0 Views

        ภายในห้องของปีกเรือนฟากนั้นอบอุ่นประดุจฤดูใบไม้ผลิ รุ่ยหลานคลุมเสื้อนั่งอยู่บนขอบเตียง แก้มบวมระบมกลายเป็นสีม่วงอ่อนๆ มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเมื่อสักครู่นั้นนางโดนตบมาหนักแค่ไหน

        บนเตียงเล็กๆ มีจานเมล็ดทานตะวันจานหนึ่งเพิ่งคั่วออกมาจากเตา ส่งกลิ่นหอมวางอยู่บนนั้น หยูเซียงนั่งอยู่บนเก้าอี้พับข้างๆ รุ่ยหลาน ในขณะกัดเมล็ดทานตะวันไปพลาง นางก็พยักพเยิดไปตามทิศทางของเรือนหลังใหญ่ ด่าทอไปพลาง

        “…ยังไม่ดูว่าตนเองมาจากไหน แค่กลับมาที่จวนของพวกเราก็หยิ่งยโสโอหังถึงเพียงนี้ เจ้าคอยดูเถอะ ล่าวไท่จุนรักคุณหนูสี่มากขนาดนั้น ตอนนี้คุณหนูสี่โดนนางตบแล้ว ล่าวไท่จุนมีหรือที่ยังไม่ลอกผิวของนาง!”

        หยูเซียงยิ่งพูดความดังเสียงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เป็นฝ่ายรุ่ยหลานที่เอ่ยอย่างกังวล “ฮูหยินของข้า เจ้าเบาๆ หน่อยสิ เดี๋ยวคุณหนูกลับมาได้ยินเข้า อีกหน่อยพวกเราจะอยู่ในเรือนเสวี่ยลี่ได้อีกไหม”

        “เจ้ากลัวนาง? แต่ว่าข้าไม่กลัวหรอก” หยูเซียงกัดเมล็ดทานตะวัน จากนั้นหยิบเปลือกทานตะวันที่ติดอยู่ตรงมุมปากออก “เจ้าไม่เห็นทีท่าของล่าวไท่จุนกับฮูหยินใหญ่ที่มีต่อนางหรือ? เด็กคนนี้เป็นคนโง่ชัดๆ เพิ่งกลับมาที่จวนหยกๆ ก็มีเรื่องกับผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในจวนไปตั้งสองคน ฮูหยินใหญ่เป็นถึงแม่แท้ๆ ของนาง ยังไม่ดีต่อนางเลย อีกหน่อยชีวิตนางจะมีอะไรดีหรือ?”

        นางโยนเปลือกเมล็ดทานตะวันลงไปในเตาถ่านที่กำลังลุกไหม้ ไฟซึ่งกำลังลุกโชนก็ค่อยๆ ส่งกลิ่นหอมโชยออกมา หยูเซียงยังคงทำเช่นนั้นจนกระทั่งเปลือกเมล็ดทานตะวันหายไปจนหมด จากนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะ

        “พวกเราช่างโชคร้ายจริงๆ เลย อุตส่าห์ได้อยู่รับใช้ในเรือนซิ่งหนิงดีๆ  ด้วยคุณสมบัติของเจ้ากับข้า รับใช้อยู่เคียงข้างนายท่าน อีกหน่อยอาจจะได้เลื่อนขึ้นเป็นนายหญิง ดูตอนนี้สิ โดนทิ้งไว้ในที่ที่แม้แต่สุนัขยังไม่กล้าเยี่ยวเลย แล้วยังต้องมาอยู่กับเจ้าเด็กป่าหยาบคายนี่อีก อีกหน่อยพวกเรายังจะมีอนาคตที่ดีได้อีกหรือ โชคร้ายจริงๆ เลย”

        ประโยคดังกล่าวทิ่มแทงไปถึงหัวใจของรุ่ยหลาน

        ถึงแม้ว่ารุ่ยหลานจะเป็นเพียงบ่าวระดับสอง และยามอยู่ในเรือนซิ่งหนิงก็ไม่ได้มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดนายท่าน แต่คนหล่อเหลามียศอย่างนายท่าน เพียงแค่พูดถึงย่อมทำให้คนใจเต้นตึกตักแล้ว ส่วนฮูหยิน ใช่ว่าจะไม่สังเกตเรื่องนี้ สถานะของฮูหยินเองก็ไม่ได้แย่อะไร ฮูหยินน่าจะรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ใครจะไปรู้ว่านางจะถูกส่งมาอยู่เรือนเสวี่ยลี่ แค่มาวันแรกก็โดนตบตีถึงขนาดนี้

        ทว่านึกถึงท่าทางเก่งกาจของฉินหยีหนิงแล้ว แผ่นหลังของรุ่ยหลานรู้สึกเย็นขึ้นฉับพลัน นางขมวดคิ้วและพูดขึ้น “เจ้าไม่เคยเห็นความเก่งกาจของคุณหนู ข้าเตือนเจ้าว่าปล่อยๆ ไปบ้างเถอะ ถึงอย่างไร นางก็เป็นทายาทคนโตของนายท่านอยู่ดี”

        “เป็นทายาทคนโตแล้วอย่างไร ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับพวกเราหรอกหรือ? แม่นมฉินนี่ก็เรื่องมาก บอกให้เอาถ่านที่ดีให้นาง นางอาศัยอยู่บนเขา ตัดไม้เอง เผาถ่านเองชินไปแล้ว เกรงว่านางคงไม่รู้จักถ่านประเภทที่ไม่มีควันเฉกเช่นถ่านสีเงินนี่น่ะสิ” จากนั้นนางแค่นเสียงดังเชอะ ก่อนหัวเราะอีกคำรบ “แต่ก็ดีเหมือนกัน ที่เราได้ใช้มันไปแล้ว”

        หยูเซียงคายเปลือกเมล็ดทานตะวันหลายเม็ดออกมาอีก และหัวเราะ “วันนี้นางตบคุณหนูฉินฮุ่ยหนิงขนาดนั้น ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับหรือไม่”

        “ที่เจ้าพูดก็ใช่” ได้ยินในสิ่งที่หยูเซียงพูดออกมา รุ่ยหลานพลอยส่งเสียงหัวเราะตามไปด้วยอย่างอดไม่ได้

        ในขณะที่บทสนทนากำลังสนุกสนานสะใจ ทันใดนั้นกลับมีเสียง ‘แกร๊ก’ ดังมาจากทางประตู

        ทั้งสองตกใจผวา แต่นึกว่าเป็นเด็กที่อยู่ข้างนอกคนนั้น กำลังอ้าปากจะด่าทอสักสองประโยค แต่เมื่อได้เห็นคนที่ก้าวเข้ามาชัดๆ กลับต้องหน้าซีดเผือด

        ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้น เป็นผู้หญิงสวมเสื้อคลุมสีน้ำผึ้ง รูปร่างเพรียวสูง หน้าตาสวยโดดเด่นดึงดูดผู้คน ไม่ใช่คนที่พวกนางกำลังนินทาอยู่ แล้วจะเป็นใครไปได้

        ครั้นสายตาสบเข้าหากัน รุ่ยหลานเห็นแววตาของฉินหยีหนิงมีไอสังหารอยู่ด้วย มุมปากของอีกฝ่ายที่นางเหลือบไปเห็น ถูกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ แต่ให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นราวกับสัตว์ร้าย แผ่นหลังของนางรู้สึกเย็นยะเยือกจนขนลุกซู่ นางเร่งรีบใส่รองเท้า โดยไม่ได้สนใจว่าตนเองกำลังเจ็บปวดร่างกายอยู่

         “คุณหนูสี่ ท่านกลับมาแล้ว” รุ่ยหลานโค้งคำนับ

        ใบหน้าหยูเซียงฉายชัดถึงความตกใจไม่น้อย นางขยับตัวคำนับพร้อมๆ กับรุ่ยหลาน “คุณหนูสี่”

        “ไม่กล้ารับการคำนับจากพวกเจ้าหรอก ข้าเป็นเด็กป่าหยาบคาย จะรับการคำนับจากพวกเจ้าได้อย่างไร? อีกอย่างคนอย่างแม่นางหยูเซียง อนาคตหากได้อยู่ที่เรือนซิ่งหนิง ไม่แน่อาจจะได้ขึ้นแท่นเป็นแม่น้อยก็ได้”

        ฉินหยีหนิงยกแขนจับเตียง

        จากนั้น สาวเท้าฉับๆ ไปข้างๆ เตียง มองดูถ่านสีเงินซึ่งแผดเผาอยู่ในเตาถ่านพร้อมเปลือกเมล็ดทานตะวันที่เผายังไม่หมด นางยิ้มและเอ่ยขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง ถ่านชั้นดีที่แม่นมฉินมอบให้นั้น ยังเพียงพอใช้อยู่หรือไม่? หรือต้องการให้ข้าเรียกให้ส่งถ่านมาเพิ่มอีก?”

        ใจของรุ่ยหลานเหมือนถูกกระแทกเข้าอย่างหนักและแข้งขาหมดเรี่ยวแรง หัวเข่าทั้งสองข้างทรุดลงกับพื้น

        สิ่งที่พวกนางพูดทั้งหมดเมื่อสักครู่ กลับโดนเด็กไร้ญาติคนนี้ได้ยินหมดแล้ว!

        และนายท่านของจวนก็คือมือสังหารที่ไร้ศีลธรรม ถึงจะฆ่าพวกนางก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร จากนั้นก็แค่ไปแจ้งยังที่ว่าการ รายงานความผิดนิดหน่อย จ่ายเงินไปสิบเหลียงก็พ้นผิดออกมาได้แล้ว ถึงล่าวไท่จุนจะไม่ชื่นชอบคุณหนูสี่คนใหม่เท่าใด แต่ก็ไม่เสียดายเงินสิบเหลียงหรอก

         รุ่ยหลานตัวสั่น เริ่มทบทวนสิ่งที่นางพูดออกไปเมื่อชั่วอึดใจก่อน โชคดีที่ส่วนใหญ่มีแต่คำพูดพล่อยๆ ของหยูเซียง และตนเองไม่ได้กล่าวคำใดออกมามากนัก

        สิ่งที่ปรากฏในความคิด ทำให้รุ่ยหลานรีบก้มศีรษะอย่างรวดเร็ว “คุณหนูอย่าโมโหเลยนะเจ้าคะ”

        “อย่าโมโห? ข้าไม่ได้มีความโมโหอันใด เจ้ากล่าวคำว่าอย่าโมโหมาได้อย่างไรกัน?” ฉินหยีหนิงไม่ได้ผินหน้าไปมองรุ่ยหลานแต่อย่างใด มุมปากของนางกระดกขึ้นเล็กน้อย พลางจ้องมองไปที่หยูเซียง

        หยูเซียงเจอเรื่องเช่นที่ว่า แต่นางกลับแข็งกร้าวมากกว่าที่คาดคิดไว้ นางกล่าวด้วยความยโสโอหัง “คุณหนูช่างเป็นคนตลกจริงๆ ท่านเคยเห็นใครที่แต่งตั้งข้าเป็นแม่น้อยหรือ?”

        ฉินหยีหนิงกวาดสายตามองหยูเซียงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างละเอียด ดวงตาของนางเหมือนมีดซึ่งถูกห่อคลุมด้วยน้ำแข็ง แทงไปที่หยูเซียงจนสั่นสะท้านไปทั่วร่างกาย

        หยูเซียงกลัวว่าตนจะมีภัยเข้าตัว ทว่าก็ไม่รู้ว่าเจ้านายคนนี้จะจัดการกับนางอย่างไร?

        อย่างไรก็ตามเจ้านายคนนี้เพิ่งกลับมาที่จวน ย่อมไม่เข้าใจกฎของครอบครัวระดับสูง คิดว่าน่าจะไม่ทำอะไรตนเองมากหรอก อย่างน้อยก็แค่ตีหนึ่งที สองที ครั้นคิดได้ดังนั้น ใจของหยูเซียงก็สงบลงไม่น้อย

        ในจังหวะที่หยูเซียงกำลังคิดจะรายงานเรื่องราวให้เจ้านายใหญ่ของนางรับทราบอย่างไรนั้น ฉินหยีหนิงกลับยิ้มเสมือนหยั่งรู้ในสิ่งที่นางกำลังไตร่ตรองอยู่ลึกๆ

        “ข้าจะคัด ‘คัมภีร์กตัญญู’ รุ่ยหลาน มาช่วยข้าฝนหมึกให้หน่อย”

        หยูเซียงยื่นมือประคองรุ่ยหลาน ขณะเอ่ยออกไปด้วยความไม่พอใจ “คุณหนูไม่เห็นใจกันบ้างหรือ รุ่ยหลานเจ็บหนักขนาดนี้ จะจับพู่กันฝนหมึกได้อย่างไรกัน หรือว่าเปลี่ยนเป็นข้า ที่จะช่วยท่านฝนหมึก ท่านอนุญาตให้รุ่ยหลานพักเถอะเจ้าค่ะ”

        น้ำเสียงของนางแข็งกร้าว เสมือนนางต่างหากที่เป็นเจ้านาย

        รุ่ยหลานเริ่มมีอาการสั่นไปทั้งตัว รีบกล่าวแย้ง “บ่าวไม่เป็นไร บ่าวจะไปช่วยคุณหนูฝนหมึกเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ”

        หยูเซียงได้ยินถ้อยคำของรุ่ยหลาน จึงถลึงตามองรุ่ยหลานหนึ่งที ท่าทางราวกับว่าวันนี้นางต้องเด่นกว่าใคร

        ฉินหยีหนิงเอ่ยสั่งซ้ำหลังได้เห็นท่าทีของหยูเซียงเช่นนั้น “ให้รุ่ยหลานฝนหมึก หยูเซียงไปต้มน้ำ ข้าจะอาบน้ำ”

        หยูเซียงถึงกับเบิกตากว้าง

        นางเป็นลูกของบ่าว แม่ของนางอยู่นอกจวนเป็นบ่าวที่คอยจัดการบ้านเรือน ตั้งแต่เด็กจนโตในบรรดาบ่าวรับใช้ทั้งหมด นางเป็นคนที่เด่นที่สุด คอยดูแลเคียงข้างเจ้านาย ผู้เป็นนายไปไหนนางจะติดตามไปด้วย เคยทำงานหยาบๆ อย่างต้มน้ำนี้เสียที่ไหน?

        “คุณหนู ท่านเพิ่งกลับมาที่จวน เกรงว่าจะไม่เข้าใจ พวกเราต่างก็มีหน้าที่ของตน และทำงานตามตำแหน่ง เช่น งานหยาบๆ อย่างต้มน้ำเช่นนี้ก็ให้เด็กๆ ไปทำ ก็ไม่เคยได้ยินคุณหนูบ้านอื่นจะใช้บ่าวระดับสองที่ดูแลเคียงข้างตนไปต้มน้ำนะเจ้าคะ เพื่อคำนึงถึงชื่อเสียงของคุณหนูแล้ว ให้บ่าวไปช่วยคุณหนูฝนหมึกดีกว่าเจ้าค่ะ”

        หยูเซียงนอกจากจะอธิบายความไม่พอใจของตนแล้ว ยังเย้ยหยันฉินหยีหนิงที่นางไม่รู้กฎเกณฑ์อีกด้วย

        ฝ่ายผู้ฟังอย่างรุ่ยหลานกลับเหงื่อตกและหนาวสะท้านขึ้นมาทันตา ก่อนรีบแสดงความคิดเห็นของตน “บ่าวไม่เป็นไรเจ้าค่ะ บ่าวฝนน้ำหมึกให้คุณหนูได้เจ้าค่ะ”

        นั่นทำให้หยูเซียงโมโหไม่น้อย นางหยิกแขนรุ่ยหลานแรงๆ ไปหนึ่งที เจ้าคนนี้เป็นอะไรกันแน่ นางอุตส่าห์ช่วยออกหน้าแทน ยังไม่รู้ความหมายเสียอีก

        รุ่ยหลานเจ็บจนขมวดคิ้วแน่น จวบจวนจะร้องไห้ออกมาแล้ว

        “เรือนหลังนี้ ผู้ใดเป็นเจ้านายกันแน่? หรือว่าแม่นางหยูเซียงอยากจะเป็นเจ้านายของเรือนเสียเอง?” ฉินหยีหนิงหันตัวไปยังทิศทางข้างนอกห้อง นางกล่าวต่อโดยไร้ความลังเล “หยูเซียงไปต้มน้ำ คนอื่นๆ ตามข้ามา”

        “เจ้าค่ะ” บ่าวซึ่งอยู่ที่ระเบียง ต่างก็ตอบรับในทันที

        ยามนั้นรุ่ยหลานและหยูเซียงเพิ่งสังเกตเห็น ชานด้านนอกของปีกเรือนมีแม่นมจู้ ชิวหลู่ หลิ่วหยา และบ่าวคนอื่นๆ ต่างยืนเรียงแถวอย่างเรียบร้อย และไม่รู้ด้วยว่ามานานเท่าใดแล้ว

        รุ่ยหลานรีบเดินตามไปในทันที

        หยูเซียงเบะปากแล้วเบะปากอีก นางเดินไปที่ห้องครัวเพื่อต้มน้ำอย่างไม่เต็มใจ

        ภายในห้องโถงนั้น หลิ่วหยากับชิวหลู่ต่างยุ่งอยู่กับการจุดตะเกียง เด็กๆ รับคำสั่งจากแม่นมจู้ รีบไปเตรียมถ่าน ฉินหยีหนิงเดินไปนั่งบนเบาะซึ่งปูผ้าลายดอกกุหลาบสีเขียวอ่อน โดยมีโต๊ะหนังสือไม้อยู่เบื้องหน้า เมื่อนางนั่งเรียบร้อยแล้ว รุ่ยหลานรีบยกชามสีน้ำเงินขาวลายปลาไนดอกบัว วางไว้ในที่ซึ่งนางสามารถหยิบได้สะดวก จากนั้นก็เอากระถางอุ่นมือที่ออกแบบมาอย่างประณีตส่งไปให้ “คุณหนู อุ่นร่างกายก่อน แล้วค่อยเขียนก็ไม่สายเจ้าค่ะ”

        ฉินหยีหนิงขบขันอย่างมาก เจ้าคนนี้นี่ โดนตบครั้งเดียว กลายเป็นคนขยันไปแล้ว ดั่งสำนวนที่ว่าคนดีโดนคนรังแก

        อากาศในห้องค่อยๆ อุ่นขึ้นเรื่อยๆ

        จากนั้นรุ่ยหลานก็เอาพู่กัน หมึกสีดำ กระดาษ แท่นฝนหมึกมาให้ นางกางกระดาษเซวียนจื่อเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เอาแท่นหมึกออกมาฝนอย่างตั้งใจ

        ฉินหยีหนิงหยิบพู่กันขนหมาป่าขึ้นมา และใช้นิ้วขาวเรียวยาวของนางคลี่ปลายขนพู่กันออกมาเบาๆ พลางพูดออกมาอย่างเนิบๆ “พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อรับใช้ข้าครั้งนี้ ทำให้พวกเจ้าต้องทนทุกข์แล้ว ทำให้การมีอนาคตที่ดีของพวกเจ้าต้องล่าช้าลง”

        “บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ” แม่นมจู้เป็นผู้นำตอบกลับ ทั้งรุ่ยหลาน ชิวหลู่ หลิ่วหยา และเด็กๆ อีกสามคนต่างคุกเข่าลง เรียงกันเป็นแถวเดียวกัน

        ฉินหยีหนิงหัวเราะเบาๆ เผยให้เห็นฟันกรามที่ขาวดั่งเปลือกหอย ใบหน้าสดใสของนางกลับยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นภายใต้แสงสีนวลของตะเกียง

        “ในฐานะที่อยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดี ก็ต้องเคารพกฎของจวนอัครมหาเสนาบดี” ฉินหยีหนิงวางพู่กันขนหมาป่าลง นางมองไปยังทุกคนที่ยังค้อมตัวก้มหน้า สายตาเป็นประกาย ก่อนกล่าวเนิบช้าและกระชับ “ในเมื่อแม่นมฉินจัดให้พวกเจ้ามาอยู่ที่เรือนเสวี่ยลี่ พวกเจ้าก็คือคนของข้า ข้าเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับที่นี่ อีกทั้งยังไม่ค่อยเข้าใจกฎระเบียบของลูกคุณหนูเท่าใดนัก แต่พรุ่งนี้จะมีแม่นมและซีสีมาสอนกฎระเบียบมารยาทแล้ว พวกเจ้าคิดว่าข้าจะไม่เข้าใจกฎระเบียบมารยาทตลอดไปไหม?”

        “คุณหนูพูดแรงเกินไปแล้ว บ่าวไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวทั้งหลายต่างก้มศีรษะ ในเวลาสั้นๆ นี้ เหมือนพวกนางตระหนักได้แจ่มแจ้งอย่างไรอย่างนั้น

        ‘รังแกคนอื่น’ ย่อมต้องมีข้อจำกัดเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นก็คือ คุณหนูคนนี้เป็นถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของนายท่านใหญ่ จะถีบตัวเองขึ้นมาก็แค่รอเวลาเท่านั้นเอง

        คำพูดของฉินหยีหนิงทำให้บ่าวเหล่านั้นให้ความเคารพอย่างระมัดระวัง อีกทั้งส่งผลให้คนที่ถูกส่งมายังเรือนเสวี่ยลี่ ซึ่งรู้สึกว่าตนเองจะหมดอนาคตนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ และมีความมั่นใจในอนาคตของตนเองมากยิ่งขึ้น

        อย่างน้อย พวกนางก็รู้สึกว่า รับใช้เจ้านายคนนี้ใช่ว่าจะไม่มีอนาคตที่ดี!

        ฉินหยีหนิงเติบโตในชนบท และนางเข้าใจความจริงที่ว่า ‘โลกเต็มไปด้วยผลประโยชน์ และมนุษย์บนโลกไปมาหาสู่กัน เพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้แก่กัน’ ถ้านางต้องการให้คนอื่นติดตามนางด้วยความสบายใจ อย่างน้อยนางต้องทำให้พวกเขาไม่รู้สึกสูญเสียที่พึ่งพิง นางต้องเป็นที่พึ่งพิงให้พวกเขาทุกที่ทุกเวลาที่พวกเขาต้องการ คำพูดประโยคดังกล่าวที่นางเอ่ยออกไป เด็กสาวไตร่ตรองเรียบเรียงถ้อยคำอยู่ในใจหลายต่อหลายครั้ง เพราะนางไม่มีประสบการณ์ในการโน้มน้าวคนเพื่อให้รับใช้นาง และไม่มีประสบการณ์ในการอบรมสั่งสอนผู้คน ในความเป็นจริงแล้ว ฉินหยีหนิงกลัวว่าตนเองจะพูดผิด


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)