0 Views

        คำว่า ‘เด็กป่า’ เป็นวิธีเรียกของคุณหนูหก ซึ่งแม้แต่คนที่ไม่ได้อารมณ์เสียยังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นฉินหยีหนิงเป็นคนอุปนิสัยไม่ยอมอ่อนข้อ

        แต่ฉินหยีหนิงรู้ว่า ถ้านางทะเลาะกับคุณหนูหกต่อหน้าคนหมู่มาก คนรอบข้างย่อมต้องคิดว่าสิ่งที่คุณหนูหกพูดออกมานั้นเป็นความจริงอย่างแน่นอน ฉะนั้นนางไม่จำเป็นต้องลดสถานะของตนลงมา

        อีกทั้งอารมณ์เสียยังต้องมีขอบเขต เมื่อยืนอยู่บนความมีเหตุผลถึงจะดี ไม่ใช่ว่าคนที่เสียงดังกว่าคือคนที่ชนะ มิเช่นนั้นมันจะไม่มีความตกตะลึงใดๆ เกิดขึ้น ซ้ำร้ายจะไม่ดูกลายเป็นผู้หญิงขี้บ่นหรอกหรือ? พอนานๆ เข้าก็จะไม่มีใครเกรงกลัวนางอีกแล้ว

        ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคืนนางเพิ่งพ่นลมพัดแรงออกไป หากยังมีเรื่องทะเลาะอีก นางคงกลายเป็น ‘เด็กป่า’ ไปจริงๆ รู้จักแต่ใช้กำลัง ไม่รู้จักใช้สมอง ทำให้คนอื่นมองว่าเป็นคนชั้นต่ำยังไม่พอ มิหนำซ้ำยังไม่ได้รับความชื่นชมจากล่าวไท่จุนกับฮูหยินอีกด้วย วันข้างหน้าจะอยู่ในบ้านนี้อย่างมั่นคงได้อย่างไรกัน?

        ทว่า ใครบอกว่าในขณะที่โดนหาเรื่องทะเลาะ การเผชิญหน้ากลับไปถึงจะเหนือกว่า?

        ฉินหยีหนิงไม่เข้าใจเรื่องระหว่างผู้หญิงที่อ้อมค้อมวนเวียน แต่นางกลับเชื่อในเหตุผลที่ว่า ‘หนึ่งที่สุดความสามารถจะชนะสิบแผนการ’ นางไม่เชื่อว่าฉินซวงหนิงซึ่งมีอายุเพียงสิบสามปีจะดุร้ายยิ่งกว่าหมาป่า

        นัยน์ตาลูกท้อของฉินหยีหนิงกะพริบฉายประกายสดใส สายตาเฉียบคมเหมือนเป็นลูกศรพิษ และเสมือนว่าคุณหนูหกนั้นเป็นสัตว์ร้ายที่นางจะต่อกรด้วย แววตาดุดันของนางคล้ายพุ่งเข้าไปที่สัตว์ร้ายตัวนั้น ทั้งยังกลืนกินอีกฝ่ายเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น

        คุณหนูหกเติบโตในจวน นางจะสามารถยืนหยัดและต้านทานความเก่งกาจของฉินหยีหนิงได้อย่างไร? ทันใดนั้นขนทุกเส้นพร้อมใจกันลุกเกรียว แผ่นหลังของนางรู้สึกเย็นยะเยือก มีเหงื่อเย็นๆ ผุดซึมลงมาที่หน้าผาก นางได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ไม่สามารถพูดคำว่า ‘เด็กป่า’ ได้อีกเลย

        การเผชิญหน้าระหว่างพี่สาวน้องสาวอยู่ในระยะแค่ชั่วลมหายใจเข้าออก ใครจะคิดว่าคุณหนูหกซึ่งแต่เดิมกำลังโมโหมาก จนทำให้ผู้คนรอบกายต้องปวดกบาล จะยอมสงบปากสงบคำเพราะสายตาของฉินหยีหนิงที่มองนางเพียงแค่ครั้งเดียว?

        ฮูหยินน้อยเหยาซื่อกับฮูหยินน้อยเมิ่งซื่ออดไม่ได้ที่จะยิ้มและชื่นชม นางแอบมองไปที่เด็กสองคนอย่างอยากรู้อยากเห็น

        ฮูหยินสามยิ้มน้อยๆ ก้มหน้า พลางยกถ้วยน้ำชามาดื่มหนึ่งอึก

        ทว่าฮูหยินสองกลับแค่นเสียงเย็นชา ‘ฮึ’ ออกมา นางมีสีหน้าที่เคร่งขรึมยามที่กล่าวติเตียน “ซวงเจี่ยร์ เจ้าเรียนกฎระเบียบอย่างไรกัน? ผู้ใหญ่เขายังไม่ทันพูดอะไรออกมา เจ้าก็กระโดดโลดเต้นออกมาแล้ว มีอย่างที่ไหนกัน? เรื่องราวเป็นอย่างไร ล่าวไท่จุนก็มีเหตุผลของท่านเอง ออกไปยืนข้างๆ โน่นไป”

        คุณหนูหกไม่มีวาสนาที่จะถูกเลี้ยงในนามของแม่ใหญ่ ถึงแม้ว่าความรู้นั้นได้เรียนกับซีสีคนเดียวกันกับคนอื่นๆ แต่กฎระเบียบส่วนใหญ่ แม่นางหลินเป็นผู้สั่งสอนเองมาโดยตลอด วันนี้นางถูกแม่ใหญ่ตำหนิต่อหน้าผู้คนว่าไม่รู้จักกฎระเบียบ มันก็เหมือนกับตบแม่ลูกไปพร้อมๆ กันน่ะสิ

        นางรู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนฉ่าจนแทบทนไม่ไหว จากนั้นนางเหลือบตาไปมองฉินฮุ่ยหนิงซึ่งมีหน้าบวมแดง ก็รู้ว่าพวกนางพี่น้องมีบุญวาสนาคล้ายๆ กัน คือถูกฉินหยีหนิงรังแกไม่เบาเลย ในใจย่อมรู้สึกโกรธเกลียดอีกฝ่ายมากขึ้น

        ฉินหยีหนิงกับคุณหนูสาม คุณหนูเจ็ดกับคุณหนูแปดก้าวเท้าเข้ามาคำนับล่าวไท่จุนพร้อมๆ กัน

        ล่าวไท่จุนยังคงนั่งเงียบกริบไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่อย่างใด เสมือนพระองค์หนึ่ง ยามนั้นนางเพิ่งจะเบิกตา เหลือบมองคุณหนูหกหนึ่งครั้ง ก่อนโบกมือบอกทุกคนว่าลุกขึ้นยืนได้

        ฉินหยีหนิงเดินตามคุณหนูสามและคนอื่นๆ ไปยืนอยู่ด้านข้าง

        บรรยากาศในห้องคล้ายหยุดชะงักไปหมดแล้ว

        อีกประการ เมื่อคืนบ้านใหญ่เกิดเรื่องใหญ่เสียขนาดนั้น ข่าวแรกที่ออกมาก็คือ ฮูหยินกับนายท่านทะเลาะกัน จนฮูหยินต้องกลับไปบ้านของตน ในขณะที่หลายคนกำลังเดาอยู่ว่าเหตุอันใดกันที่ทำให้ทั้งสองทะเลาะมีปากมีเสียง กลับมีอีกข่าวหนึ่งแทรกมาให้ได้ยิน ข่าวที่ว่านั้นคือฉินฮุ่ยหนิงโดนฉินหยีหนิงตบตี

        เมื่อเทียบกับข่าวแรก ข่าวสองย่อมเป็นข่าวที่ทำให้คนในจวนถึงกับตกตะลึงมากกว่า

        คนในจวนขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ ถึงแม้ว่าเหล่าคุณชายจะมีเรื่องทะเลาะกัน ก็ไม่มีใครใช้กำลังลงไม้ลงมือ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่กระทำการรุนแรงกลับเป็นคุณหนูเสียด้วย

        อย่างไรก็ดี ข่าวเล่าลือปากต่อปากก็มีหลายภาค

        มีกล่าวกันว่าฉินหยีหนิงเป็นเด็กป่า เพราะอุปนิสัยเด็กป่ากำเริบ อีกทั้งมีการกล่าวกันว่าฉินฮุ่ยหนิงเป็นคนหาเรื่องก่อน เพราะไม่ยอมรับทายาทคนโตที่เพิ่งกลับมายึดสถานะของตน

        สรุปแล้วข่าวคราวเหล่านี้ ไม่ว่าใครจะได้ประโยชน์จากมัน ทั้งหมดนี้ก็คือการผสมน้ำปนเปกันในจวน ทำให้บ่าวที่ดูนายอยู่นั้น มองเป็นเรื่องขำขันเสียเปล่าๆ หากรู้ไปถึงคนนอกขึ้นมา ก็มีแต่จะเอาไปเคี้ยวเล่นให้สนุกปาก

        ล่าวไท่จุนนึกถึงคำของฉินหวยหยวนที่รีบมาบอกนางเมื่อเช้านี้…

        “เรื่องนี้ต้องจัดการให้ได้โดยเร็ว ฮ่องเต้อายุมากแล้ว ยิ่งไม่ชอบเห็นจวนขุนนางมีปัญหาเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้งานทางราชการก็ยุ่งมากอยู่แล้ว…ท่านแม่ต้องทำให้คนทั่วไปรู้ว่าคนในบ้านของเราสมัครสมานสามัคคีกันจะดีที่สุด อีกทั้งที่บ้านตนไม่ปัดกวาด แล้วจะไปปัดกวาดแผ่นดินนี้ได้อย่างไร? เรื่องนี้หากศัตรูทางการเมืองรู้เข้า ผลที่ออกมาอาจจะไม่คาดคิดอย่างแน่นอน”

        เมื่อนึกถึงคำพูดดังกล่าว สีหน้าของล่าวไท่จุนจึงยิ่งราบเรียบดั่งผืนน้ำ นางเพียงอยากจะให้ศึกครั้งนี้ยุติโดยเร็วที่สุด

        ข้างนอกนั้นแน่นอนว่า ต้องมีข่าวหลุดออกไปแล้ว แต่ไม่ว่าข่าวจะออกไปอย่างไร ก็ต้องไม่ให้ลูกของฉินหวยหยวนต้องมารับผิดชอบโดนด่าด้วยเรื่องนี้ มิเช่นนั้นจะทำให้ศัตรูทางการเมืองรู้เข้าแล้วจะเอาเรื่องนี้ไปโค่นล้มเขาเอาได้ พ่อที่สั่งสอนและปกป้องลูกไม่ได้นั้น ก็หมายความว่าคนที่เป็นพ่อนั้นไร้ซึ่งความสามารถ หากโยงใยไปถึง ‘เบื้องบนไม่ตรง เบื้องล่างคดเคี้ยว’ ย่อมทำให้แม้แต่ความเป็นคนของฉินหวยหยวนคงถูกสงสัยเอาได้

        มาถึงขั้นนี้แล้ว ล่าวไท่จุนก็มีความรู้สึกอยากโทษฉินฮุ่ยหนิงขึ้นมา

        หากไม่ใช่เพราะฉินฮุ่ยหนิงคิดเช่นนั้น เรื่องราวจะลุกลามใหญ่โตได้หรือ? ดังนั้นถึงนางอยากปกป้องหลานรักแต่ก็ทำไม่ได้

        ล่าวไท่จุนให้คนอื่นกล่าวหาตนเองว่าเป็นย่าที่สั่งสอนลูกหลานไม่เป็น ยังจะดีเสียกว่าให้คนอื่นมากล่าวหาฉินหวยหยวนว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ทำให้ลูกสาวเป็นคนคดเคี้ยวไปด้วย

        ล่าวไท่จุนดูออกว่าฉินฮุ่ยหนิงคิดเห็นอย่างไร และรู้ว่านางจ้องจะโจมตีสายเลือดเชื้อไขของฉินหวยหยวน

        “เจ้าค่ะ” เด็กหญิงเหล่านั้นต่างคำนับพร้อมๆ กัน

        ล่าวไท่จุนเกริ่นออกมาช้าๆ “ฮุ่ยเจี่ยร์เป็นเด็ก ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนัก คำพูดของนางทำให้ซุนซื่อโมโหขึ้นมา โดยที่นางไม่ได้ตั้งใจ หยีเจี่ยร์เห็นแล้วจึงสั่งสอนฮุ่ยเจี่ยร์ พี่น้องสองคนนี้ไม่รู้จักสามัคคีกัน กลับใช้กำลังตบตีกัน ข้าได้ลงโทษพวกนางให้ไปคัด ‘คัมภีร์กตัญญู’ เรื่องนี้ก็ให้มันผ่านพ้นไปเถอะ พวกเจ้าอย่าได้พูดถึงมันเลย”

        คำพูดของล่าวไท่จุนหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งลดทอนให้เบาลงที่สุด เอาเรื่องที่ฉินหยีหนิงตบฉินฮุ่ยหนิง ฝ่ายเดียวนั้น เปลี่ยนเป็นพี่น้องตบตีกันสองคน กลับฝั่งทำให้ดูเหมือนฉินหยีหนิงโดนรังแกเช่นกัน ฉินฮุ่ยหนิงก็กลายเป็นคนที่ยุยงแม่ใหญ่ จึงโดนสั่งสอนไป

        เมื่อเห็นว่าล่าวไท่จุนที่ปกตินั้นจะเข้าข้างนาง คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ล่าวไท่จุนกลับพูดแบบนั้นกับคนที่นางบอกว่ารักมากนักหนาคนนี้ไปแล้ว คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมีความคิดแตกแยกกันออกไป สายตาซึ่งมองมายังฉินหยีหนิงก็ไม่เหมือนกันเลยสักคน

        ฮูหยินสอง ฮูหยินสาม ฮูหยินน้อยเหยาซื่อกับฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อล้วนตอบรับทราบ

        คุณหนูหกมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ นางมองไปที่ฉินฮุ่ยหนิงซึ่งกำลังเสียใจน้ำตาร่วงอยู่

        คุณหนูสามกับคุณหนูแปดกลับก้มหน้าก้มตามองพื้น

        คุณหนูเจ็ดมีแต่ความสงสัยมองไปที่ฉินหยีหนิงซึ่งนิ่งเงียบอยู่

        ฝ่ายฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกเหมือนว่าตนได้ตกลงไปในธารน้ำแข็ง นางหนาวยะเยือกไปทั่วร่าง ในใจกลับมีความคิดที่ว่า ‘ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง’ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

        ที่แท้ เมื่อฉินหยีหนิงซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฉินกลับมา ความรักความเอ็นดูที่เคยเป็นของนาง ทั้งหมดกลับไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว

        นางรู้สึกโกรธเกลียดล่าวไท่จุน แต่เดิมท่านย่าเคยรักนาง มาวันนี้กลับไม่มีความรักให้นางแล้ว ทั้งยังไม่แยกแยะความผิด และเข้าข้างหลานสาวตามสายเลือดเพื่อกดขี่นาง

        อะไรคือบุญคุณของความกตัญญู อะไรคือความรู้สึกดีๆ ที่มีให้หลายปี สุดท้ายก็สู้สายเลือดเดียวกันไม่ได้

        ฉินฮุ่ยหนิงโมโหถึงที่สุด ทว่าเพราะความเกรงกลัวทำให้นางไม่สามารถโต้ตอบกลับไปได้ อีกทั้งนางยังอยากใช้ชีวิตอยู่ในจวนนี้อีก ฉะนั้นจึงไม่อาจปล่อยให้ความโมโหครั้งเดียว ทำให้คนอื่นส่งตัวนางออกไปจากจวนเด็ดขาด

        น้ำตาของนางร่วงหล่นไม่ขาดสาย หน้าข้างหนึ่งยังคงบวมช้ำอยู่ นางร้องไห้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลักษณะของนางในตอนนี้ดูอนาถมาก

        คุณหนูหกเห็นแล้วรู้สึกร้อนรนและสงสาร อยากจะเข้าไปปลอบ นางทำท่าว่าจะก้าวเดินออกไป แต่กลับโดนฮูหยินสองจ้องหน้าเขม็ง

        นางไม่มีความกล้าที่จะต่อต้านแม่ใหญ่อย่างซึ่งๆ หน้า ทำได้เพียงลังเลอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ก้มศีรษะลง ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก

        ล่าวไท่จุนเห็นท่าทีของทุกคนเช่นนั้น จึงยกมือขึ้นมานวดหน้าผากตนเอง หลายปีมานี้ นางใช้ชีวิตอย่างราบเรียบมาโดยตลอด นานมากแล้วที่ไม่ได้ใช้สมองเหมือนคนหนุ่มสาว

        มีแม่นมฉินที่เข้าใจล่าวไท่จุนเป็นที่สุด นางยกถ้วยชาแดงซึ่งมีอุณหภูมิพอเหมาะมาให้ล่าวไท่จุนอย่างพอดิบพอดี

        ถ้วยชาลายทองคำสวยหรูเป็นที่ชื่นชอบของล่าวไท่จุนมาก น้ำชาค่อนข้างเข้มข้นหอมหวาน ข้างในใส่น้ำผึ้ง เมื่อดื่มแล้วจะให้ความรู้สึกหวานหอม ความอุ่นซ่านแผ่กระจายไปทั่วท้อง ทำให้ความไม่พอใจเมื่อสักครู่บรรเทาลงมาก

        ในขณะเดียวกัน กลับได้ยินเสียงตะโกนจากข้างนอกดังเข้ามา ครั้นฟังดีๆ แล้ว นั่นเป็นเสียงของเด็กผู้หญิงกำลังตะโกนอยู่ “ขอให้ล่าวไท่จุนเป็นคนตัดสิน”

        ฉินหยีหนิงรู้สึกว่าเสียงนั้นคุ้นหูเหลือเกิน มันเป็นเสียงที่ชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ถึงแม้ว่าเสียงดังกล่าวกลายเป็นเสียงแตกไปแล้วก็ตาม แต่นางยังฟังออก ว่าคนที่อยู่ข้างนอกคือหยูเซียง

        ที่แท้ คนพูดจริงแล้วทำจริง กล้าจะมาที่นี่ มาฟ้องล่าวไท่จุนแล้ว

        ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วมุ่น นางวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะเล็ก “คนที่อยู่ข้างนอกนั้นเป็นใครกัน ส่งเสียงโหวกเหวกอย่างกับตัวอะไร”

        แม่นมฉินรีบก้าวเท้าเดินออกไป เมื่อเลิกผ้าม่านก็เห็นห้องด้านนอกมีเด็กสาวอยู่ที่ประตู ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าของนางสกปรก มีบ่าวสองคนกำลังดึงนางอยู่ นางกำลังร้องไห้ครวญครางอย่างน่าสงสาร

        เมื่อเห็นแม่นมฉินออกมา บ่าวที่อยู่ข้างนอกต่างก็โล่งอก

        บ่าวที่อยู่ตรงนั้นเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมพูดเสียงเบา “หยูเซียงที่อยู่ที่เรือนเสวี่ยลี่บุกเข้ามา บอกว่ามีเรื่องจะให้ล่าวไท่จุนเป็นคนตัดสิน”

        “ตัดสินก็คือตัดสิน ถึงแม้จะเป็นใครก็ตาม ก็ต้องดูเวลาว่างของล่าวไท่จุนด้วย เจ้าโหวกเหวกเสียงดัง ทำให้ล่าวไท่จุนตกใจ เจ้ากล้ารับผิดชอบหรือไม่” แม่นมฉินอยู่ในจวนนี้มานานและค่อนข้างมีอำนาจพอสมควร หนึ่งประโยคของแม่นมฉิน ทำให้หยูเซียงหยุดร้องในทันที

        หลังจากเห็นแม่นมฉินกลับไปยังห้องข้างใน เมื่อคิดๆ ดูแล้วนางเป็นถึงลูกบ่าว ข้างนอกมีมารดาซึ่งทำงานเป็นคนจัดการในบ้านเรือนสามารถช่วยเหลือได้ หยูเซียงรู้สึกว่าตนเองมีคนหนุนหลังมากพอแล้ว

        ล่าวไท่จุนได้ยินถ้อยคำซึ่งแม่นมฉินกระซิบข้างหูหลายประโยค สีหน้าพลอยเคร่งเครียด

        “คนคนนี้เป็นอย่างไร? พามาให้ข้าดูหน่อยซิ”

        รุ่ยหลานกับชิวหลู่ซึ่งกำลังรออยู่ข้างนอกนั้น เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวนี้และได้เห็นหยูเซียงก้าวเท้าเข้ามา ความรู้สึกร้อนรนบังเกิดขึ้นทันตา ชิวหลู่เหม่อมอง ส่วนรุ่ยหลานขมวดคิ้วแน่น คิดว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่

        ฝ่ายหยูเซียงหลังเดินผ่านบานประตูเข้ามาแล้ว เจอรุ่ยหลาน นางยักคิ้วขึ้นและดึงมุมปากล่างอย่างภูมิใจ โดยไม่รอปฏิกิริยาตอบรับของรุ่ยหลาน นางดึงมือของรุ่ยหลาน ฉับพลันน้ำตาเอ่อคลอราวกับจะสั่งได้อย่างไรอย่างนั้น นางร้องไห้

        “พี่ก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ? เมื่อคืนที่ผ่านมาถูกทำร้ายทรมานเช่นนั้น วันนี้ยังต้องทนกับความเจ็บปวดเพื่อมาที่นี่ล่าวไท่จุนเป็นคนมีเมตตา นางก็ไม่เคยปฏิบัติแย่ต่อบ่าวเลย ไปกันเถอะ เราไปขอให้ล่าวไท่จุนเป็นผู้ตัดสิน” พูดพลางดึงมือรุ่ยหลานเข้าไปในห้อง

        รุ่ยหลานถูกจับและถูกลากเข้าไปในห้องด้านในอย่างไม่อาจต้านทาน ในที่สุดนางก็ผลักมือของหยูเซียงออกไปได้ เมื่อเห็นห้องข้างในนั้นเต็มไปด้วยเจ้านายล้อมรอบอยู่ อีกทั้งเหลือบไปมองฉินหยีหนิงซึ่งกำลังนิ่งเงียบอยู่นั้น นางตกใจจนเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว

        พูดด้วยความสัตย์จริง นางไม่ได้คิดจะมาฟ้องจริงๆ

        หยูเซียงกลับคุกเข่าโค้งคำนับ ใบหน้าเปื้อนสกปรกนั้นมีน้ำตาร่วงลงมาทั้งสองข้าง ลักษณะท่าทางเหมือนกับโดนทรมานแล้วเพิ่งจะโดนปล่อยตัวออกมา

        “บ่าวชื่อหยูเซียง เป็นบ่าวระดับสองของเรือนเสวี่ยลี่ วันนี้กล้าเสี่ยงออกมา เพื่อมาขอร้อง ให้ล่าวไท่จุนช่วยตัดสินเพื่อความยุติธรรมด้วยเจ้าค่ะ” พูดพลางก้มศีรษะโขกลงบนพื้นดัง “โคะๆ”

        ล่าวไท่จุนขมวดคิ้ว จ้องมองฉินหยีหนิงด้วยความไม่พอใจ และกล่าวตำหนิ “คนนี้เป็นบ่าวของเจ้า? เจ้าจัดการบ่าวอย่างไรกัน”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)