0 Views

        หลังจากถูกมารดาแท้ๆ จ้องมองด้วยความเกลียดชัง ตอนนี้อารมณ์ของฉินหยีหนิงจึงค่อนข้างหดหู่

        อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินคำพูดของแม่นมเปา นางบังคับตัวเองให้เข้มแข็งและกำจัดอารมณ์ทั้งหมดทันที นางยิ้มอย่างสุภาพให้อีกฝ่ายและเอ่ยว่า “แม่นมเปาสุภาพเกินไปแล้ว ข้ามิบังอาจน้อมรับ แต่ท่านยายฝากถ้อยคำใดมาหรือ?”

        นับเป็นครั้งแรกที่แม่นมเปาได้พิจารณาฉินหยีหนิงในระยะใกล้ชิด

        คนอื่นๆ อาจฟังไม่ออกถึงความเก่งกาจของนางซึ่งแฝงอยู่ในถ้อยวาจาเมื่อครู่ ทว่าแม่นมเปาผ่านชีวิตในจวนมาเป็นเวลาหลายปี เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์มากมายเลยทีเดียว มีหรือที่นางจะไม่เข้าใจ?

        คำพูดของฉินหยีหนิง ประโยคข้างหน้าเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อฮูหยินติ้งกั๋วกง นัยว่าเป็นการให้เกียรตินางอย่างมาก ประโยคหลังกลับเป็นการเตือนสถานะของนาง ทำให้แม่นมเปารู้สึกว่า ถึงนางจะเข้าข้างฉินฮุ่ยหนิง คิดว่าตนเองอายุมากแล้วสามารถตำหนิหรือสั่งสอนอะไรก็ได้ เมื่อฟังประโยคหลังก็คงต้องครุ่นคิดอีกครั้งแล้วล่ะ

        เมื่อสักครู่ได้เห็นท่าทีของล่าวไท่จุนที่มีต่อฉินหยีหนิง อีกทั้งเห็นการกระทำของนางอีกด้วย ถึงแม้ว่าถูกนางเตือนทางอ้อมออกมาประโยคหนึ่ง แต่แม่นมเปาก็ไม่ได้โกรธอันใด เห็นสายตาของฉินหยีหนิงแล้ว ก็ต้องชื่นชมและเคารพนางเพิ่มอีกหลายส่วน

        “เชิญคุณหนูขยับเท้าอีกหน่อยได้หรือไม่?” แม่นมเปายิ้มพลางชี้ไปทางพุ่มดอกเบญจมาศที่อยู่ในเรือนซิ่งหนิง

        ฉินหยีหนิงมองไปยังทิศทางของนิ้ว นอกจากจะเห็นเพียงกระถางดอกเบญจมาศหลากสีวางเรียงรายคล้ายเป็นภูเขาย่อมๆ รอบๆ นั้นกลับเป็นพื้นที่โล่ง มีระยะห่างจากห้องรับแขก ห้องข้างๆ ห้องหลักซึ่งเป็นทางผ่าน กับห้องที่อยู่ตรงข้ามห้องหลักประมาณหนึ่ง

        ตอนแรกฉินหยีหนิงไม่เข้าใจ ทว่าตอนที่นางเดินตามแม่นมเปามาถึงข้างๆ พุ่มดอกเบญจมาศนั้น สังเกตอีกครั้งเห็นห้องหลักก็เข้าใจในทันที

        รอบๆ ของที่แห่งนี้มีคนอยู่บ้าง ไม่กลัวว่าการสนทนาครั้งนี้จะมีคนได้ยินเข้า

        นางจะจำวิธีนี้ไว้ และคิดว่าการเติบโตในบ้านหลังใหญ่นี้ที่แท้ก็ทำให้ผู้คนเฉลียวฉลาดอย่างมาก

        แม่นมเปามีท่าทีจริงจังสง่างามและสุภาพ นางยืนอยู่เบื้องหน้าฉินหยีหนิง แย้มยิ้มพลางเอ่ย “คุณหนูกลับจวนมา คิดว่าการใช้ชีวิตอาจจะยังไม่คุ้นชินในทันที”

        “เป็นเช่นนั้นจริงๆ” ฉินหยีหนิงเอ่ยพูดออกมาจากใจ “อย่างไรก็ตาม ถือว่าโชคดีที่ได้กลับมา เพราะมันเป็นของขวัญจากสวรรค์ ข้าไม่กล้าขออะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว ข้าเพียงอยากจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อกตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่และผู้อาวุโส”

        ในใจลึกๆ ของแม่นมเปานั้นชื่นชมและเห็นด้วยในคำตอบของนาง

        นางมองออกว่าฉินหยีหนิงพูดกับคนอื่นไม่ค่อยเก่ง เนื่องด้วยจังหวะการพูดค่อนข้างเนิบช้า เห็นได้ชัดว่าต้องใช้เวลาครุ่นคิด ทว่าแต่ละคำพูดที่เอ่ยออกมาค่อนข้างเหมาะสม เห็นได้ชัดว่านางนั้นมีความฉลาดเฉลียวอยู่

        แต่เดิมแม่นมเปาคิดอยากจะถามทางอ้อม แต่เมื่อเห็นฉินหยีหนิงเช่นนี้แล้วจึงหยุดความคิดนั้นไว้ ก่อนถามออกมาตรงๆ

        “หลังจากที่คุณหนูสี่กลับจวน เกรงว่าฮูหยินมีท่าทีต่อต้านต่อท่านใช่หรือไม่?”

        เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินหยีหนิงกะพริบขนตายาวเรียว จากนั้นก็ยิ้มบางๆ

        “แม่นมเปาพูดขำขันแล้ว คนเป็นแม่ไม่มีเหตุผลที่จะต่อต้านลูกของตนเอง เพียงแต่ว่าฮูหยินอาจยังไม่แน่ใจ อีกทั้งฮูหยินเป็นแม่ที่มีใจเมตตา ข้านับถือมากๆ และอิจฉาฉินฮุ่ยหนิงอีกด้วย”

        แม่นมเปาจัดสร้อยข้อมือเงินกลวงที่อยู่ในถ้วย นางครุ่นคิดถึงคำพูดของฉินหยีหนิง รอยยิ้มของนางยิ้มออกมาอย่างจริงใจ

        ฉินหยีหนิงกำลังเปิดโปงอยู่สี่ความหมาย

        นางรู้ว่า ซุนซื่อเพียงแค่โดนปิดตาสองข้างก็เท่านั้น

        นางก็รู้ว่า ซุนซื่อเป็นแม่ที่ดีคนหนึ่ง และนางรักลูกมาก

        นางยิ่งรู้ว่า คนที่ปิดตาซุนซื่อคนนั้นเป็นใคร

        ยิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้รับการยอมรับจากมารดา แต่นางก็ไม่ได้มีความเกลียดชัง ทั้งยังยอมรอคอยแต่โดยดี

        การแสดงออกอย่างจริงใจเช่นนี้กลับปรากฏให้เห็นแม้นางยังไม่ได้สาธยายโดยละเอียด ฉินหยีหนิงกลับเข้าใจแล้ว และนั่นเป็นคำตอบที่ฮูหยินติ้งกั๋วกงอยากจะรู้อยู่พอดี

        คุณหนูที่โปร่งใสเช่นนี้ ถึงแม้ว่าลูกสาวที่ฮูหยินติ้งกั๋วกงเลี้ยงมาก็ไม่อาจถึงขั้นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังดีกว่าคุณหนูที่มีอายุเกินวัยกลางคนไปแล้ว แต่กลับยังคงประมาทและหุนหันพลันแล่น

        “ความหมายของคุณหนู บ่าวเข้าใจแล้ว” แม่นมเปาคำนับอย่างเคร่งขรึม

        ฉินหยีหนิงเขยิบไปด้านข้าง รับการคำนับจากแม่นมเปาเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็คืนคำนับให้อีกครั้งหนึ่ง นางจับมือทั้งสองข้างที่มีรอยย่นตามวัยของแม่นมเปา “ท่านเป็นคนสนิทที่สุดและอยู่เคียงข้างท่านยาย ในใจของข้า ท่านก็เป็นผู้อาวุโสเช่นกัน วันข้างหน้าไม่จำเป็นจะต้องมีพิธีรีตองแล้ว ข้าไม่รู้ว่าที่โน่นฮูหยินจัดการอย่างไร อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่าจะสามารถเข้าไปคำนับท่านตาท่านยายได้เมื่อใด แล้วก็ขอท่านโปรดนำคำอำนวยพรจากข้าไปให้กับท่านยายแทนข้าด้วย”

        “เจ้าค่ะ บ่าวจะจดจำไว้”

        แม่นมเปากับฉินหยีหนิงสบตาพร้อมส่งยิ้มให้แก่กัน และเดินช้าๆ ไปที่ห้องโถงใหญ่ ช่วงเวลาระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ แต่ไม่ได้พูดอะไรที่สำคัญเท่าใดนัก

        ที่ระเบียงมีบ่าวกำลังเลิกผ้าม่าน และเดินเข้าไปข้างใน

        จากนั้นฉินหยีหนิงกับแม่นมเปาจึงเดินเข้าไปข้างในตามลำดับ เข้าไปแล้วเห็นใบหน้าของซุนซื่อยังคงบึ้งตึงอยู่ นางนั่งอย่างสง่างามอยู่บนม้านั่งไม้ยาวใกล้หน้าต่าง ฉินฮุ่ยหนิงนั่งอยู่ใกล้ๆ ถัดจากซุนซื่อเล็กน้อย กำลังสะอึกสะอื้นและใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาอยู่

        บรรยากาศภายในบ้านชะงักนิ่งทันควัน ทำให้ทั้งแม่นมเปากับฉินหยีหนิงต่างก็เข้าใจ ฉินฮุ่ยหนิงจะต้องฟ้องกระทบกระแทกฉินหยีหนิงไปแล้ว

        ซุนซื่อพยายามข่มอารมณ์ของตน และยิ้มให้กับแม่นมเปาอย่างสุภาพ นางพูดว่า “แม่นมเปาเชิญนั่งเจ้าค่ะ รอให้ข้าจัดการเรื่องในบ้านก่อน ค่อยคุยกับท่านนะเจ้าคะ”

        จากนั้นจึงสั่งให้ฉ่ายจู๋วยกเก้าอี้ให้แม่นมเปา แต่กลับไม่ได้สนใจว่านางจะนั่งแล้วหรือไม่ ซุนซื่อก็ชี้นิ้วไปที่ฉินหยีหนิง “เจ้า คุกเข่าลง”

        รอยยิ้มบนใบหน้าที่มีมาโดยตลอดตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ถูกฉินหยีหนิงเก็บกลับไปหมดแล้ว คิ้วสวยงามขมวดเข้าหากัน นางเลียปากชมพูระเรื่อเบาๆ คุกเข่าลงอย่างผ่าเผยโดยไร้อาการต่อต้าน พร้อมก้มหน้าด้วยกิริยาสงบเสงี่ยม นางกล่าวว่า “ขอให้ฮูหยินใจเย็นๆ”

        “ใจเย็นๆ เจ้าจะให้ข้าใจเย็นๆ ได้อย่างไร” ซุนซื่อลุกขึ้นก้าวฉับๆ ไปด้านหน้าสองสามก้าว ชี้มือไปที่ฉินหยีหนิงจนเล็บสีแดงแทบจะทิ่มใบหน้าของเด็กสาว

        “เท้าของข้าเพิ่งจะออกจากประตูบ้านไป จากนั้นเจ้าก็กล้าใช้กำลังกับฮุ่ยเจี่ยร์ เจ้ากล้ามาก คิดว่าที่นี่คือในป่าในเขา ไม่มีกฎระเบียบหรืออย่างไร”

        ฉินหยีหนิงปิดตาแล้วปิดตาอีก ก่อนหน้านี้เพียงแค่รู้สึกเฉยชากับซุนซื่อ ตอนนี้นางไม่คิดที่จะมีความหวังอีกแล้ว หลังจากต้องเผชิญกับความเสียใจ นางยิ่งรู้สึกว่าตนเองสามารถที่จะมองข้ามทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว

        “ตอบฮูหยิน ลูกไม่ได้ทำ”

        “เจ้าไม่ได้ทำ? ถ้าเจ้าไม่ได้ทำ แล้วรอยบวมบนใบหน้าฮุ่ยเจี่ยร์เป็นฝีมือผีหรืออย่างไร”

        “ฮูหยินรู้ทั้งรู้ว่าฉินฮุ่ยหนิงถูกตบ แน่นอนว่ารู้ถึงสาเหตุที่นางถูกตบแล้ว ลูกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน จะเห็นคนยุยงให้ท่านกับท่านพ่อต้องแตกแยกกันได้อย่างไร”

        “เจ้าบังอาจนักนะ ต่อหน้าข้าแล้วยังกล้าต่อปากต่อคำอีก แค่นี้ก็รู้ได้แล้วว่าหลังจากที่ข้าออกไป เจ้าเลวร้ายเพียงใด เป็นเพราะว่าข้าไม่ได้เลี้ยงเจ้า…ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าต้องเหมือนคุณหนูลูกผู้ดีที่มีความรู้และมารยาทหรอกนะ แต่เจ้าก็ไม่สามารถที่จะนำสิ่งที่อยู่ข้างนอกชนบทนั่นเข้ามาใช้ในจวนนี้ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นป้าขี้บ่นข้างถนน หมัดมือแข็งแรงก็สามารถยืนได้มั่นคงใช่หรือไม่ ข้าจะบอกเจ้าให้ ฝันไปเถอะ”

        เสียงแหลมของซุนซื่อตะโกนเกรี้ยวกราดเสมือนปืนใหญ่ และหน้าอกก็กระเพื่อมอย่างรุนแรงเนื่องจากความโกรธ หลังจากด่าทอแล้วยังไม่สามารถลดความเกลียดชังนี้ได้ นางจับผมสีดำของฉินหยีหนิงและพูดอีกว่า “เจ้าเงยหน้าขึ้นมา”

        ฉินหยีหนิงยอมเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่อฟัง

        นางไม่ได้หลั่งน้ำตา เพียงแค่มีหยาดน้ำเอ่อคลออยู่ในเบ้าตากลมโตสดใสของนาง สายตาของนางนิ่งสงบ การแสดงออกไม่มีแม้แต่ความไม่พอใจและความเกลียดชัง

        ทว่าคนถูกมองอย่างซุนซื่อกลับรู้สึกว่าตนกำลังโดนอะไรมากระแทกเข้าอย่างจัง

        แต่เดิมนางอยากจะตบฉินหยีหนิงให้หนัก ทว่าแรงยกมือขึ้นสูงของนางกลับหายไป เหลือแต่มือซึ่งแข็งค้างอยู่กับที่

        ฉินหยีหนิงเห็นความเคลื่อนไหวดังกล่าว จึงกะพริบตา ขนตางอนยาวสั่นระริก ถึงกระนั้นยังคงไม่มีน้ำตาร่วงลงมาแม้แต่หยดเดียว “ฮูหยินใจเย็นๆ โกรธแล้วร่างกายเกิดเป็นอันใดขึ้นมา มันจะไม่คุ้มนะเจ้าคะ ใช้กำลังยิ่งไม่คุ้ม หากลูกสาวของท่านตบฉินฮุ่ยหนิง จะลงโทษอย่างไรก็ได้ หรือว่าลงโทษข้าให้ไปคุกเข่าบนกระเบื้องเคลือบเถิดเจ้าค่ะ หรือไม่ลงโทษข้าให้ไปตัดฟืนยกน้ำมาก็ได้เจ้าค่ะ”

        จบประโยค นางก็ก้มศีรษะและเอ่ยเบาๆ “เมื่อก่อนข้าเคยส่งไม้ฟืนให้กับเจ้านายบ้านคนรวย เห็นพวกเขาลงโทษบ่าวที่ทำผิด ก็ลงโทษเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ”

        ส่งไม้ฟืน?

        ลงโทษบ่าวที่ทำผิด?

        เมื่อนึกถึงสถานะของนางกับสิ่งที่นางประสบมา คนทั่วไปต่างก็มีความสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร รวมทั้งไม่สามารถเพิกเฉยได้ แต่ท่าทีของซุนซื่อที่มีต่อนาง เหมือนกับการกระทำของแม่ปฏิบัติต่อลูกเสียที่ไหน? ท่าทีของซุนซื่อต่อบ่าวรับใช้ยังจะดีกว่าท่าทีที่มีต่อฉินหยีหนิงเสียอีก

        ใจของคนทำจากเลือดเนื้อ แม่นมเปาลุกขึ้นยืนทันที ใจของนางเหมือนมีใครมาบีบครั้งหนึ่ง ทั้งปวดทั้งเจ็บ

        มือของซุนซื่อถูกลดลงอย่างหมดแรง สายตาที่ใช้มองฉินหยีหนิงก็มีความซับซ้อนอยู่หลายส่วน

        แม่นมเปาเอ่ยเสียงขรึมว่า “คุณหนูใจเย็นๆ ท่านอย่าลืมคำพูดของฮูหยินเด็ดขาดนะเจ้าคะ”

        ซุนซื่อเลียริมฝีปาก และไม่ได้พูดอะไร

        ฉินฮุ่ยหนิงกัดฟันแน่น สองมือกำเป็นหมัด นางต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อเอ่ยพูดโน้มน้าวออกมาประโยคหนึ่ง “ท่านแม่ ช่างมันเถอะเจ้าค่ะ ลูกไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”

        คำพูดประโยคดังกล่าวของฉินฮุ่ยหนิง เตือนซุนซื่อว่าเหตุใดนางถึงได้โกรธเช่นนี้

        เพียงแค่เมื่อสักครู่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธ แต่ตอนนี้มีความรู้สึกเอ็นดูจางๆ แทนที่เข้าไปแล้ว

        แม่นมเปามองไปที่ฉินหยีหนิง ลึกๆ ตอนนี้ในใจของนางเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดพอสมควร จากนั้นพูดขึ้นว่า “คุณหนูพักสักชั่วครู่ก่อนจะดีกว่าเจ้าค่ะ อนุญาตให้บ่าวเดินเล่นในเรือนนี้เถิด”

        แม่นมเปาย่อเข่าคำนับ มาถึงลานในเรือน เรียกบ่าวหลายคนมาเพื่อมาถามเรื่องที่ไม่ได้พูดถึงเมื่อสักครู่

        ฉินหยีหนิงสามารถคุกเข่าอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งธูปหนึ่งดอกลุกไหม้หมดพอดี ซุนซื่อถึงได้เอ่ย “ช่างเถอะ เจ้าจำบทเรียนครั้งนี้ให้ได้นะ จะหยาบกระด้างแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว เจ้าเป็นถึงคุณหนูในจวน ทายาทคนโตของบ้านใหญ่ หากทำอะไรโดยไร้ซึ่งกฎระเบียบ เอาอะไรที่เป็นชนบทมาใช้ที่นี่ทั้งหมด จะทำให้คนอื่นที่เห็นเข้าเอาไปพูดในทางเสียหายได้ ถึงตอนนั้นจวนของเราจะขายขี้หน้ากันหมด ไม่ใช่เรื่องของเจ้าคนเดียวเสียหน่อย มันจะกระทบกับชื่อเสียงของคุณหนูในจวนทั้งหมดนะ”

        คำพูดของซุนซื่อดูอ่อนโยนลง ฉินหยีหนิงจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมยิ่งกว่า “ฮูหยินสั่งสอนถูกแล้ว ลูกรับทราบแล้วเจ้าค่ะ”

        เห็นท่าทีของฉินหยีหนิง ซุนซื่อจึงคิดได้ว่าตนไม่ควรรังแกเด็กที่ลำบากและกำพร้ามาตั้งแต่วัยเยาว์

        นึกถึงคำพูดของฮูหยินติ้งกั๋วกง นางได้แต่ถอนหายใจ เพื่อความมั่นคงในตำแหน่งของนาง ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับเด็กสาวตรงหน้าแล้ว ดังนั้นยอมรับอย่างเต็มใจจะไม่ดีกว่าหรือ อีกอย่างหลังจากนางหายโกรธแล้ว ซุนซื่อก็สำนึกได้ว่าฉินหวยหยวนคงไม่สะเพร่าถึงขั้นเอาสายเลือดอื่นมาเป็นสายเลือดของตระกูลฉิน

        เด็กคนนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นลูกแท้ๆ ของนางจริงๆ

        แม้ยามนี้นางยังเหมือนคนแปลกหน้าไปสักหน่อย หลังจากนี้ค่อยดูอีกทีเถอะ…

        “เจ้าออกไปเถอะ” ซุนซื่อนวดหน้าผากของตน และไม่ได้มองฉินหยีหนิงอีก

        เด็กสาวโค้งคำนับ “เจ้าค่ะ” และเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง

        เมื่อถึงข้างนอกห้อง รุ่ยหลานกับชิวหลู่สองคนได้ส่งเสื้อคลุมสีน้ำผึ้งให้นาง จากนั้นเดินออกไปพร้อมๆ กัน

        ซุนซื่อมองไปที่ใบหน้าบวมแดงของฉินฮุ่ยหนิง ก่อนปลอบใจ “เจ้าก็อย่าน้อยใจเลย ที่จริงนางก็เป็นเด็กที่น่าสงสารคนหนึ่ง ครั้งนี้ปล่อยไปเถอะ ข้ามียาดีอยู่ อีกสักครู่จะให้แม่นมจินทายาให้เจ้า หน้าของเจ้าอีกไม่นานเดี๋ยวก็หายแล้ว”

        ฉินฮุ่ยหนิงเกือบกัดฟันสีเงาจนแตกกระจายเต็มปาก ตอนนี้ก็สามารถจะเห็นทุกอย่างได้กระจ่างแล้ว

        แม้ในใจของนางรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมเพียงใด แต่นางก็ไม่กล้าผลักที่พึ่งอันแข็งแกร่งนี้ได้ นางเพียงยิ้มและเกาะแขนของซุนซื่อด้วยกิริยาออดอ้อน “ท่านแม่พูดถูก ลูกเชื่อฟังท่านแม่ทั้งหมด”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)