0 Views

        ฉินหยีหนิงก้มศีรษะลง นางสังเกตล่าวไท่จุนที่เรียกชื่อนางกับน้ำเสียงซึ่งนุ่มนวลเล็กน้อย นางเดาได้ถึงความคิดของล่าวไท่จุนที่มีต่อนาง ท่าทีของนางยังคงเรียบร้อยก่อนโค้งคำนับ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ที่ท่านย่าสอนนั้นถูกแล้ว ตอนนั้นเป็นหลานที่ใจร้อนเอง หลังจากนี้จะไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะ”

        หากสักแต่จะใช้กำลังอย่างเดียว นางย่อมดูกลายเป็น ‘คนป่า’ ไปแล้ว เมื่อสักครู่นั้น นางพูดออกมาด้วยความอ่อนน้อม ซึ่งเป็นท่าทีที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

        ล่าวไท่จุนพยักหน้าด้วยความพอใจ และการแสดงออกบนใบหน้าของนางผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ในฐานะผู้อาวุโส สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดก็คือคนรุ่นหลังมาเถียงกันต่อหน้า ถึงแม้ว่าฉินหยีหนิงทำเรื่องที่ดูหยาบคายอยู่บ้าง แต่รากฐานของนางจริงๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร มีความคล้ายกับลูกชายคนโตของนาง คิดไปคิดมา จิตใจของนางย่อมคงจะไม่ไปไหนไกล

        แต่ฉินฮุ่ยหนิงนี่สิ…

        ล่าวไท่จุนเคยอ่านใบเรือมานับพัน เมื่อนึกแล้วก็รู้สึกปวดศีรษะมากขึ้น

        นางครุ่นคิด ไม่รู้ว่าในวันพรุ่งนี้ข่าวลือจะออกมาเป็นเช่นไร นางรู้สึกใจไม่ดีเลย น้ำเสียงในประโยคถัดมาจึงค่อนข้างเรียบนิ่ง “เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ พวกเจ้าก็ได้รับบทเรียนแล้ว ในฐานะที่เป็นคุณหนูบ้านนี้ พี่น้องไม่สามัคคีตบตีกัน เรื่องนี้ถูกพูดออกไปจะเป็นอย่างไร? ปกติพวกเจ้าก็มีท่าทีกตัญญู ตอนนี้พวกเจ้ากตัญญูเยี่ยงนี้หรือ?”

        ถึงแม้ว่าล่าวไท่จุนจะพูดคำว่า ‘พวกเจ้า’ แต่ในใจของฉินฮุ่ยหนิงนั้นเหมือนรู้แจ้ง ฉินหยีหนิงเพิ่งมาที่จวนนานเท่าใด? คนที่อยู่เคียงข้างล่าวไท่จุนมาตลอดเป็นนางต่างหาก

        ล่าวไท่จุนเหมือนกำลังตบหน้าประชดนาง!

        ในใจของฉินฮุ่ยหนิงหวาดกลัวอย่างมาก!

        ตอนนี้ที่พึ่งพิงของฉินฮุ่ยหนิงในจวนก็คือล่าวไท่จุนกับซุนซื่อ จะมีชีวิตอย่างคุณหนูลูกผู้ดีในจวนนี้ได้ ก็เพราะพวกนางที่ให้ความเอ็นดู ถ้าสูญเสียความชื่นชอบและความน่าเชื่อถือจากพวกนาง เด็กสาวจะสามารถมีสิ่งเหล่านี้ได้อีกหรือ?

        “ท่านย่า ใจเย็นๆ หลานสำนึกผิดแล้ว” ฉินฮุ่ยหนิงไม่กล้าที่จะโต้เถียงแก้ตัวอีก นางกลัวว่าล่าวไท่จุนจะรำคาญและไม่ชอบนางไปมากกว่านี้

        สิ่งที่โดนกระทำคราวนี้ นางทำได้เพียงกัดฟันเก็บไว้และกลืนเลือดเข้าไปเท่านั้น

        ล่าวไท่จุนเห็นท่าทีสำนึกผิดของหลานรัก ครุ่นคิดว่า นางเป็นคนสอนเด็กผู้หญิงคนนี้เอง จิตใจก็น่าจะดีอยู่ ถึงแม้ว่าฉินฮุ่ยหนิงเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยมากไปหน่อย แต่ก็ยกโทษให้เถอะ

        หลังจากล่าวไท่จุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางเอ่ยออกมาด้วยความจริงจัง “หยีเจี่ยร์ ฮุ่ยเจี่ยร์ พี่น้องทะเลาะกัน ละเลยความกตัญญู ดังนั้นข้าลงโทษพวกเจ้าด้วยการกลับไปคัดอักษร ‘คัมภีร์กตัญญู’ สิบรอบ หลังจากนี้อีกสามวัน มาส่งตอนที่มาคำนับข้าตอนเช้า พวกเจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?”

        “ขอบพระคุณท่านย่าที่เอ็นดู” ฉินฮุ่ยหนิงแย่งตอบขึ้นมาทันที

        เมื่อล่าวไท่จุนได้ยิน พลอยรู้สึกโล่งอกอย่างมาก พลางนึกอยู่ว่า ฮุ่ยเจี่ยร์ต้องรู้เป็นแน่ นางรู้ว่าข้าตั้งใจเข้าข้างนาง

        ต้องทราบว่า ฉินฮุ่ยหนิงเกิดมาในจวน ได้เรียนเหมือนอย่างที่คุณหนูบ้านผู้ดีเขาเรียนกันทุกอย่าง การคัดอักษรสำหรับนางแล้วไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร แต่ฉินหยีหนิงนี่สิ โตมาในป่าในชนบท ไม่ได้แตะกระดาษพู่กันมานานแล้ว ‘คัมภีร์กตัญญู’ ในหนึ่งเล่มมีสิบแปดตอน คัดสิบรอบ ภายในสามวัน เกรงว่าจะทำให้นางเหนื่อยมากเป็นแน่

        ที่สุดแล้ว ความในใจของล่าวไท่จุนคือ เอ็นดูเด็กที่เติบโตมาข้างกายอย่างฉินฮุ่ยหนิง ไม่พอใจฉินหยีหนิงที่ตบตีผู้คน

        เพียงแต่ว่า ในฐานะที่นางเป็นผู้ใหญ่ ฉินฮุ่ยหนิงซึ่งมีความผิดแจ่มแจ้ง ไม่สามารถที่จะเข้าข้างหลานรักได้มากกว่านี้ นางเกรงว่าอนาคตข้างหน้าอาจจะส่งผลต่อการจัดการกฎเกณฑ์ในบ้านเป็นแน่

        แต่ความคิดของล่าวไท่จุนดูเหมือนจะไม่ตรงกับที่ฉินฮุ่ยหนิงคิด

        ฉินฮุ่ยหนิงไม่ได้คิดเลยว่าล่าวไท่จุนกำลังเข้าข้างนาง ในใจของนางขุ่นเคืองไปตั้งแต่แรกแล้ว ท่านย่าอะไรกัน เอ็นดูข้าอย่างไรกัน เป็นแค่ความจอมปลอมทั้งสิ้น! หลานสาวแท้ๆ กลับมาก็เข้าข้างกันเสียแล้ว เห็นข้าโดนนางตบ แล้วยังมาลงโทษข้าคัดอักษรเท่ากับฝ่ายนั้นอีก!

        สายตาของฉินหยีหนิงเหลือบมองไปท่าทีของล่าวไท่จุนและฉินฮุ่ยหนิง นางเห็นและรับรู้อย่างชัดเจน เด็กสาวแอบหัวเราะในใจ ดูเหมือนว่าฉินฮุ่ยหนิงมีความคิดจะอกตัญญูต่อล่าวไท่จุนเสียแล้ว

        มือข้างหนึ่งของล่าวไท่จุนลูบคิ้วของตน จี๋เสียงซึ่งอยู่ข้างๆ จึงยกถาดน้ำผึ้งอุ่นๆ มาให้ล่าวไท่จุนเพื่อเพิ่มความชุ่มคอ แม่นมฉินกำลังนวดมืออีกข้างให้ล่าวไท่จุนด้วยความชำนาญ

        เมื่อเห็นล่าวไท่จุนเหนื่อยอ่อนแล้ว ฉินหยีหนิงกับฉินฮุ่ยหนิงก็คำนับขอตัวลา

        ล่าวไท่จุนโบกมืออย่างเรียบๆ เห็นทั้งสองเดินออกไปแล้ว ก็เอ่ยสั่งแม่นมฉิน “หลู่จวน เจ้าไปสั่งให้คนช่วยจับโคมไฟส่งคุณหนูทั้งสองหน่อย”

        แม่นมฉินเอ่ยตอบรับคำสั่ง จากนั้นรีบเดินออกไปในทันที

        ฉินฮุ่ยหนิงนั้นพักอยู่ที่เรือนสื่อเซี่ยวของล่าวไท่จุน ส่วนฉินหยีหนิงต้องเดินผ่านระยะทางครึ่งจวนเพื่อไปยังเรือนเสวี่ยลี่ แม่นมฉินเรียกบ่าวเข้ามาแล้วสั่งอยู่หลายประโยค จากนั้นบ่าวก็รีบถือโคมไฟเดินตามฉินหยีหนิงในทันที

        ฟากฝ่ายแม่นมฉินนั้นเดินตามฉินฮุ่ยหนิงไปยังทิศทางที่พักของนาง

        ถึงกระนั้นภายในบ้านยังมีความโกลาหลอยู่บ้าง แม่นมช่ายซื่อกับปี้ถงบาดเจ็บ ใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงก็บวมช้ำดูไม่ได้ พวกบ่าวต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับการทายาให้นาง บรรยากาศในบ้านขมุกขมัวอยู่เล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าแม่นมฉินยังคงยืนอยู่นอกหน้าต่าง

        ฉินฮุ่ยหนิงหลั่งน้ำตาคร่ำครวญสะอึกสะอื้น

        ปี้เถากำลังยุ่งอยู่กับการปลอบประโลมนาง “คุณหนูอย่าร้องไห้เลย ร้องไห้ตาเสียขึ้นมา แล้วจะดีได้อย่างไรเจ้าคะ? ล่าวไท่จุนรู้แล้วจะเป็นทุกข์เอานะเจ้าคะ”

        วันนี้ปี้เถาไม่ได้ติดตามนางไปด้วย แน่นอนว่านางรู้รายละเอียดของสถานการณ์ไม่ชัดเจนนัก แต่เดิมคิดว่าล่าวไท่จุนจะสงสาร ทำตามอย่างที่คุณหนูต้องการ แต่ที่ไหนได้ กลับทำให้คุณหนูต้องเสียใจไปได้

        ฉินฮุ่ยหนิงสะบัดมือปี้เถาออกไป อยากจะบ่นล่าวไท่จุนที่ไม่ยุติธรรมต่อนาง แต่เกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมระดับเสียงได้ เกิดพูดเสียงดังไปก็กลัวคนอื่นเข้ามาได้ยิน ทำได้เพียงตะโกนเสียงแหลมตำหนิสาวใช้ “มือเจ้า ทำไมถึงได้หนักอย่างนี้! ทาดีๆ ไม่เป็นหรืออย่างไร!”

        “บ่าวไม่ได้ตั้งใจ ยกโทษให้บ่าวด้วยเจ้าค่ะ” ปี้เถาไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณหนูเอ่ย แต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก นางจึงรีบคุกเข่าขออภัย

        ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกว่าไม่สามารถระบายสิ่งที่อยากระบายออกมาได้ นางจึงยกเท้ายันไปที่หน้าอกของปี้เถา “เจ้าคนชั้นต่ำ! ผู้หญิงโสเภณี! นางดาวมหาประลัย! เจ้าอยากจะให้ข้าตายหรืออย่างไร ข้าถีบเจ้าเลย!”

        ปี้เถาเจ็บจนร้อง “อ๊าก” ออกมาอย่างเจ็บปวด ร่างของนางล้มลงไปบนพื้น บ่าวในบ้านต่างก็ตกใจและหวาดผวา ไม่มีใครกล้าห้ามสักคน

        แม่นมฉินยืนอยู่นอกหน้าต่าง นางได้ยินทุกความเคลื่อนไหวในบ้านได้อย่างชัดเจน ในใจของนางนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

        เห็นก็รู้ว่าใจคุณหนูฮุ่ยหนิงของนางกำลังโกรธเกลียดคนคนหนึ่งอยู่ คนที่นางโกรธเกลียดนั้นเป็นล่าวไท่จุนเสียแล้ว!

        นางเป็นบ่าวที่ติดตามล่าวไท่จุนมาตั้งแต่ล่าวไท่จุนแต่งงาน ชีวิตนี้นางไม่เคยแต่งงานเลย นางภักดีและอยู่เคียงข้างล่าวไท่จุนมาทั้งชีวิต จวนบ้านตระกูลฉินมีลมพายุและคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้ามาจำนวนเท่าใด และผ่านทั้งหมดนี้ก็มีนางที่อยู่เคียงข้างล่าวไท่จุนตลอดมา นางปฏิบัติต่อล่าวไท่จุนอย่างซื่อสัตย์ ด้วยสถานะของนาง ทำให้นางรู้ชัดแจ้งถึงนิสัยของคนรอบข้างล่าวไท่จุน ซึ่งนางรู้มากกว่านายหญิงของนางเสียด้วยซ้ำ

        คุณหนูฮุ่ยหนิงผู้นี้ เมื่อก่อนนั้นก็เป็นคนดี รู้หนังสือ โน้มน้าวคนอื่นเก่ง ในบรรดาพี่น้อง นางถือได้ว่ายอดเยี่ยมกว่าคนอื่นๆ จึงได้รับความรักความชอบจากล่าวไท่จุนมาก

        ใครจะคาดคิดว่า ครั้นมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น นางกลับมีหัวใจคิดอยากแก่งแย่งชิงดี และเปิดเผยลักษณะนิสัยดังกล่าวออกมา

        เป็นเพราะนางไม่ใช่หลานแท้ๆ ของล่าวไท่จุน นิสัยใจคอจึงต่ำทราม

        แม่นมฉินถอนหายใจเบาๆ และจ้องมองซ้ายขวา สบโอกาสไม่เห็นผู้ใดในครรลองสายตาก็ก้าวเท้ากลับที่พัก

        นางอยากบอกเรื่องนี้ให้ล่าวไท่จุนรับทราบ แต่เมื่อนึกถึงความรักความเอ็นดูของล่าวไท่จุนที่มีต่อฉินฮุ่ยหนิง เกรงว่าถ้านางพูดความจริงนี้แล้ว จะทำให้ล่าวไท่จุนไม่ชอบเอาได้ ด้วยความลังเลนี้ นางจึงทำได้แค่กลืนทุกถ้อยคำลงไป นางคิดว่าควรค่อยๆ เตือนล่าวไท่จุน น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

        **

        วันนั้นฉินหยีหนิงออกมาคำนับซุนซื่อ พารุ่ยหลานกับชิวหลู่ออกมาด้วย รุ่ยหลานโดนฉินหยีหนิงสั่งสอนไปแล้ว นางจึงกลับไปที่เรือนเสวี่ยลี่ก่อนหน้านี้ ข้างๆ นางจึงมีเพียงชิวหลู่ซึ่งเดินถือตะเกียงให้นางอยู่

        ท่ามกลางความมืดสลัว ตรอกซอยยาวไกลนี้กลับคล้ายว่าจะไม่มีจุดสิ้นสุด บางเวลามีลมหนาวพัดผ่านเข้ามา แสงเทียนของตะเกียงจึงทำท่าจะมอดลง เงาของทั้งสองถูกฉายบนผนังและพื้นดิน บ้างก็เห็นเงาชัดเจน บ้างก็เห็นเป็นเงาเลือนราง

        ฉินหยีหนิงถูฝ่ามือเย็นยะเยือกของตน พลางเปิดปากพูดคุย “วันนี้เจ้าไม่ได้เข้ามาร่วมตบตีกับพวกนางด้วย?”

        ชิวหลู่เมื่อได้ยินคำถาม นางก็ชะงักในทันที และตอบอย่างตะกุกตะกัก “บ่าว…บ่าวตกใจเจ้าค่ะ”

        ฉินหยีหนิงหัวเราะขัน “ข้ารู้ เจ้าคงไม่เคยเห็นคุณหนูที่ใช้กำลังอย่างข้าสินะ เพียงแต่ว่า ทำไมเจ้าถึงไม่ช่วยคุณหนูฮุ่ยจับข้าล่ะ?”

        ชิวหลู่หน้าร้อนฉ่าขึ้นมาฉับพลัน นางคิดว่าคำถามของคุณหนูจะเป็น ‘ทำไมไม่เข้ามาช่วยนางจัดการพวกนั้นเสียอีก’

        “คุณหนู บ่าวเป็นบ่าวของคุณหนู ไม่มีเหตุผลเลย ที่จะไปช่วยคนนอก เพียงแต่บ่าว…บ่าวไม่เคยเห็นคุณหนูที่ใช้กำลังเช่นนี้มาก่อน ตอนนั้นบ่าวตกใจ จึงไม่ทันคิดจะเข้าไปช่วย รอให้คิดออกแล้ว พวกนางก็โดนคุณหนูจัดการไปเสียแล้ว”

        ฉินหยีหนิงเมื่อได้ฟังคำพูดติดๆ ขัดๆ ของชิวหลู่แล้ว กลับรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา จากการสังเกต ถึงแม้ว่าชิวหลู่จะไม่ฉลาดเฉลียว แต่ก็เป็นคนที่ซื่อตรงมากๆ

        อย่างน้อยคนรอบๆ ตัวนาง ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่คนที่ใช้การไม่ได้

        ชิวหลู่เห็นท่าทีนุ่มนวลของฉินหยีหนิงแล้ว หัวใจที่ห้อยแขวนอยู่ของนางก็ค่อยๆ สงบนิ่งลงเช่นกัน พร้อมรู้สึกดีต่อฉินหยีหนิงมากขึ้น

        นางรู้ถึงข้อบกพร่องของตนเอง นางเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเป็น ดูแลคนอื่นไม่เป็น อีกหน่อยนางอยู่กับคุณหนูสี่ที่เก่งกาจเยี่ยงนี้ อย่างน้อยนางก็ไม่ถูกกลั่นแกล้งอีก

        ขณะที่ทั้งสองก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า มีเสียงฝีเท้าจากข้างหลังก้าวตามเข้ามาใกล้ด้วยความเร็ว แต่กลับเป็นแค่บ่าวตัวเล็กๆ ที่ได้รับคำสั่งจากแม่นมฉินให้ถือโคมไฟตามมา

        เมื่อมาถึงใกล้ๆ บ่าวคนนั้นก็คำนับฉินหยีหนิง บอกถึงสาเหตุที่ตามนางมาที่นี่ นางและชิวหลู่จึงช่วยกันประคองฉินหยีหนิงเดินไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนเสวี่ยลี่

        ระหว่างทางบ่าวคนดังกล่าวสังเกตฉินหยีหนิงตลอดเวลา และคิดในใจว่า อีกสักประเดี๋ยวเมื่อนางกลับไป นางจะไปรายงานแม่นมฉินว่า คุณหนูสี่ตอนนี้กับครั้งแรกที่มาที่จวนนั้น ไม่มีความแตกต่างกันเลย

        ครั้นถึงหน้าประตูเรือนเสวี่ยลี่ ฉินหยีหนิงพลางนึกถึงตอนที่ตนช่วยเจ้าของร้านยาส่งยานั้น ได้รับเงินมาหนึ่งถึงสองเหรียญเป็นการให้รางวัล จึงสั่งให้ชิวหลู่ตกรางวัลให้บ่าวคนนั้น

        ฉินหยีหนิงไม่รู้กฎเกณฑ์ของจวน และไม่รู้ด้วยว่าต้องให้เท่าใด ต่างจากชิวหลู่ซึ่งเมื่อก่อนเคยอยู่ติดตามรับใช้ซุนซื่อ ถึงแม้จะไม่ได้ดูแลฮูหยินใหญ่อย่างใกล้ชิด แต่พอรู้อยู่บ้างและพอจะเข้าใจธรรมเนียมเหล่านี้ นางคว้าทองแดงจากกระเป๋าถือของนาง และให้รางวัลแก่บ่าวคนนั้น เด็กที่ได้รับรางวัลก็ยิ้มจนคิ้วตาเบิกกว้าง จากนั้นก็กลับไปอย่างดีใจ

        ฉินหยีหนิงเอ่ยชื่นชม “เจ้าทำได้ดีมากๆ”

        ทั้งสองเดินเข้าไปในเรือน

        ท้องฟ้ามืดแล้ว อีกอย่างนี่ก็ใกล้ถึงฤดูหนาวแล้ว รอบๆ ลานบ้านที่เงียบสงบจึงมีเสียงลมแรงพัดผ่านมา ใบหญ้าต้นไม้พลิ้วไหวพลอยส่งเสียงพึมพำฟังดูดังเป็นพิเศษ บ่าวทั้งหลายต่างอยู่ในห้องของตน มีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งนั่งพัดเตาถ่านอยู่ด้านนอกทางฟากหนึ่งของเรือน ไฟลุกเป็นสีส้มแดง บ้างก็ทำท่าว่าจะมอดดับ แล้วก็หายไปในความมืดนี้ ปีกเรือนฝั่งนั้นดูมีความอบอุ่นและสว่างเป็นพิเศษ

        ทันใดนั้น ฉินหยีหนิงได้ยินเสียงพูดคุยของเด็กสาวดังแว่วมาจากในห้องของฟากฝั่งดังกล่าว

        นางจำได้ว่าห้องนั้นเป็นห้องที่รุ่ยหลานและหยูเซียงพักอยู่ด้วยกัน

        นางพาชิวหลู่ก้าวเท้าเดินไปถึงห้องปีกเรือนโดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา จนทำให้เด็กซึ่งนั่งพัดที่หน้าเตาถ่านนั้นตกใจไม่น้อย

        เด็กสาวยืนขึ้น เมื่อนางทำท่าคำนับและจะขยับปากพูด กลับโดนฉินหยีหนิงส่งสายตาบอกว่าไม่ต้อง

        แต่เดิมนางได้รับคำสั่งจากหยูเซียงว่า เมื่อเห็นคนกลับมาก็ให้รีบรายงานทันที แต่ตอนนี้นางตกใจจนพูดอะไรไม่ออก เด็กสาวคนนั้นทำได้แค่ก้มศีรษะยืนอยู่ข้างๆ

        ครั้นฉินหยีหนิงเดินเข้าใกล้หน้าต่างแล้ว ก็ได้ยินเสียงแหลมแสบแก้วหูพูดขึ้นมา “…นางจะเป็นใคร ก็แค่เด็กป่า! บ่าวที่มีตำแหน่งสูงหน่อยยังมีราศีและมีเกียรติมากกว่านางเสียอีก นางกล้าตบตีพี่เช่นนี้! พรุ่งนี้ข้าจะต้องฟ้องล่าวไท่จุน ให้สั่งสอนนางให้ได้เลย!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)