0 Views

        มีเพียงฉากกั้นอยู่ระหว่างห้องด้านในและด้านข้าง หากมองผ่านไม้แกะสลักลายดั่งปรารถนาให้ละเอียดถี่ถ้วน ก็สามารถเห็นร่างของล่าวไท่จุน ซุนซื่อและคนอื่นๆ ได้ชัดเจน แน่นอนว่าฉินหยีหนิงและฉินฮุ่ยหนิงก็ได้ยินเสียงสนทนาของพวกนาง

        ฉินหยีหนิงนั่งนิ่งๆ ปลายนิ้วมือเล่นอยู่กับชามสีน้ำเงินขาวในอุ้งมือ

        ตรงกันข้ามกับฉินฮุ่ยหนิงซึ่งนั่งกัดฟันอยู่ ท่วงท่าของนางยังสง่างาม แต่ในใจแอบคิดวิธีว่า จะพูดอย่างไรกับแม่นมเปา เพื่อให้ท่านยายรู้ว่า ตนนั้นมีความทุกข์ทรมานมากแค่ไหน

        ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงล่าวไท่จุนบอกให้พวกนางออกไป ฉินฮุ่ยหนิงก็ดูมีความสุขในทันที นางรู้สึกเหมือนว่า ตอนที่นางอยากหลับแล้วมีหมอนมาให้ นางกำลังจะพลิกชะตาเป็นความโชคดีแล้ว

        นางไม่เชื่อว่า แม่นมเปาซึ่งให้ความสำคัญกับการสั่งสอนกฎระเบียบนั้น หลังจากได้รู้ว่าฉินหยีหนิงตบตีคนอื่น ยังจะมีความประทับใจในตัวฉินหยีหนิงอยู่อีกไหม

        หากแม่นมเปาไม่ชื่นชอบฉินหยีหนิง ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็คงไม่มีความประทับใจในตัวฉินหยีหนิงเช่นกัน ยังดีที่นางมีความสัมพันธ์กับมารดาและล่าวไท่จุนสิบกว่าปี บวกด้วยการเข้าข้างจากฮูหยินติ้งกั๋วกง การใช้ชีวิตในวันข้างหน้าก็คงไม่ได้แย่มากเท่าไร

        คิดได้เช่นนั้น ฉินฮุ่ยหนิงลุกขึ้นโดยไม่รอให้บ่าวมาประคอง นางก้าวไปข้างหน้าสามก้าว จากนั้นถอยมาสองก้าวแล้ววิ่งแจ้นออกไป แม้ในยามปกตินางมักให้ความสำคัญกับความสง่างาม ทว่าช่วงเวลานั้นทุกสิ่งอย่างกลับหายไปหมดแล้ว

        ทว่า ฉินหยีหนิงมีความแตกต่างกับฉินฮุ่ยหนิงอย่างสิ้นเชิง นางลุกขึ้นอย่างช้าๆ ตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้า จากนั้นยิ้มบางๆ ให้กับจี๋เสียงที่เข้ามาบอก “รบกวนพี่แล้ว”

        รอยยิ้มของนางสวยสง่า ทำให้จี๋เสียงเห็นแล้วต้องตกตะลึงในทันใด ในใจคิดเป็นนัย พร้อมอยากจะเข้าไปช่วยประคองนางออกมา “บ่าวไม่กล้า คุณหนูเรียกบ่าวว่าจี๋เสียงก็พอแล้ว”

        ตอนนี้แม่นมเปากำลังอยากเห็นและมองไปที่ทิศทางของห้องข้างใน นางกะพริบตา ฉับพลันนางเห็นฉินฮุ่ยหนิงปรี่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

        “ท่านแม่” ฉินฮุ่ยหนิงสะอึกสะอื้น และโผเข้าไปในอ้อมกอดของซุนซื่อ “ท่านแม่ ในที่สุดท่านแม่ก็กลับมาสักที”

        ท่าทีของนาง เสมือนว่าตอนที่ซุนซื่อไม่อยู่ที่บ้าน มีคนรังแกนางอย่างไรอย่างนั้น

        ล่าวไท่จุนเมื่อเห็นแล้วต้องขมวดคิ้วแน่น

        แม่นมเปาเห็นท่าทีของฉินฮุ่ยหนิงย่อมไม่เข้าใจ นางนิ่วหน้าอยู่หลายส่วน หากนางไม่ได้มองผิดไป เมื่อสักครู่นางเห็นใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงบวมแดงเป็นปื้นใหญ่อยู่ข้างหนึ่ง

        ซุนซื่อตบหลังฉินหยีหนิงเบาๆ นางยิ้มพลางพูดทัก “เป็นอะไรหรือ? แค่ไม่ได้เจอหน้ากันหนึ่งคืน ฮุ่ยเจี่ยร์ของข้าก็คิดถึงข้าแล้วหรือ?”

        ฉินฮุ่ยหนิงแหงนหน้าบวมช้ำให้อีกฝ่ายเห็นพร้อมเอ่ยถ้อยคำ “ท่านแม่ ลูก…ลูกคิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ”

        แก้มของนางนูนขึ้นสีอย่างชัดเจนไม่เหมือนกับหน้าเดิมเลย บวกกับที่นางร้องไห้ออกมาอย่างกับฝนตกอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ซุนซื่อเห็นแล้วเป็นต้องปวดใจยิ่งนัก

        “ฮุ่ยเจี่ยร์ หน้าของเจ้าเกิดอันใดขึ้น” ซุนซื่อรีบร้อนถามเสียงแหลม ยื่นสัมผัสไปที่แก้มของนางอย่างระมัดระวัง

        น้ำตาของฉินฮุ่ยหนิงเสมือนไข่มุกซึ่งร่วงหล่นเป็นสายไม่ขาดตอน นางสะอื้นไปพลางส่ายหน้าไปพลาง “ไม่…ไม่เป็นไร เป็นเพราะลูกไม่ดีเองเจ้าค่ะ”

        ระหว่างที่แม่ลูกกำลังคุยกันอยู่นั้น จี๋เสียงก็ประคองฉินหยีหนิงเข้ามายืนเบื้องหน้า นางโค้งคำนับล่าวไท่จุนกับซุนซื่ออย่างสง่างาม จากนั้นก็คำนับให้กับแม่นมเปาด้วย

        แม่นมเปารีบขยับหลีกออกไปข้างๆ ไม่กล้ารับคำนับจากนางโดยตรง แต่กลับคำนับให้ฉินหยีหนิง

        “คุณหนูสี่สวัสดีเจ้าค่ะ บ่าวมีนามว่าเปาซื่อ ได้รับคำสั่งจากฮูหยินติ้งกั๋วกงให้มาที่นี่เพื่อมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”

        ฉินหยีหนิงเรียนรู้วิธีการหลีกตัวของแม่นมเปา นางเอนตัวหลีกออกไปข้างๆ เพื่อไม่รับคำนับจากแม่นมเปา จากนั้นก็เดินเข้ามายังเบื้องหน้า พร้อมจับมือประคอง เอ่ยพูดออกมาอย่างนอบน้อม “แม่นมเปาเชิญลุกขึ้นเถิด ท่านมาที่นี่ก็คงจะเหนื่อยมาก แต่เดิมข้าก็อยากจะไปเยี่ยมท่านยายกับท่านตาอยู่”

        แม่นมเปาลุกขึ้นยืนและเงยหน้ามอง สายตาของนางไปหยุดอยู่ที่ดวงตาสุกใสงดงาม นางเป็นแม่นมมานานแล้ว เจออะไรมาก็มาก แต่กลับมีท่าทีคล้ายถูกต้องมนต์ตะลึงกับใบหน้างดงามอย่างกับแกะสลักนี้

        คิ้วยาวงอนสวย ตาโตดุจผลท้อสดใส ใบหน้าดุจแกะสลักออกมาอย่างประณีตพิถีพิถัน รูปร่างสูงสง่า มีบุคลิกนิ่งขรึม

        เด็กผู้หญิงคนนี้ มีความคล้ายกับฉินหวยหยวนในวัยหนุ่มจริงๆ แต่นางมีเสน่ห์และบริสุทธิ์ที่ผู้หญิงพึงมีมากกว่าฉินหวยหยวน นอกจากนี้ ยังมีความกำกวมและจิตวิญญาณ นางเป็นบุคคลหนึ่งที่ดูดีสวยงามจริงๆ

        หลังจากที่ฉินหยีหนิงกับฉินฮุ่ยหนิงออกจากห้องข้างในมาจนถึงตอนนี้ แม่นมเปาสังเกตอย่างละเอียดมาโดยตลอด

        จากลักษณะท่าทีการร้องไห้เสียใจและการพูดจาของฉินฮุ่ยหนิง เปรียบเทียบกับลักษณะท่าทางของฉินหยีหนิง เด็กสาวคนที่สองดูสง่างามกว่ามาก

        อีกอย่าง แม่นมเปาเจอเรื่องราวของคนหน้าซื่อแต่ซ่อนคมเอาไว้มามากมาย ฉินฮุ่ยหนิงนั้นกำลังซ่อนความคิดร้ายๆ อยู่ และกำลังทำทุกอย่างให้มันร้ายแรงเกินความเป็นจริง มีความเสแสร้งอยู่หลายส่วน มีเพียงซุนซื่อที่ใจนางเทให้กับลูกสาวไปจนหมด ความเมตตาของนางนั้นมากล้นจนเกินไป ทำให้นางไม่เห็นความร้ายกาจของฉินฮุ่ยหนิงที่เด็กสาวแอบซ่อนไว้

        ล่าวไท่จุนแต่เดิมเห็นลักษณะท่าทางการร้องไห้ออกมาเช่นนั้นแล้ว ก็รู้สึกไม่ชอบใจอย่างมาก

        ของเสียในบ้านไม่ควรบอกให้คนข้างนอกรู้ ไม่ว่าฉินฮุ่ยหนิงจะถูกหรือจะผิด เรื่องทั้งหมดทั้งสิ้น ควรปิดประตูจวนและมาแก้ไขปัญหา เจ้าเด็กคนนี้ทำไมทำตัววุ่นวายเปิดโปงเรื่องต่อหน้าคนของฮูหยินติ้งกั๋วกง?

        โชคดีอยู่บ้างที่ฉินหยีหนิงฉลาดเฉลียว แม้ว่าไม่เคยเรียนกฎระเบียบ แต่กลับเลียนแบบคนรอบข้างได้ การคำนับเป็นการคำนับที่ดี ความกังวลใจของล่าวไท่จุนจึงค่อยๆ ลดลงอยู่หลายส่วน

        ในใจลึกๆ ของล่าวไท่จุนนั้นทั้งรักและเอ็นดูฉินฮุ่ยหนิง หญิงชราเข้าใจในความกลัวและความทุกข์ของหลานสาว แต่เพราะท่าทีการแสดงออกของนางทำให้ล่าวไท่จุนรู้สึกไม่พอใจ เมื่อก่อนยังไม่เคยเจอปัญหาย่อมไม่รับรู้ แต่วันนี้ได้เจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว การเคลื่อนไหว ท่าทาง การกระทำของฉินฮุ่ยหนิง ดูมีความระมัดระวัง ใจแคบ ไม่เป็นธรรมชาติ กิริยาของนางยังสู้เด็กที่เพิ่งกลับมาจากในเขาไม่ได้

        เมื่อฉินหยีหนิงคำนับแม่นมเปาแล้ว ล่าวไท่จุนก็เอ่ยเชื้อเชิญ “ทุกคนนั่งก่อนเถิด แล้วค่อยพูดคุย”

        “เจ้าค่ะ” แม่นมเปาและฉินหยีหนิงกล่าวตอบ

        ซุนซื่อย่นคิ้วจนเป็นรอยหยัก นางดึงฉินฮุ่ยหนิงที่กำลังสะอื้นอยู่ มองไปยังล่าวไท่จุน พร้อมถามเสียงแหลมสูง “ล่าวไท่จุน ลูกสะใภ้เพิ่งจากบ้านไปเพียงหนึ่งคืน ทำไมใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิง ถึงได้เป็นเช่นนี้ไปได้เจ้าคะ? ไม่ใช่เพราะว่ามีคนรังแกนางหรอกหรือ? หากมีคนเช่นนั้นจริง ข้าคงปล่อยไว้ไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะเป็นลูกบุญธรรมของข้าแล้วก็เถอะ แต่ไม่มีเหตุผลให้คุณหนูของจวนเราถูกคนตบเช่นนี้!”

        ซุนซื่อพูดด้วยความชอบธรรม จ้องมองไปยังดวงตาของล่าวไท่จุนซึ่งคล้ายมีเปลวไฟลุกไหม้ นางเพียงแค่มองว่าฉินฮุ่ยหนิงทำความผิดอะไรหรือไม่ จึงถูกล่าวไท่จุนสั่งคนให้ตบหน้า ตบหนักขนาดนี้ คนเป็นแม่มีหรือจะไม่ออกหน้าให้ลูกสาวของตน?

        พูดตามตรง ซุนซื่อก็ไม่ได้คาดคิดว่าคนที่ตบฉินฮุ่ยหนิงนั้น จะเป็นฉินหยีหนิง

        ลักษณะท่าทางที่ไม่พอใจของซุนซื่อ ทำให้ล่าวไท่จุนโมโห จนเกือบจะล้มไปข้างหลัง

        “ภรรยาของลูกชายคนโต นี่เจ้ากำลังพูดกับแม่สามีอยู่นะ?”

        ซุนซื่อเชิดคางพร้อมเลียริมฝีปาก นางมีหลายถ้อยคำผุดโผล่ขึ้นในหัวเพื่อโต้เถียงกับล่าวไท่จุน แต่ในเมื่อนางกลับจวนไปแล้ว มารดาของนางได้สั่งไว้ ทำให้นางมีความลังเลอยู่หลายส่วน

        เมื่อเห็นสีหน้าของซุนซื่อ ล่าวไท่จุนก็สามารถเดาออกว่า นางกำลังคิดอะไรอยู่

        ในขณะที่ฉินฮุ่ยหนิงกำลังทำท่าสะอึกสะอื้นอยู่นั้น ต่อให้ล่าวไท่จุนพูดไปนางก็คงไม่เข้าใจ ซ้ำร้ายอาจยิ่งทำให้ซุนซื่อคาดเดาไปอีกทาง ทันใดนั้นใจของล่าวไท่จุนกลับรู้สึกตกลงไปในเหวลึกที่สุด รวมถึงขี้เกียจเห็นแก่หน้าของซุนซื่ออีกแล้ว

        “ซุนซื่อ เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนี้กับข้า เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น พวกเราทุกคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจ แม่นมเปาก็ไม่ใช่คนนอกอะไร ข้าก็อายุปูนนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องในบ้านของพวกเจ้านั้น ใหญ่โตจนให้อภัยไม่ได้ เจ้าดูสิดู เจ้าสอนลูกสาวออกมาเป็นอย่างไรเถอะ”

        ล่าวไท่จุนจ้องมองไปที่ซุนซื่อทีหนึ่ง และเอ่ยต่อ “เจ้าเห็นฮุ่ยเจี่ยร์เจ็บถึงเพียงนี้ แต่ฮุ่ยเจี่ยร์ถูกตบก็ไม่ใช่เพราะเจ้าที่สอนไม่ดีหรอกหรือ? เป็นเพราะพฤติกรรมของเจ้าไร้การควบคุม คำพูดของฮุ่ยเจี่ยร์อย่างไม่ตั้งใจ ทำให้หยีเจี่ยร์เข้าใจผิด คิดว่านางเป็นลูกของหญิงข้างนอก เจ้าก็ไม่ได้ตรวจสอบความจริงเท็จ แต่หาเรื่องทะเลาะกับเหมิงเกอร์ แล้วยังกลับบ้านแม่ยายอีก

        หยีเจี่ยร์เป็นคนดี เมื่อเห็นเจ้ากลับไปที่บ้าน ก็คิดว่าเป็นเพราะฮุ่ยเจี่ยร์ยุยงไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ให้อภัยไม่ได้ ดังนั้นนางจึงใช้กำลังตบฮุ่ยเจี่ยร์

        เด็กสองคนนี้ถึงแม้ว่าได้ทำผิดไปแล้ว คนหนึ่งทำไปเพื่อความสงบสุขของพ่อแม่ แต่พี่น้องไม่สามัคคีกลมเกลียวกันควรลงโทษหรือไม่นั้น ข้าในฐานะที่เป็นย่าก็ได้ลงโทษสั่งสอนพวกนางแทนเจ้าแล้ว

        ทำไม? เจ้ากลับบ้านแม่ยายเช่นนั้น กลับมาแล้วยังตำหนิข้าที่เป็นย่า ซึ่งช่วยสั่งสอนลูกสาวแทนเจ้าอีกหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็คงต้องบอกว่าใช่แล้วสิ”

        คำพูดของล่าวไท่จุน ทำให้ซุนซื่อยืนอึ้งอยู่ที่เดิม

        แต่แม่นมเปาฟังคำพูดของล่าวไท่จุน จากนั้นนำมาวิเคราะห์ได้ข้อสรุปหลายใจความ

        ฉินหยีหนิงตบฉินฮุ่ยหนิง

        คำพูดของฉินฮุ่ยหนิงอย่างไม่ตั้งใจ แต่ทำให้ซุนซื่อสงสัยสถานะของฉินหยีหนิง ทำให้ซุนซื่อทะเลาะกับฉินหวยหยวน

        ดูท่าทีของล่าวไท่จุน ฉินหยีหนิงตบฉินฮุ่ยหนิงแล้ว นางกลับไม่ได้โกรธเกลียดฉินหยีหนิง

        ครั้นนึกถึงเมื่อชั่วอึดใจก่อน เห็นท่าทีนิ่งขรึมของฉินหยีหนิงกับท่าทางร้องไห้ขี้มูกโป่ง เสียใจนักหนาแต่ไม่กล้าพูดออกมาของฉินฮุ่ยหนิง หลังนำมารวมกันแล้ว ก็ทำให้ในหัวของแม่นมเปาคาดเดาออกมาได้หลายอย่าง

        แม่นมเปาเผยยิ้มเพื่อบรรเทาความตึงเครียด “ฉินล่าวไท่จุนใจเย็นๆ คุณหนูของเราเป็นคนตรงๆ ท่านรักและเอ็นดูนางมาก อย่าให้เรื่องนี้ทำให้ต้องเข้าใจผิดกันเลยนะเจ้าคะ”

        ซุนซื่อกลับไม่ได้สนใจในคำพูดของแม่นมเปา แต่ทอดสายตาของตนไปยังฉินหยีหนิงซึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่ จากนั้นเอ่ยถาม “เป็นเจ้าที่ใช้กำลังตบฮุ่ยเจี่ยร์หรือ?”

        ฉินหยีหนิงแหงนหน้ามองพลางตอบ “เจ้าค่ะ”

        “เจ้าช่างใช้วิธีเลวร้ายมาก”

        “ตอบฮูหยิน คำพูดของฉินฮุ่ยหนิงส่อบอกเป็นนัยทำให้ท่านต้องเข้าใจท่านพ่อผิด จนทำให้ท่านกับท่านพ่อไม่สามัคคีกัน ลูกสาวก็เลยโกรธมากจริงๆ จึงใช้กำลังตบนางไป”

        ซุนซื่อกัดฟัน นางพูดอีกว่า “เป็นเพราะข้าตายแล้วหรืออย่างไร ถึงต้องให้เจ้าเป็นคนสั่งสอนนาง”

        “คุณหนู” คำพูดไร้เหตุผลของซุนซื่อทำให้แม่นมเปาต้องออกวาจาห้ามปราม พร้อมดึงมือของนางไว้ จากนั้นจ้องซุนซื่อ ก่อนเอ่ยประโยคถัดมาช้าๆ ทีละคำ “ท่านจงได้โปรดระวังคำพูด”

        ซุนซื่อโมโหจนหายใจถี่ หน้าอกของนางกระเพื่อมไหวเพราะจังหวะการหายใจที่รวดเร็ว

        ฉินฮุ่ยหนิงเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นมาจากภวังค์แห่งความตกใจ นางพุ่งเข้าไปคุกเข่าลง ส่งเสียงสะอึกสะอื้นและเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ ใจเย็นๆ เป็นเพราะลูกที่ผิดเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะลูกผิดเอง ท่านแม่อย่าโมโหเลยนะเจ้าคะ หากโมโหขึ้นมา จะไม่ดีต่อสุขภาพนะเจ้าคะ ยิ่งทำให้ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของลูกนะเจ้าคะ”

        บุตรสาวเสียใจเช่นนี้ และถึงแม้ซุนซื่อจะทราบดีว่า ตนเองควรยอมรับฉินหยีหนิงอย่างยินดีและมีความสุข แต่นางยังไม่สามารถกลืนความขุ่นเคืองนี้ไปได้

        ถ้าไม่ใช่เพราะแม่นมเปาอยู่ข้างๆ คอยดึงนางเอาไว้ นางคงพุ่งเข้าไปตบหน้าฉินหยีหนิงแล้วจริงๆ ตบให้หน้าของนางบวมเหมือนฉินฮุ่ยหนิง

        ต่างจากฉินหยีหนิงซึ่งมองซุนซื่อด้วยความนิ่งสงบ ใจของนางที่ก่อนนี้รู้สึกกระด้างเย็นชามาก่อนแล้ว คราวนี้จึงเย็นเยียบประดุจดั่งธารน้ำแข็ง

        นางมีไหวพริบในการมองคนที่เป็นศัตรู และสายตาของซุนซื่อซึ่งมองมาที่นางนั้น แสดงออกถึงความอาฆาตมาดร้ายเสมือนศัตรูที่พร้อมจะกลืนกินนางทั้งตัว นางเห็นไม่ผิดแน่

        มารดาของนางนอกจากจะไม่ยอมรับนางแล้ว ยังอยากทำร้ายนางอีกด้วย…

        ฉินหยีหนิงถอนหายใจเบาๆ ก้มหน้าลง

        นางไม่ควรมีความหวังในภาพลวงตานี้อีกต่อไป

        เมื่อแม่นมเปาเห็นใบหน้าของล่าวไท่จุนซึ่งดูไม่ชื่นชอบนัก จึงยิ้มและขอตัว

        ล่าวไท่จุนก็ไม่อยากให้คนอื่นอยู่ที่นี่เช่นกัน อีกทั้งมีความรู้สึกไม่สบายใจและไม่สามารถออกความเห็นได้ จึงคร้านที่จะมองหน้าผู้คนเหล่านั้นแล้ว แม้ก่อนหน้านี้ นางจะชื่นชอบฉินฮุ่ยหนิงอย่างมาก แต่ตอนนี้นางเห็นแล้วก็รู้สึกรำคาญอย่างเหลือแสน จึงบอกให้ทุกคนออกไปในที่สุด

        ครั้นเดินออกจากเรือนสื่อเซี่ยว ต่างคนต่างเงียบกริบ ในที่สุดก็เดินมาถึงเรือนซิ่งหนิง แม่นมเปาจึงได้เอ่ยเรียกฉินหยีหนิง “คุณหนูสี่ บ่าวขอคุยกับคุณหนูเป็นการส่วนตัวได้ไหมเจ้าคะ?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)