วยการไปหลบซ่อนอยู่ในป่าคนเดียว ใช้ชีวิตอยู่กับความหนาวเย็นและขาดความอบอุ่น กระนั้นยังสามารถรอดชีวิตมาได้จนอายุสิบสี่ปี กระทั่งพ่อแท้ๆ ของนางมาเจอเข้า

        เด็กสาวเช่นนี้ จะไม่ให้สงสารได้อย่างไร?

        หากเปลี่ยนเป็นพวกเขา เมื่ออายุแปดขวบเช่นนาง จะสามารถอยู่คนเดียวในป่าทุรกันดารได้ถึงหกปีหรือไม่?

        ไม่มีผู้ใดในที่แห่งนี้ ที่มั่นใจว่าจะอยู่รอดเลยแม้แต่คนเดียว

        แม้เพียงแค่หกวันเท่านั้น พวกเขาก็กลัวว่าจะทนไม่ไหวเสียแล้ว

        อย่าว่าแต่จะกินอะไร จะอยู่อย่างไรเลย แค่การมีชีวิตรอดด้วยตัวคนเดียว เวลาเจ็บป่วยก็ไม่มีคนดูแล ไม่มีใครใส่ใจว่าจะร้อนหรือหนาวเย็น และแม้แต่เวลาเหงาก็ไม่มีคนพูดด้วย มันเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะทนได้

        อย่างไรก็ตามหัวใจของมนุษย์ล้วนทำมาจากเลือดเนื้อ ผู้คนในที่แห่งนั้นต่างมองไปที่ฉินหยีหนิง แววตาของนางมีความน่าสงสารและแฝงความอ่อนโยนอยู่ภายใน

        “เจ้า…มันยากลำบากสำหรับเจ้ามากสินะ” ล่าวไท่จุนถอนหายใจเล็กน้อย เมื่อเทียบกับถ้อยคำที่ท่านพูดก่อนหน้านั้น น้ำเสียงในประโยคนี้ดูอ่อนเบาลงกว่าเดิมเยอะมาก

        สายตาของฉินฮุ่ยหนิงมองไปยังล่าวไท่จุนที่กำลังใจอ่อน นางกำมือของตนแน่นจนเกิดเป็นเล็บขีดข่วนคล้ายพระจันทร์เสี้ยวสีขาวสี่ขีด จวบจวนเลือดเกือบจะไหลออกมา แต่ใบหน้าสวยงามบอบบางของนางกลับดูน่าสงสารยิ่งกว่า ดวงตาบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักนั้นคล้ายมีหยาดน้ำเอ่อคลออยู่ตลอดเวลา

        นางย่างเท้าสองสามก้าวไปข้างหน้า จากนั้นจับมือพยุงฉินหยีหนิงขึ้นมา มือเนียนละเอียดดุจหยกขาวของฉินฮุ่ยหนิงเมื่อสัมผัสมือหยาบกร้านขรุขระ ซ้ำยังมีรูหนอนของฉินหยีหนิงย่อมเห็นความแตกต่างชัดเจน นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสงสาร “น้องเสี่ยวซี ลำบากน้องแล้ว”

        หนึ่งประโยคเสี่ยวซีนั้น เท่ากับเห็นพ้องไม่ยอมรับว่าแท้จริงแล้วฉินหยีหนิงนั้นคือใคร

        กลุ่มคนในที่นี้ต่างรู้ดี จะมีผู้ใดบ้างที่ไม่เข้าใจ? หญิงสาวบางคนถึงกับก้มหน้าไม่มองบ้าง แต่ก็มีบ้างที่เงยศีรษะและเงี่ยหูฟัง

        มือของฉินฮุ่ยหนิงให้ความรู้สึกเหมือนสัมผัสบางสิ่งที่เปียกชื้นและเย็นเยือก ทำให้ฉินหยีหนิงนึกถึงหนังงูเย็นๆ ไปโดยปริยาย นางกะพริบตาหลายทีและดึงมือของนางกลับมา

        ตั้งแต่ฉินหยีหนิงก้าวเท้าผ่านประตูจวนมาถึงที่นี่ ความเป็นศัตรูของฉินฮุ่ยหนิงที่อยู่ตรงหน้า ณ ขณะนั้นชัดเจนที่สุดสำหรับนาง ดูเหมือนว่าฉินฮุ่ยหนิงเป็นลูกสาวบุญธรรมที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด ถึงได้สลับเปลี่ยนตัวกับนาง แต่เมื่อนางกลับมาแล้ว แน่นอนว่า ย่อมขัดกับสถานะของคนตรงหน้า

        ฉินหยีหนิงผู้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในป่าย่อมมีความสามารถโดยธรรมชาติในการรับรู้ถึงความเป็นศัตรู มิเช่นนั้น นางต้องเป็นอาหารให้สัตว์ป่าไปนานแล้ว แม้ว่านางจะซ่อนตัวอยู่ในเขา แต่บางครั้งบางคราวนางก็จำเป็นต้องลงจากเขาบ้าง นางเคยหายาสมุนไพร และเคยล่าสัตว์เพื่อแลกกับสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้นางไม่อาจหลีกเลี่ยงการติดต่อกับพ่อค้าหรือนักล่า ตอนที่นางยังเด็ก นางอาศัยและใช้ชีวิตอยู่กับแม่บุญธรรมในเมือง ทำให้นางเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ได้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าคุณหนูผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในจวนเสียอีก

        เพราะการต้องใช้ชีวิตในยุคแห่งสงครามที่วุ่นวาย เพื่อความอยู่รอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องสกปรกโสมมหรือความมืดมนเพียงใด นางล้วนเคยเจอมาแล้วทั้งสิ้น

        ความเจ้าเล่ห์เสแสร้งทำเป็นอ่อนโยนของฉินฮุ่ยหนิง กับความเป็นจริงที่เพิ่งรับรู้ทำให้ฉินหยีหนิงต้องเม้มปากออกมา

        คุณชายรองฉินหานขมวดคิ้วไม่เห็นด้วย พลางก้าวไปข้างหน้าพร้อมคำนับ “ล่าวไท่จุน ถ้าเรียกชื่อเล่นของหยีเจี่ยร์ว่าเสี่ยวซีก็ดี อย่างนั้นแสดงให้เห็นว่าพวกเราก็ไม่ลืมบุญคุณของแม่บุญธรรมของนางที่เลี้ยงนางมาแปดปีสินะ แต่ว่าตระกูลฉินของพวกเรา ตามหลักแล้ว การตั้งชื่อลูกสาวนั้นมักจะลงท้ายด้วยคำว่าหนิง เจียหนิง ฮุ่ยหนิง ซวงหนิง อันหนิง ป่าวหนิง มีที่ไม่ใช้หนิงลงท้ายด้วยหรือ? อีกอย่างท่านลุงใหญ่ก็ได้ตั้งชื่อให้เสี่ยวซีว่าหยีหนิง ล่าวไท่จุนถ้า…”

        “คำพูดของข้าตอนนี้ต้องให้หลานอย่างเจ้ามาออกความเห็นแล้วหรือ? ข้าแก่แล้ว จัดการอะไรๆ บ้านนี้ไม่ได้แล้วสิ!? หรือเจ้าจะเป็นผู้จัดการเรื่องในบ้านนี้ บ้านฉินเปลี่ยนเป็นเจ้ามาจัดการแทนเลยดีไหม?”

        ถึงแม้ว่าฉินหานเป็นทายาทคนโตของบ้านสาม แต่นายท่านสามเป็นเพียงสามัญชนไม่มีลาภยศอะไร ล่าวไท่จุนไม่ชอบสามัญชนนัก จึงไม่ปลื้มฉินหานสักเท่าไร ปกตินั้นนางให้เกียรติฉินหานบ้าง แต่ตอนนี้นางกำลังมีโทสะ ย่อมมีส่วนทำให้นางไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกแล้ว

        ฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อ ก้าวไปข้างหน้าพร้อมดึงแขนเสื้อของฉินหาน ตักเตือนสามีว่าอย่าขัดใจล่าวไท่จุน

        ฉินหานยังมีท่าทีแข็งกร้าว ทั้งยังถูกอารมณ์โกรธครอบงำอันมีสาเหตุมาจากความไม่มีเหตุผลของล่าวไท่จุน “หยีเจี่ยร์ถึงแม้ว่าจะโตมาในป่าลึก ทว่านางก็เป็นถึงลูกสาวแท้ๆ ของท่านลุงใหญ่ ตราบใดที่คนนั้นไม่ใช่คนโง่ ใครๆ ก็สามารถแยกแยะนางได้อย่างรวดเร็วทั้งนั้น ตอนนี้ในเมื่อไม่มีใครสงสัยในตัวนางแล้ว ล่าวไท่จุนยังพูดแบบนี้อีกได้อย่างไร?”

        ล่าวไท่จุนเบะปาก เอ่ยออกมาพร้อมความขุ่นเคือง “คนหน้าเหมือนกันบนโลกนี้มีเยอะแยะถมไป! ทำไม? หากมีคนหน้าคล้ายกับท่านลุงใหญ่ของเจ้าก็ถือว่าเป็นครอบครัวของเราหมดเลยสินะ!”

        “ล่าวไท่จุน ที่จริงท่านก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าหยีเจี่ยร์ ก็คือเด็กที่ถูกศัตรูทางการเมืองของท่านลุงใหญ่สลับเปลี่ยน พวกเราก็ไม่ได้บอกว่าหยีเจี่ยร์กลับมาแล้วจะต้องทำอย่างไรกับฮุ่ยเจี่ยร์สักหน่อย ท่านจะตื่นเต้นทำไมกัน? เด็กที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน ท่านยังรักและเอ็นดูเลี้ยงนางมาจนโตได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับหลานของตัวเอง ท่านจะรักและเอ็นดูบ้างไม่ได้เชียวหรือ?”

        ประโยคที่ว่า ‘มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน’ ประโยคนี้ทำให้หน้าของฉินฮุ่ยหนิงนั้นแดงเถือก น้ำตาไหลลงมาบนใบหน้าขาวสะอาดและสวยงามของนาง เด็กสาวร้องไห้ครวญครางในอ้อมแขนของล่าวไท่จุน พร้อมเสียงคร่ำครวญ “ท่านย่า หลานไม่ดีเอง…เป็นเพราะหลานไม่ดีเอง”

        ล่าวไท่จุนเมื่อเห็นฉินฮุ่ยหนิงร้องไห้สะอึกสะอื้น ก็พลอยเศร้าโศกน้ำตานองใบหน้าไปด้วย นางตบหลังฉินฮุ่ยหนิงเบาๆ “ฮุ่ยเจี่ยร์อย่าร้องไห้เลย มีย่าอยู่ทั้งคน ไม่มีใครกล้าทำอะไรหลานทั้งนั้น”

        ดูเหมือนคนรอบตัวจะขับไล่นางออกไปเสียอย่างไรอย่างนั้น

        ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ล่าวไท่จุนรักฉินฮุ่ยหนิงมาก จนตอนนี้ทำอะไรไม่ถูกแล้ว

        ฮูหยินน้อยเหยาซื่อ ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมเอ่ยตักเตือนฉินหาน “ลุงน้อยก็ให้เกียรติแก่ล่าวไท่จุนบ้างสิ พูดให้น้อยๆ หน่อยเถอะ”

        ส่วนฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อก็รีบดึงแขนเสื้อของฉินหานออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อบอกเป็นนัยให้ชายหนุ่มรู้ว่า อย่าพูดมากนักเลย มีแต่จะทำให้คนเกลียดคนชังเสียเปล่าๆ

        แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ถ้าไม่ให้เรียกลูกหยีว่าหยีหนิง ก็ไม่เป็นการยุติธรรมกับนางเลย ฮุ่ยเจี่ยร์เองอาศัยอยู่ในจวนนี้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและที่อยู่ ใช้สิทธิ์ความสบายที่เคยเป็นของหยีเจี่ยร์อย่างนี้! ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ช่วยนางพูดแทนสิถึงจะถูกต้อง แต่นี่อะไรกลับแทงใจได้อย่างนี้เสียล่ะ”

        ฉินฮุ่ยหนิงเมื่อโดนเรียกชื่อของตน ใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือด นางแหงนมองไปยังฉินหาน

        คุณชายรองเอ่ยออกมาอีก “ตอนนี้เกิดสงครามความวุ่นวายขึ้นมา บ้านเมืองไม่ใช่บ้านเมืองอีกต่อไป ในเมืองเหลียงสิบบ้านมีเก้าบ้านที่ว่างเปล่า มันดูโหดร้ายจนทนดูไม่ได้ ถ้าทุกคนที่นี่เห็นชีวิตของหยีเจี่ยร์ด้วยตาของท่านเอง ท่านก็จะเข้าใจถึงความยากลำบากของหยีเจี่ยร์! ข้าออกไปในครั้งนี้ ใจที่เคยเข้มแข็งดั่งเสือของข้ายังต้องหดหู่ลงมาครึ่งหนึ่งเลย ข้าชื่นชมในความมุ่งมั่นของหยีเจี่ยร์ ข้าไม่พูดอะไรอีกแล้ว ความยากลำบากของนางในอดีต หากเปลี่ยนเป็นพวกท่านคนใดคนหนึ่งล่ะ หญ้าบนหลุมศพคงสูงถึงสามฟุตแล้ว! เราเจอเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเราแล้ว น่าจะดีใจและยอมรับสิ ไม่แน่สองวันหลังจากนี้ บ้านเมืองอาจจะล่มสลายแล้ว อย่างน้อยคนในครอบครัวจะได้ตายในที่เดียวกัน”

        ใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงแดงก่ำ “ข้าแย่งชีวิตของเสี่ยวซี ข้าผิดเอง”

        ฉินหานเบะปาก พร้อมกลอกนัยน์ตาค่อนแคะ

        “พอได้แล้วน้องรอง เจ้านี่พูดมากจริงๆ” คุณชายใหญ่ฉินหยูเอ่ยออกมาหลังจากรอจนกระทั่งให้ฉินหานพูดจบ

        “ข้ารู้ว่าล่าวไท่จุนไม่ค่อยชอบขี้หน้าข้า ข้าจะไม่ให้ท่านเห็นหน้าข้าแล้วก็ได้!”

        “เจ้าไสหัวออกไปไกลๆ เลยนะ”

        ฉินหานแค่นเสียงฮึพลางดึงมือภรรยาของตนแล้วหันหลังก้าวเดินออกไป

        ล่าวไท่จุนโกรธมาก นางตบโต๊ะเตี้ยข้างๆ ดังปัง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงลามไปจนถึงใบหู มองตามแผ่นหลังของฉินหานกระทั่งเขาก้าวพ้นประตูออกไปด้านนอก พร้อมตะโกนออกมา “เจ้าคนสารเลว! เจ้าคนสารเลว! ไสหัวออกไปให้ไกลๆ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”

        “ใจเย็นๆ นะเจ้าคะท่านย่า” ฉินฮุ่ยหนิงเอ่ยปลอบใจ “พี่รองเป็นคนตรง พูดตรง แต่เขาก็ไม่ได้พูดผิดอะไร ที่จริงข้าเองที่ไม่คู่ควร”

        ล่าวไท่จุนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กอดฉินฮุ่ยหนิงและร้องไห้พร้อมๆ กับนาง ทำให้เด็กสาวคนอื่นๆ พลอยร้องไห้ไปด้วย บรรยากาศในห้องจึงดูวุ่นวายไปหมด

        ถ้าบ้านเมืองข้างนอกสงบสุข นางก็อยากออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง เพราะถึงแม้ว่าจะลำบากแต่อย่างน้อยยังมีชีวิตที่อิสระ

        แต่นางไม่อาจทำได้! เพราะที่นี่คือบ้านของนาง นางได้เจอกับผู้ให้กำเนิดและญาติๆ ของนางแล้ว หรือจะให้นางยอมปล่อยสิ่งที่เป็นของตนให้คนอื่นชิงเอาไป?

        ฟังจากพี่รองบอกว่า แม่ที่ให้กำเนิดนางยังมีชีวิตอยู่

        ผู้เป็นแม่ต้องรักลูกอย่างแน่นอน ย่อมไม่ต่างจากแม่บุญธรรมของนาง ที่ถึงแม้ไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่ยังรักและทะนุถนอมนางอย่างดีที่สุด ฉะนั้นแล้วมารดาผู้ให้กำเนิดจะต้องรักและทะนุถนอมนางมากกว่านี้อย่างแน่นอนสิ

        ฉินหยีหนิงมีท่าทีรีบร้อนขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางหันกลับไปหาฉินหวยหยวนที่กำลังขมวดคิ้ว พร้อมเอ่ยถามด้วยท่าทีขัดเขิน “ท่านพ่อ ท่านแม่ของข้าอยู่ที่ใด ทำไมถึงไม่เห็นท่านล่ะ?”

        เมื่อฉินฮุ่ยหนิงได้ยินคำพูดนี้ นางก็มองจ้องไปที่ฉินหยีหนิงทันที

        ฉินหวยหยวนขานรับเสียงเบา “อืม” จากนั้นก็โบกมือเรียกจี๋เสียง “ไปเชิญฮูหยินใหญ่มา”

        จี๋เสียงรับคำเสร็จแล้ว ก็รีบออกไปโดยไม่รอช้า

        ฉินหยีหนิงไม่ได้หันกลับไปมองท่าทีของล่าวไท่จุนอีก นางมองไปยังประตูทางเข้าที่อยู่ข้างหน้า ตอนที่นางยังเป็นเด็ก นางก็รู้ว่า นางเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง นางคิดและฝันถึงแม่แท้ๆ ของนางมาโดยตลอด วาดหวังว่าแม่ของนางนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร วันนี้นางกำลังจะได้เจอมารดาแล้ว ความทุกข์ความยากลำบากในหลายปีที่ผ่านมา ฝึกจิตใจให้นางเป็นคนสงบนิ่งมั่นคง แต่ตอนนี้มือของนางกลับมีเหงื่อไหลออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        ไม่นานนักข้างนอกก็มีเสียงฝีเท้าเข้ามา ตามด้วยเสียงร้องแจ้งของบ่าวรับใช้

        “ล่าวไท่จุน ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง ฮูหยินสามมาแล้วเจ้าค่ะ”

        ม่านหนาถูกเลิกขึ้น ผู้ที่ปรากฏตัวให้เห็นเป็นหญิงวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าและคาดเอวสีม่วงอ่อน ดูสวยสง่ามีราศี บนศีรษะของนางสวมเครื่องประดับถูกตกแต่งด้วยปิ่นทองรูปหงส์แกว่งไปแกว่งมา นางเดินเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ดวงตาทั้งสองข้างของนางบวมโตเป็นลูกท้อ

        นางหยุดยืนใกล้กับชั้นวางของโบราณ จากนั้นมองไปรอบๆ จนในที่สุดดวงตาบวมช้ำของนางก็มองไปที่ฉินหยีหนิง

        สองมือของฉินหยีหนิงกำแน่น นางก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าวด้วยสัญชาตญาณ พร้อมมองไปที่หญิงวัยกลางคนผู้นั้นเช่นกัน

        สายตาทั้งสองคู่สบกัน ถึงแม้ว่าไม่มีใครบอกกล่าว แต่นางสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็นมารดาของนาง

        “เจ้า…” ซุนซื่อก้าวช้าๆ ไปยังฉินหยีหนิง ร่างของนางดูเหมือนหนักเป็นพันจิน แหงนหน้ามองพร้อมยื่นมือสั่นสะท้านสัมผัสไปที่ใบหน้าของฉินหยีหนิง

        ในที่สุดดวงตาของฉินหยีหนิงเริ่มมีน้ำตาคลอ นางเปล่งเสียงเรียก “ท่านแม่” ขณะยกแขนทั้งสองและเดินไปข้างหน้าอีกสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว

        ซุนซื่อส่งเสียงร้องไห้ออกมาในทันใด นางสาวเท้าถอยห่างและเอ่ยว่า “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! ที่ผ่านมา…คนที่ข้าเลี้ยงมากับมือไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของข้า เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไรกัน!”

        เมื่อฉินฮุ่ยหนิงเห็นซุนซื่อเป็นเช่นนั้นก็รีบโผเข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่าย ดวงตาของเด็กสาวยังบวมแดงยามร้องไห้เสียงดังออกมาอีกหน “ท่านแม่ ลูกผิดเอง ลูกไม่คู่ควรที่จะได้รับความรักจากท่านแม่ เป็นลูกแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากเสี่ยวซี แต่ว่า…ลูกไม่ได้ตั้งใจ ลูกไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)