0 Views

        เรือนเสวี่ยลี่ตั้งอยู่มุมหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจวนอัครมหาเสนาบดี ว่ากันว่ามี ‘ความเงียบสงบและประณีต’ ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเขตเรือนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ อีกทั้งทำเลที่ตั้งยังอยู่ห่างไกล โดยมีระยะทางห่างจากเรือนทุกหลังในจวน ที่สำคัญเส้นทางไปยังเรือนของล่าวไท่จุนก็ต้องใช้เวลาเดินเท้ามากกว่าคุณหนูเรือนอื่นๆ

        ฉินหยีหนิงพาชิวหลู่กับรุ่ยหลานสองคนออกมา แม่นมจู้ หลิ่วหยาและเด็กๆ ต่างก็มาส่งที่หน้าประตูเรือน

        รุ่ยหลานยิ้มปลื้ม “คุณหนู หรือว่าต้องการให้บ่าวบอกกับเด็กๆ ให้เตรียมรถม้าคันเล็กๆ มาให้? ระยะทางไกลมาก เกรงว่าคุณหนูจะเหนื่อยล้าเอาได้” นางคิดว่าฉินหยีหนิงวิ่งเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนนี้เกรงว่าจะไม่มีแรงเดินเสียแล้ว

        “ไม่จำเป็นหรอก อากาศดีในตอนเช้า พอเหมาะเลย ข้าจะได้คลายข้อกระดูกได้ มิเช่นนั้นข้ามักจะรู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยสบาย”

        เมื่อเทียบกับชีวิตบนเขา ที่ต้องหากินเองทำอะไรเองทุกอย่างนั้น สำหรับฉินหยีหนิงแล้ว การใช้ชีวิตตอนนี้ดูจะสบายเกินไปเสียด้วยซ้ำ นางเคยมีชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่ว่า หากไม่ทำงานวันนี้ อีกไม่กี่วันข้างหน้านางก็อาจอดตายได้ นางกลัวว่าความทะเยอทะยานของนาง จะถูกการใช้ชีวิตที่ยื่นมือก็มีเสื้อผ้า มีอาหารมาให้ถึงในปากเยี่ยงนี้ จนทำให้ความเคยชินเหล่านั้นต้องสูญเสียไป

        เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดดังกล่าวก็รู้สึกตกใจ หากเปลี่ยนเป็นพวกเขาก็คงจะเหนื่อยแย่แล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่า คุณหนูท่านนี้ยังคิดว่าข้อกระดูกจะคลายตัวหรือไม่ ความแข็งแรงทางร่างกายของนางจะดีถึงขนาดไหนกัน?

        ชิวหลู่เมื่อรู้สึกตัวก็เดินมาข้างหน้ากับรุ่ยหลาน พลางเอ่ยชมความแข็งแกร่งของฉินหยีหนิง ชมจนขนาดที่ว่านางเป็นผู้หญิง ‘มีพลังทุบภูเขาสะท้านโลก’ แม้แต่คนพูดไม่เก่งอย่างชิวหลู่เมื่อเห็นฉินหยีหนิงนั้นเป็นต้องแสดงสีหน้าคารวะออกมาเลย

        ฉินหยีหนิงฟังแล้วเพียงแค่ยิ้มออกมาเท่านั้น

        ครั้นได้เปรียบเทียบกับทีท่ายโสโอหังในวันวานของบ่าวรับใช้ การปฏิบัติตัวในเช้านี้ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมาก จะเรียกได้ว่านาง ‘โด่งดังด้วยรบครั้งเดียว’ ก็ไม่เสียหาย

        นี่คือสิ่งที่ฉินหยีหนิงกำลังต้องการ

        ในเมื่อความอ่อนโยนและเป็นคนดีแลกเปลี่ยนความเอ็นดูและมีคุณค่าไม่ได้ ดังนั้นนางทำได้เพียง ‘กล้าหาญและแข็งแกร่ง’

        ไม่เช่นนั้นทุกคนก็คงคิดว่านางเป็นลูกพลับอ่อน จะเหยียบย่ำอย่างไรก็ได้สินะ?

        ทายาทที่แม้แต่ปกป้องตัวเองยังไม่ได้ จะเอาอะไรไปทำให้คนอื่นติดตามและเชื่อฟัง? บ่าวใต้อาณัติก็ไม่มีผู้ใดใช้งานได้ ก็เท่ากับไม่มีมือเท้าหูตา จะมีชีวิตในบ้านหลังใหญ่นี้ได้อย่างไร?

        สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน สำหรับนางแล้วถือเป็นการเปิดฉากที่ดีเลยทีเดียว

        ฉินหยีหนิงจิตใจผ่อนคลายมากขึ้น พารุ่ยหลานและชิวหลู่สองคนเดินทางไปที่เรือนสื่อเซี่ยว

        อากาศในตอนเช้าค่อนข้างเย็นสดชื่น และเมื่อเปรียบเทียบกับบนภูเขาซึ่งมีควันไฟคละคลุ้ง ต้นหญ้ารก เงียบเหงาวังเวงจนน่ากลัว ฉินหยีหนิงรู้สึกชอบสถานที่แห่งนี้ที่เรียกว่า ‘บ้าน’ มากกว่า

        เป็นเรื่องที่น่าสนใจถ้าจะเดินไปรอบๆ และชื่นชมก้อนอิฐที่ยาวกว่าเล็กน้อย

        เมื่อเห็นว่าฉินหยีหนิงอารมณ์ดี รุ่ยหลานครุ่นคิดและเดินไปข้างหน้าเพื่อส่งเสียงกระซิบ “คุณหนูเมื่อวานหยูเซียงต้มน้ำถึงกลางดึก และยังบอกอีกว่าจะไปฟ้องเรื่องคุณหนูกับล่าวไท่จุน คุณหนูคิดพิจารณาให้ดีนะเจ้าคะ อย่าโดนนางใส่ร้ายเอาล่ะ”

        ฉินหยีหนิงยิ้มพร้อมผงกศีรษะ ไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่ก็แสดงออกมาว่า ตนได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่รุ่ยหลานพูด ทั้งเก็บมาคิดไตร่ตรองแล้ว

        ท่าทีเช่นนั้นทำให้รุ่ยหลานรู้สึกโล่งอกหน่อย ดูเหมือนว่าคุณหนูไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องความผิดของนางหรอก นายที่ใจกว้างและมีความกล้าหาญเช่นนี้ ถึงจะทำให้บ่าวรู้สึกปลอดภัยนัก

        เดินไปตามตรอกซอย ตามถนนหนทางที่คดเคี้ยว จากนั้นเลี้ยวขวา ทัศนียภาพที่อยู่เบื้องหน้านั้นพลางถูกเปิดขึ้นทันที เมื่อเดินไปข้างหน้าไม่นานนัก ก็มาถึงสวนหลังบ้าน ฉินหยีหนิงอดไม่ได้ที่จะชะลอฝีเท้าลง นางมองดูทิวทัศน์ในลานอย่างเพลิดเพลิน นางเห็นทุ่งหญ้าป่าไม้ภูเขามามาก ดังนั้นนางจึงชื่นชมสวนประดิษฐ์ที่ประณีตและเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้อย่างมาก

        ในขณะที่นางมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ ก็มีเสียงแหลมเล็กของเด็กผู้หญิงดังมาจากทางด้านหลังของนาง

        “นี่ ข้านึกว่าใครเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ไม่คิดเลยว่าเด็กป่าอย่างเจ้าจะชื่นชมสวนประดิษฐ์นี้ด้วย?”

        เด็กสาวหันหลังไปหาตามที่มาของเสียง เห็นมือที่กำลังเสยผมซึ่งโดนลมพัดผมมาบังหน้าอยู่ ฉินหยีหนิงมองไปยังเจ้าของประโยคเมื่อสักครู่ พร้อมยิ้มออกมา แต่ไม่ได้ตอบคำสนทนาในทันที

        เจ้าของประโยคนั้นคือเด็กสาวสวยผู้งามดั่งไข่มุกและหยก มัดผมสองข้างเหมือนๆ กับฉินหยีหนิง ผมทั้งสองข้างใช้ปิ่นปักลายผีเสื้อสีเงินและมีลายของดอกโบตั๋น นางสวมกระโปรงสีเงินแดงและมีขนกระต่ายสีขาวบนคอเสื้อ สะท้อนให้เห็นใบหน้าทรงลูกผิงกั่วซึ่งขาวกระจ่างประดุจหิมะน่ารักน่ามอง ดูๆ ไปแล้ว นางก็คล้ายดอกพลัมที่ผลิบานในช่วงฤดูหนาว และทำให้ผู้คนที่พบเห็นต้องเบิกตากว้างในทันที

        รุ่ยหลานเดาว่า ฉินหยีหนิงยังไม่รู้จักคุณหนูในจวน จึงรีบคำนับและเอ่ยขึ้น “คุณหนูหก สวัสดีตอนเช้าเจ้าค่ะ”

        ครั้นฉินหยีหนิงรับรู้ว่าคนตรงหน้าคือคุณหนูหก นางก็ต้องเลิกคิ้วซ้ำแล้วซ้ำอีก

        เมื่อคืนตอนที่รุ่ยหลานฝนหมึกให้นางใช้สำหรับคัดอักษรนั้น นางได้เอ่ยสอบถามเรื่องราวสถานการณ์ของคนในจวนอยู่หลายประการ

        คุณหนูหกคนนี้ มีนามว่าซวงหนิง แม่แท้ๆ ของนางเป็นอนุภรรยาชื่อแม่นางหลิน เป็นภรรยาที่นายท่านสองรักมาก แม่นางหลินเป็นคนที่โชคดีมากๆ ตั้งท้องครั้งหนึ่งได้บุตรสาวถึงสองคน คุณหนูหกฉินซวงหนิงเกิดก่อนน้องสาวผู้มีนามว่า อันหนิงไม่ถึงอึดใจ

        แม้คุณหนูหกกับคุณหนูเจ็ดเป็นฝาแฝด แต่ว่าอุปนิสัยของทั้งสองนั้น ช่างแตกต่างอย่างกับฟ้ากับเหว

        คุณหนูหกสนิทสนมกับฉินฮุ่ยหนิง นางค่อนข้างติดแม่นางหลิน

        แต่คุณหนูเจ็ดค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกับคุณหนูบ้านสาม หรือก็คือคุณหนูสามและคุณหนูแปด และยังได้รับการอบรมสั่งสอนจากฮูหยินสองอีกด้วย

        ฮูหยินสองซูซื่อมีบุตรสองคนคือคุณชายใหญ่ฉินหยูกับคุณชายห้าฉินเซี่ยน และไม่มีลูกสาว คุณหนูเจ็ดจึงถูกจัดไว้ในรายชื่อด้วย แน่นอนว่าเป็นเสมือนทายาทหญิงของนาง

        รุ่ยหลานเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ก็ยังชื่นชมฮูหยินสองว่าเป็นคนดีเป็นแม่บ้านแม่เรือน

        แต่ฉินหยีหนิงกลับคิดอีกอย่าง ถ้าฮูหยินสองเป็นคนดี เป็นแม่บ้านแม่เรือนจริง ไยนางถึงยกย่องลูกสาวคนหนึ่งของแม่นางหลิน ส่วนอีกคนก็กดลงต่ำ พาตัวมาเลี้ยงไว้ในกำมือตนเอง จะสอนอย่างไรก็ได้ สอนให้มีนิสัยเช่นไรก็คงไม่ต้องพูดถึง ฝ่ายคนที่ถูกทำให้รู้สึกต้อยต่ำกว่าย่อมเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม แน่นอนว่าเด็กสาวอีกคนคงไม่พอใจและเกลียดชังมากๆ ทำแบบนี้ไม่ต่างกับการทำให้พี่น้องต้องแตกแยกผิดใจกัน

        ผู้ที่ต้องเจ็บปวดทรมานใจเมื่อเห็นพี่น้องต้องแตกแยกไม่ลงรอยกัน คงไม่พ้นแม่นางหลิน อีกทั้งบุตรอีกคนก็ยังไม่สนิทสนมกับตนด้วย

        หากพูดถึงคนยุยงให้แตกแยกกัน ฮูหยินสองเป็นคนที่เก่งกาจประมาณหนึ่งเลยทีเดียว

        ฉินหยีหนิงยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “ที่แท้ก็เป็นน้องหก น้องหกก็มาคำนับล่าวไท่จุน?”

        “ใช่สิ แน่นอนว่าข้าจะต้องไปคำนับล่าวไท่จุน อีกอย่างจะไปดูพี่สี่ว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว เพียงแค่ไม่คิดเลยว่าระหว่างทางจะเจอคนป่าอย่างเจ้า ช่างโชคไม่ดีเลยจริงๆ” คุณหนูหกเชิดจมูกขึ้นท้องฟ้า และส่งเสียงฮึ อย่างดูถูก

        สีหน้าของฉินหยีหนิงเปลี่ยนเป็นเย็นชา ทว่าเสียงของนางกลับนุ่มนวลสุภาพ “ไม่คิดเลยว่า ‘คนในเมือง’ อย่างพวกเจ้า พี่น้องเขาทักทายกันเช่นนี้?ทำให้ข้ารู้มากขึ้นแล้ว”

        คุณหนูหกเห็นความรังเกียจในสายตาของฉินหยีหนิง นางโมโหและพูดต่อทันที “เจ้าไม่ต้องภูมิใจหรอก ดูตัวเจ้าที่ไม่ประสาสิ กลับจวนมาวันแรกก็กล้าตบพี่สี่ เจ้ารอท่านย่าจัดการเถอะ”

        ฉินหยีหนิงยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า “คุณหนูหกหมายถึงฉินฮุ่ยหนิง? ดูเหมือนว่าข่าวของน้องหกจะล่าช้าสินะ ถ้าพูดถึงการจัดการ เมื่อคืนท่านย่าได้จัดการแล้ว ฉินฮุ่ยหนิงยุยงให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าต้องแตกแยกกัน ทำให้ท่านย่าโกรธมาก และลงโทษนางโดยให้คัด ‘คัมภีร์กตัญญู’ แล้ว”

        “เจ้าพูดเหลวไหล!” คุณหนูหกโมโห กระทืบเท้าปึงๆ “เจ้านี่ช่างเป็นคนย้อมขาวเป็นดำจริงๆ เลย”

        “ข้าว่าคุณหนูหกอายุก็ไม่ได้เยอะมาก แต่กลับสับสนมึนงงแล้ว” ฉินหยีหนิงไม่ทันได้กล่าวถ้อยคำเพิ่มเติม อีกมุมหนึ่งกลับปรากฏร่างของเด็กสาวสามคนส่งเสียงจำนรรจาแว่วมาให้ได้ยิน นั่นก็คือ คุณหนูแปด ฉินป่าวหนิง เสียงเจี๊ยวจ๊าวของนางพัดผ่านมากับลม ทันใดนั้นก็มีคนคนหนึ่งรี่เข้ามาอย่างกับนกนางแอ่นบินเข้ามาใกล้ นางย่อเข่าโค้งคำนับให้ฉินหยีหนิง พลางจ้องตามองไปยังคุณหนูหก ก่อนเอ่ยว่า

        “เมื่อวานท่านลุงใหญ่เพิ่งพูดไว้ว่า ฉินฮุ่ยหนิงเป็นเพียงแค่ลูกเลี้ยง ชื่อของพี่สี่ถูกระบุในโครงสร้างของตระกูลแล้ว ทว่าเจ้ากลับเรียกผิดอีก พี่สี่ของเจ้าคนไหน เจ้ายังแยกแยะไม่ถูก คอยดูล่าวไท่จุนกับลุงใหญ่รู้แล้วจะลงโทษเจ้าเอานะ”

        คุณหนูหกเมื่อได้ยินคำนั้นตาแดงก่ำขึ้นมาฉับพลัน พูดเถียงเสียงแหลม “ฉินป่าวหนิง เจ้าช่างบิดเบือนเกินไปหน่อยแล้วเด็กป่าคนนี้เพิ่งกลับมา เจ้าก็ไม่ยอมรับพี่สี่แล้ว? ข้าได้ยินข่าวมาว่า นางตบพี่สี่แล้ว พวกเราพี่น้องอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน เจ้าก็ไม่เป็นห่วงพี่สี่บ้างเลยหรือ?”

        “เป็นห่วงสิ แต่ที่ข้าเป็นห่วงก็คือฉินฮุ่ยหนิงถูกตบด้วยเหตุอันใด ในเมื่อนางโดนตบ แน่นอนว่านางทำอะไรผิด”

        คุณหนูแปดพูดพลางหันตัวไปยังคุณหนูหกด้วยกิริยาเย้ยหยัน ยังอยากจะประชดฝ่ายนั้นอีก แต่พี่สามฉินเจียหนิงมาดึงมือไว้เป็นเชิงห้ามปราม นางถึงได้หยุดพูด

        เห็นสถานการณ์ทะเลาะเบาะแว้งกันเช่นนั้น คุณหนูเจ็ดผู้ยืนเงียบไม่ได้ส่งเสียงกล่าวคำใดมาเนิ่นนาน จึงปรี่เข้าหาพี่น้องฝาแฝดของตนแล้วกอดแขน นางยิ้มพร้อมพูดชวน “พี่หก พวกเราไปคำนับล่าวไท่จุนก่อนเถอะ อย่าล่าช้าให้เสียเวลาเลย”

        คุณหนูหกผลักน้องสาวฝาแฝดของตนออกห่าง และตอบออกมาอย่างไม่เห็นค่า “เอาเถอะๆ เจ้าออกไปให้พ้นข้าหน่อย ข้าไม่ชอบคุยกับคนที่กินข้างในคายข้างนอกอย่างเจ้า ปกติเจ้าก็ชอบไปเลียแข้งเลียขาพวกบ้านสามไม่ใช่หรือ? ตอนนี้แสดงเป็นคนดีอะไรหรือ”

        ใบหน้าของคุณหนูเจ็ดแดงก่ำขึ้นมาทันใด

        ถึงแม้ว่านายท่านสามจะเป็นแค่คนธรรมดาไม่มียศ แต่ก็มีอาชีพการงานมั่นคง เขาเก่งทางด้านการค้าขาย กิจการของเขาเจริญรุ่งเรืองมากทีเดียว ดังนั้นบ้านสามคือเสาหลักด้านการเงินในตระกูลฉิน หรือแม้แต่ลูกๆ บ้านสามก็ไม่ต้องพึ่งเงินจากส่วนกลาง คุณหนูคุณชายบ้านสาม เมื่อเทียบกับคุณหนูบ้านอื่นๆ ที่ต้องรับเงินจากส่วนกลางนั้น แน่นอนว่ามีความแตกต่างกัน

        ที่จริงคุณหนูเจ็ดเคยได้รับของขวัญจากบ้านสาม มาตอนนี้กลับโดนค่อนแคะซึ่งหน้า จะไม่ให้หน้าม้านโกรธเคืองได้อย่างไร? นางตอบโต้ด้วยความโมโห “หากพูดเช่นนี้ เจ้าก็เลียแข้งเลียขาคุณหนูบ้านใหญ่มาโดยตลอดเหมือนกันไม่ใช่หรือ? แล้วคนที่เจ้าเลียแข้งเลียขานั้นเป็นตัวปลอมเสียอีก”

        คุณหนูแปดได้ยินถ้อยคำดังกล่าวก็ปรบมือระรัวพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะ ส่งผลให้คุณหนูหกหันไปมองนางและจ้องมองทุกคนที่อยู่ตรงนั้น นางรู้สึกว่าตนเองกำลังเป็นผู้แพ้ จึงพับแขนเสื้อแล้วเดินจากไป

        ครั้นคล้อยหลังนางแล้ว พี่สามก็ดึงมือฉินหยีหนิงและพูดว่า “น้องสี่อย่าแปลกใจและโทษน้องหกเลย น้องซวงปกติแล้วจะอยู่กับคุณหนูฮุ่ยหนิงมาโดยตลอด ครั้งนี้นางแค่ใช้อารมณ์พูดน่ะ”

        “ที่พี่สามพูดถึงนั้นก็คือน้องหกเป็นเด็กที่ไร้เดียงสาและเป็นคนตรง นางเป็นคนที่น่าสนใจนะ” ฉินหยีหนิงยิ้ม

        เมื่อมาถึงสถานที่สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าลึกหรือในหมู่ผู้คน ฉินหยีหนิงมักจะชอบสังเกตบริเวณแวดล้อม วิเคราะห์คนรอบๆ ตัวกับเรื่องราวต่างๆ กระทั่งเข้าใจทุกสิ่ง นั่นถึงจะทำให้นางรู้สึกว่าตนเองปลอดภัย

        ฉะนั้นนางก็พอจะเข้าใจเรื่องราวของพี่น้องในจวนมากขึ้นแล้ว

        สีหน้าฉินหยีหนิงไม่มีความชอบหรือความโกรธแสดงออกมาให้ผู้คนได้เห็น ราวกับนางปล่อยวางไปเยอะแล้ว คุณหนูสามจึงค่อนข้างจริงจังกับฉินหยีหนิงมากอยู่หลายส่วน

        พี่น้องหลายคนเดินไปพลางพูดคุยตามประสาไปพลาง ไม่นานนักก็ถึงเรือนสื่อเซี่ยว

        เพิ่งเดินผ่านห้องที่ใช้เป็นทางผ่านไปยังลานในบ้าน ซึ่งถูกปูพื้นด้วยหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ประตูระเบียงมีบ่าวเด็กๆ เรียงรายยืนโค้งคำนับให้

        บ่าวสองคนอยู่ฝั่งซ้ายฝั่งขวา รีดผ้าม่านไม้ไผ่ พู่สีฟ้าอ่อนที่มุมหนึ่งของผ้าม่านมีลายเป็นหยกรูปน้ำเต้าคู่หนึ่งกำลังเคลื่อนไหวไปมา ดูแล้วสวยงามยิ่งนัก

        ผ้าม่านหนาให้ความอบอุ่นในวันนี้แตกต่างจากเมื่อวาน

        ในใจของฉินหยีหนิงกำลังตกตะลึงในความหรูหราของบ้านเศรษฐี ระหว่างนั้นถอดเสื้อคลุมและส่งมอบให้กับบ่าวนำไปเก็บ ก่อนเดินตามฝูงชน ก้าวเท้าผ่านไม้แกะสลัก ‘ความสุขที่แสดงออกมาให้เห็น’ แล้วจึงถึงห้องข้างใน

        เช้าวันนั้นล่าวไท่จุนสวมเสื้อสีน้ำเงินคอหลวม ผมขาวถูกรวบไว้เป็นมวย ปักปิ่นทับทิมทองหุ้มห่อด้วยลูกปัดลายหงส์เพลิง นางมีสีหน้าเคร่งขรึมกำลังนั่งพับเพียบอยู่บนเตียงหลั่วฮั่นใกล้หน้าต่าง

        ฮูหยินสองซูซื่อ ฮูหยินสามหวางซื่ออยู่เคียงข้างทั้งซ้ายขวา

        ฮูหยินน้อยเหยาซื่อกับฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อกลับยืนอยู่ข้างหลังแม่สามีของตนเอง

        ระหว่างพวกเขามีคนอยู่คั่นกลาง ก็คือฉินฮุ่ยหนิงที่หน้าข้างหนึ่งบวมอย่างกับหัวหมู

        เมื่อเห็นฉินหยีหนิง นัยน์ตาของฉินฮุ่ยหนิงเป็นต้องหดตัวเล็กน้อย ร่างกายของนางม้วนงออย่างไม่อาจระงับ นางกัดริมฝีปาก สีหน้าเหมือนน้อยใจไปจนถึงมีท่าทีไม่กล้าต่อต้านอย่างน่าสงสาร

        คุณหนูหกซึ่งมาก่อนได้เห็นเข้า นางไม่รอให้ฉินหยีหนิงคำนับก็เอ่ยขึ้นมา “ล่าวไท่จุน ท่านดูสิหน้าของพี่สี่โดนตบขนาดนี้แล้ว ท่านต้องลงโทษเด็กป่าคนนี้ให้หนักสิถึงจะถูก”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)