0 Views

        รุ่ยหลานไม่เคยรู้สึกว่าความเป็นความตายของตนจะอยู่ในกำมือของผู้เป็นนายเท่ากับหนนี้เลย นึกถึงเมื่อวานที่นางได้ดูถูกฉินหยีหนิง นางสำนึกผิดจนรู้สึกว่าท้องของนางเบาลงแล้ว

        แต่นับจากนี้ไป จะสิ้นลมหรือมีชีวิตรอด ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับประโยคของเจ้านายเพียงประโยคเดียว

        รุ่ยหลานตื่นเต้นจนฝ่ามือมีเหงื่อไหลออกมา แหงนหน้ามอง สบตากับฉินหยีหนิงซึ่งนัยน์ตายังคงนิ่งสงบได้อย่างเหมาะเจาะ นางรีบก้มหน้าลงทันที นางแสดงออกถึงความเคารพของตนที่มีต่อนายมาก

        ฉินหยีหนิงกะพริบตาแล้วกะพริบตาอีก นางยิ้มบางๆ ถอยออกไปอยู่ข้างๆ และไม่มีท่าทีที่จะคิดบัญชีกับรุ่ยหลานแล้ว

        ใจที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายของรุ่ยหลานจึงค่อยๆ โล่งอก นางรู้สึกซาบซึ้งในความใจกว้างของฉินหยีหนิงมากๆ นางก้มศีรษะกราบล่าวไท่จุน และคำนับเจ้านายทั้งหลาย จากนั้นเดินออกไปกับชิวหลู่

        ทำให้ฮูหยินสองและฮูหยินสามที่มองดูอยู่นั้น อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ชื่นชมการจัดการของฉินหยีหนิง

        ถ้านางสั่งลงโทษรุ่ยหลานด้วย เกรงว่าคงทำให้คนที่หวังพึ่งพานางต้องคิดมากเป็นแน่ อีกอย่างรุ่ยหลานเป็นคนที่ออกแรงปกป้องนาง หากบ่าวหญิงผู้นั้นโดนลงโทษด้วยแล้ว คนทั่วไปย่อมรู้สึกไม่สบายใจนัก

        เหตุการณ์ในคราวนี้ แม้มีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คน แต่เมื่อดูท่าทางการแสดงออกของล่าวไท่จุนแล้ว ไม่คาดคิดว่านางจะมีอารมณ์แจ่มใสมากๆ ฮูหยินสองกับฮูหยินสามเหมือนจะเข้าใจอย่างดี ล่าวไท่จุนสามารถสงบได้ถึงเพียงนี้ ก็เพราะคำไม่กี่คำของฉินหยีหนิงซึ่งกล่าวเมื่อครู่ก่อน

        นางสามารถระงับอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม และถูกใจล่าวไท่จุนอย่างมาก ไม่ว่าจิตใจของนางจะมีความคิดลึกซึ้ง หรือว่านางมีความคิดเฉลียวฉลาด กระทั่งแต่เดิมแล้ว นางเป็นคนที่มีจิตวิญญาณนี้อยู่แล้วก็ตาม เด็กสาวคนนี้ต้องไม่ใช่ตัวละครธรรมดาอย่างแน่นอน

        พวกเขาเคยคิดว่าฉินหยีหนิงเป็น ‘คนป่า’ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดพวกเขาคงตื้นเขินเกินไป

        เด็กสาวผู้นี้แม้ดูเหมือนอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้วนางกลับเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้าและถอยออกอย่างเหมาะสม ฉลาด รู้มารยาท มีจิตวิญญาณเช่นที่ว่า ครั้นเทียบกับเด็กสาวผู้มีความรู้มากมายแต่ทำงานไม่เป็น  นางย่อมดีกว่าหลายขุม

        สำหรับผู้หญิงที่เกิดมาเป็นคุณหนู เป็นลูกสาวของบ้านซึ่งมีชาติตระกูล อนาคตส่วนมากจะได้แต่งงานกับตระกูลที่มีฐานะใกล้เคียงกันเพื่อสานสายสัมพันธ์ครอบครัว

        หากมีเพียงแค่ความรู้ แต่ไร้ความสามารถในการจัดการเรื่องต่างๆ ไม่รู้จักว่าเมื่อใดควรเผชิญหน้า เมื่อใดควรถอยจะอยู่บ้านแม่สามีอย่างมั่นคงนั้นคงยากลำบาก

        อีกทั้งต่อให้ผู้หญิงไม่มีความสามารถ แต่สิ่งที่ต้องมีคือคุณธรรม สมัยราชวงศ์ปัจจุบัน ผู้หญิงไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องมีความรู้มากมายเท่าใดนัก ขอแค่จัดการบ้านเรือนได้ สามารถรู้บัญชีการเงินก็เพียงพอแล้ว

        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฉินหยีหนิงสามารถทำเป้าหมายพื้นฐานนี้ได้สำเร็จ

        นางไม่อ่อนแอเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ มิหนำซ้ำยังเข้มแข็งมากกว่าหญิงสาวทั่วไปอยู่หลายส่วน นอกจากความเฉลียวฉลาดแล้ว นางยังมีชาติตระกูลที่มีอำนาจและชื่อเสียง ฝั่งมารดามีชาติตระกูลที่แข็งแกร่ง และยังมีสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนอยากมี แต่ไม่มี นั่นก็คือ ใบหน้าที่สวยงามมีเสน่ห์นั่นเอง

        เพียงแค่มีข้อสุดท้ายหนึ่งข้อ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้เป็นสามีหลงรักนางมากแล้ว

        เด็กสาวเช่นนี้ สามารถได้รับความรักความเอ็นดูจากล่าวไท่จุน ให้นับจำนวนวันก็คงอีกไม่นาน

        ฮูหยินสองและฮูหยินสามวิเคราะห์ออกมาเช่นนี้แล้ว คิดว่าต้องเปลี่ยนมุมมองต่อฉินหยีหนิงเสียใหม่ รวมถึงท่าทีที่มีต่อฉินหยีหนิงก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่หลายส่วน

        ฮูหยินสองดูเป็นห่วงเป็นใย เอ่ยถามถึงเสื้อผ้าฉินหยีหนิงนั้นอุ่นหรือไม่

        ฮูหยินสามยิ้มพลางเอ่ย “ข้าเพิ่งได้เครื่องประดับศีรษะหยกมา หยีเจี่ยร์เพิ่งกลับมาที่จวน อาสามไม่มีของขวัญที่ดีต้อนรับหลานหรอก รออีกสักพักเรียกคนส่งไปให้เจ้านะ”

        ฉินหยีหนิงลุกขึ้นยืนคำนับ ยิ้มพลางเอ่ย “ขอบพระคุณท่านอาสาม”

        “โอ๊ย เด็กดี เป็นคนบ้านเดียวกัน เจ้าเกรงใจอะไรกัน เจ้าเพิ่งกลับบ้าน พวกเราต้องสานสัมพันธ์กันหน่อย ไม่มีอะไรทำ ก็ไปเล่นที่บ้านอาสามได้นะ มีปัญหาอะไรมาหาพวกเราได้” ฮูหยินสามดึงมือฮูหยินสอง และเอ่ยถาม “ใช่หรือไม่ พี่สะใภ้สอง?”

        ฮูหยินสองมีสีหน้าแช่มชื่นเป็นอย่างยิ่งยามตอบรับคำ “อาสามของเจ้าพูดถูก”

        ส่วนคุณหนูเจ็ดพลอยมีสีหน้ายิ้มแย้มมองไปทางฉินหยีหนิง แสดงออกถึงความเป็นมิตร เพื่อบ่งบอกว่าตนนั้นเชื่อฟังคำพูดของแม่ใหญ่ นางยินดีอย่างยิ่ง

        ในระยะเวลาสั้นๆ บรรยากาศในห้องกลับมีความสามัคคีอย่างไม่เคยมีมาก่อน

        ฉินหยีหนิงอยู่เคียงข้างผู้ใหญ่มีท่าทีที่เรียบร้อย นางสงบสุขุม ไม่ค่อยพูดมาก แต่เพราะความเคร่งขรึมและใบหน้าซึ่งคล้ายกับบิดาของนาง ทำให้ผู้คนต้องให้ความสำคัญกับนางอยู่หลายส่วน

        ฉินฮุ่ยหนิงมองดูรอบข้างอย่างเย็นชา ในใจของนางนึกอิจฉาและแค้นใจ เสมือนน้ำท่วมจนเขื่อนแตกอย่างไรอย่างนั้น

        มองดูด้วยตาตนเอง เมื่อก่อนนั้นความรัก ความเอ็นดูและการได้รับความสำคัญเคยเป็นของตน มาบัดนี้ได้กลายเป็นของคนอื่นไปเสียแล้ว ใบหน้าของนางบาดเจ็บถึงเพียงนี้ คนเป็นผู้ร้ายนอกจากไม่ได้รับโทษอย่างที่ควร แต่กลับถูกมองด้วยมุมมองใหม่อีกด้วย

        นางคือฉินฮุ่ยหนิง ทว่าเมื่อใดกันที่นางล้มลงกลายเป็นเพียงก้อนหินเพื่อให้คนอื่นเหยียบและปีนขึ้นไป

        กระนั้นก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่นางไม่สามารถต่อต้านได้ ซ้ำร้ายยังไม่มีพลังสลัดสิ่งเหล่านี้ให้หลุดออกไปได้ นางทำได้เพียงเชื่อฟังและยอมรับ อีกทั้งยังต้องยิ้มยอมรับมัน…

        ฉินฮุ่ยหนิงน้อยใจ โกรธเคือง ริษยา และเกลียดชังเหล่าผู้คนที่ไม่ให้ความสำคัญกับนาง แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลนางทำได้เพียงเก็บซ่อนเอาไว้ในใจ ไม่สามารถแสดงออกไปให้ผู้ใดเห็น ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียทุกสิ่งที่มีอยู่

        นางก้มศีรษะ ภายใต้อารมณ์ของการครุ่นคิด นางกัดฟันตนเองแน่นจนสั่นคลอน แต่กลับต้องอดทนไว้

        จังหวะนั้น จี๋เสียงบ่าววัยกลางคนเข้ามาคำนับและเอ่ย “รายงานล่าวไท่จุน ฮูหยินใหญ่กลับมาแล้ว แม่นมเปาบ่าวคนสนิทของฮูหยินติ้งกั๋วกงก็ติดตามมาด้วย ตอนนี้กำลังรอเข้าพบอยู่ที่ประตูด้านนอกเจ้าค่ะ”

        แต่เดิมอารมณ์ของล่าวไท่จุนสดชื่นขึ้นแล้ว เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินใหญ่’ สามคำนี้ พลอยรู้สึกว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอีกแน่นอน

        สะใภ้ใหญ่หยิ่งยโสไร้เดียงสา อีกทั้งให้กำเนิดลูกชายไม่ได้ นางไม่ได้ยินดีกับลูกสะใภ้คนนี้สักเท่าใด แต่หน้าที่ในราชการของฉินหวยหยวนยังต้องพึ่งจวนติ้งกั๋วกง

        ล่าวไท่จุนรู้ว่า การแต่งงานเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของสองตระกูลมีความสำคัญต่อการช่วยเหลือฉินหวยหยวนอย่างมาก อีกทั้งนางยังดูออกว่า ถึงแม้ซุนซื่อจะหยิ่งยโสไร้เดียงสา แต่ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจไม่ดีอะไร หลายๆ เรื่อง ในฐานะที่เป็นแม่สามี นางทำได้เพียงเปิดตาข้างหนึ่ง ปิดตาข้างหนึ่งก็เท่านั้น

        ทว่าครั้งนี้ซุนซื่อกลับบ้านแม่ยายกะทันหัน อีกทั้งยังทะเลาะกับฉินหวยหยวน จนประกาศกร้าวว่าจะกลับบ้าน ก็ทำดังที่ปากพูดจริงๆ ผู้หญิงเยี่ยงนี้ให้ละเว้นบทลงโทษคงเป็นไปไม่ได้

        นางเป็นแม่สามี ถ้ามองเพียงว่าตระกูลของฝั่งสะใภ้แข็งแกร่งมากจนต้องยอมถอยตัวออกมา ก็อาจทำให้คนอื่นดูแคลนเอาได้ คนอื่นที่ว่าก็คือลูกสะใภ้ที่เหลือสองคนกับสะใภ้ของแต่ละบ้าน นางคงถูกมองเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นลูกพลับอ่อน

        วันข้างหน้า บารมีของนางจะคงอยู่ได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าคนอื่นก็เรียนรู้และทำตามกันหรอกหรือ?

        ล่าวไท่จุนมีสีหน้าเคร่งขรึม โบกมือและเอ่ยขึ้น “พวกเจ้าออกไปให้หมดเถอะ” สีหน้าท่าทางบ่งบอกชัดว่าต้องการสนทนากับซุนซื่อโดยเฉพาะ

        ฮูหยินสองและฮูหยินสาม ก็ไม่ได้อยากจะอยู่ในน้ำโคลนนัก จึงต่างพาลูกสาวบ้านตนเองคำนับและก้าวเท้าเดินออกไป

        ฉินหยีหนิงก็อยากจะออกไปเช่นกัน แต่หลังจากล่าวไท่จุนใช้เวลาครุ่นคิดเล็กน้อยกลับเอ่ยรั้งนางไว้ “หลู่จวน เจ้าพาหยีเจี่ยร์กับฮุ่ยเจี่ยร์ไปที่ห้องแล้วทายา”

        “เจ้าค่ะ” แม่นมฉินเอ่ยรับทราบทันทีและผงกศีรษะ

        ดูเหมือนว่าล่าวไท่จุนวางแผนให้คุณหนูได้เจอกับแม่นมเปา คนสนิทของฮูหยินติ้งกั๋วกงแล้ว

        แม่นมเปาคนนี้ เป็นคนที่อยู่เคียงข้างฮูหยินติ้งกั๋วกงตั้งแต่แต่งงาน นางย่อมได้รับความเชื่อถือ ฮูหยินติ้งกั๋วกงจัดการให้นางมาที่นี่ เกรงว่าคงมีเรื่องอยากอธิบายหรือว่าขอโทษ อีกทั้งหากบอกเรื่องราวกับแม่นมเปา ก็เท่ากับว่าได้บอกฮูหยินติ้งกั๋วกง เรื่องเมื่อคืนเกี่ยวข้องกับคุณหนูทั้งสองคน พูดต่อหน้าแม่นมเปาให้ชัดเจนก็ดีเหมือนกัน ป้องกันกรณีคาดเดากันเองแล้ว เรื่องราวมันจะยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่

        แม่นมฉินก็พาฉินหยีหนิงและฉินฮุ่ยหนิงเดินเข้าไปในห้อง

        ห้องดังกล่าวอยู่ข้างห้องที่ล่าวไท่จุนนั่งอยู่ คั่นด้วยฉากกั้นห้องเท่านั้น สิ่งของต่างๆ ถูกออกแบบและตกแต่งอย่างประณีต ตั้งไว้บนชั้นวางของโบราณ นอกจากนี้หัวมุมห้อง ยังมีกระถางหนึ่งใบซึ่งมีดอกเบญจมาศสีเขียวกำลังผลิบานพอดี ผ้าคลุมบนเบาะยังเป็นสีเขียวอ่อนเหมือนดอกเบญจมาศ ดังนั้นทำให้สีของห้องรวมๆ แล้วดูสดใสมาก

        ฉินหยีหนิงและฉินฮุ่ยหนิงนั่งลงบนเตียงหลั่วฮั่นที่คลุมด้วยผ้าสีเขียวอ่อนๆ แม่นมฉินหยิบตลับยาทาเพื่อทายาให้กับคุณหนูทั้งสอง

        ด้านข้างคือจี๋เสียงและแม่นมจินคนสนิทของซุนซื่อ และฉ่ายหลานซึ่งกำลังติดตามรับใช้ซุนซื่อเข้ามาถึงประตู

        ล่าวไท่จุนนั่งอยู่ในที่นั่งหลัก ไม่มีความแตกต่างจากปกติแต่อย่างใด

        ใบหน้าของซุนซื่อดูกระดากอาย นางค้อมตัวคำนับและกล่าว “ล่าวไท่จุน สะใภ้กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

        สีหน้าของล่าวไท่จุนดูจืดๆ จางๆ แม้ว่าจะไม่มีความโกรธและด่าทอนาง แต่ฝ่ายนั้นยังแสดงออกถึงความขุ่นเคืองได้เป็นอย่างดี

        ซุนซื่อรู้สึกอับอายอย่างมาก ในใจคิด แม่เฒ่าคนนี้นี่ อยู่ต่อหน้าคนในครอบครัวท่านแม่ของข้า นึกไม่ถึงว่านางยังไม่ไว้หน้าข้า

        แต่ถึงจะไม่ชอบอย่างไร นางก็ไม่กล้าทำตัวกระด้างกระเดื่องกับแม่สามี อีกทั้งคำพูดของมารดายังติดอยู่ในหู นางไม่กล้าที่จะไม่เชื่อฟัง นางทำได้เพียงฝืนใจเอ่ยขึ้น “ล่าวไท่จุนอย่าเพิ่งโกรธเลยนะเจ้าคะ เพราะเมื่อคืนได้ข่าวว่าท่านแม่ไม่สบาย ข้ากังวลมากเกินไป จึงไม่ได้มารายงานล่าวไท่จุน แต่รีบกลับไปที่จวนติ้งกั๋วกงเลย ท่านก็เห็นใจในความกตัญญูของลูกสะใภ้คนนี้ ยกโทษให้เถิดนะเจ้าคะ”

        ซุนซื่อเอ่ยพูดประโยคนั้นด้วยใบหน้าร้อนฉ่า

        นางสูงส่งมาโดยตลอด และเคยก้มหน้าให้ใครอย่างนี้มาก่อนหรือ?

        รู้ทั้งรู้ว่านางพูดโกหก แต่เมื่อเห็นท่าทีอ่อนน้อมน่าสงสารของนางแล้ว ล่าวไท่จุนคงทำอย่างไรกับนางมากไม่ได้ รวมถึงเรื่องของเมื่อคืนนั้นไม่ควรให้เป็นเรื่องใหญ่ ฉินหวยหยวนได้กำชับให้จัดการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด เรื่องใหญ่ทำให้เป็นเรื่องเล็ก หากตนยังจับไม่ยอมปล่อย ทำให้เรื่องราวถูกเปิดเผยขึ้นมา ล่าวไท่จุนเกรงกลัวว่า จะไม่ดีต่อลูกชายที่รัก

        นอกจากนั้น มีน้อยครั้งมากที่ซุนซื่อจะเป็นเช่นนี้ แม่สามีกับลูกสะใภ้ก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันอีกนาน และอยู่ต่อหน้าแม่นมเปาอีก ดูสถานการณ์แล้วจำต้องให้เกียรติซุนซื่อเสียแล้ว

        ล่าวไท่จุนจึงกล่าวว่า “เอาเถอะ รีบลุกขึ้นเถอะ วันนี้ร่างกายฮูหยินดีขึ้นหรือยัง?”

        “ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้วเจ้าค่ะ” ซุนซื่อแอบถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก นางแย้มยิ้มและหยิบถ้วยที่มีน้ำชาเขียวอยู่ส่งให้ล่าวไท่จุน

        จังหวะนั้นแม่นมเปาก็โค้งคำนับล่าวไท่จุน

        ล่าวไท่จุนยิ้มให้อย่างอบอุ่น และยังคงนั่งพับเพียบอยู่บนเตียงหลั่วฮั่น นางเอนตัววางมือข้างหนึ่งบนเข่า และพูดว่า “รีบลุกขึ้นเถิด นานแล้วที่ไม่ได้เจอแม่นมเปา เชิญรีบนั่ง จี๋เสียงยกน้ำชา”

        แม่นมเปาไม่กล้าแม้แต่ออกเสียง นางนั่งบนเบาะข้างๆ และรับถ้วยชาสีขาวจากจี๋เสียงด้วยท่าทางสุภาพ นางยิ้มพลาง ทักทายไถ่ถามเรื่องสุขภาพกายของล่าวไท่จุน

        ล่าวไท่จุนกับแม่นมเปาพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันอย่างรักใคร่กลมเกลียว ในที่สุดพวกนางก็พูดถึงคุณหนูสี่คนใหม่ที่เพิ่งกลับมาที่จวน

        “ล่าวไท่จุน ฮูหยินของพวกเราได้ข่าวมาว่า ท่านอัครมหาเสนาบดีได้เจอตัวลูกสาวที่จากกันมานาน ท่านดีใจมาก อีกทั้งยังให้บ่าวติดตามฮูหยินมาที่จวน เรื่องหนึ่ง อยากให้มาดูแลเรื่องความเรียบร้อยของคุณหนู ขอให้ท่านยกโทษให้ด้วย เรื่องที่สอง บ่าวมาครั้งนี้ได้นำยาดีกับผ้าไหมที่เพิ่งได้มา นำส่งให้เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากฮูหยินของเรา แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ฮูหยินอยากให้บ่าวมาดูคุณหนู นัดแนะวันเวลา อยากเชิญคุณหนูกลับไปที่จวนติ้งกั๋วกงสักครั้ง”

        ถ้อยคำของแม่นมเปาส่งผลให้ล่าวไท่จุนรู้สึกสงบใจขึ้นมาอย่างมาก นอกจากมาขอโทษแล้ว ยังนำของขวัญมาให้อีกด้วย นางไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้คนของแม่ยายมาดูเด็กๆ

        “ฮูหยินติ้งกั๋วกงเกรงใจเกินไปแล้ว บ้านเดียวกันก็เหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน จะต้องขนาดนี้เลยหรือ? ยังขอให้แม่นมเปาช่วยนำคำขอบคุณของข้า ขอบคุณฮูหยินด้วย เหมาะเจาะพอดีที่เด็กคนนั้นอยู่ในห้องพอดีเลย” ล่าวไท่จุนพูดแล้ว จากนั้นก็สั่งจี๋เสียงให้ไปเชิญเด็กๆ ออกมา

        แม่นมเปารีบลุกขึ้นยืน นางยิ้มพลางเหลือบสายตาไปยังทิศทางของห้องข้างใน ในสายตาของนางนั้น เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแฝงความระมัดระวัง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)