0 Views

        และแล้วก็ใกล้ถึงเดือนสิบ ยังไม่ทันถึงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แม้กระทั่งดอกเบญจมาศ ดอกไม้ที่ล่าวไท่จุนโปรดปราน ซึ่งถูกปลูกไว้ในกระถาง และตั้งตกแต่งตามระเบียงในจวนของอัครมหาเสนาบดีก็ยังเริ่มเหี่ยวเฉา เนื่องเพราะในจวนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจึงไม่มีคนงานคนไหนมาใส่ใจดูแล เจ้าดอกไม้ก็ทำได้แต่ยืนยโสท่ามกลางหยาดน้ำค้างในฤดูใบไม้ร่วงอย่างเดียวดาย

        แม่นมฉินถูฝ่ามือตนเอง จากนั้นใช้ปากเป่าลมอุ่นๆ ที่ฝ่ามืออีกหน พลางเร่งฝีเท้าก้าวเดินดิ่งตรงเข้าไปยังสวนสื่อเซี่ยว ผ่านห้องโถงที่ปูด้วยหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยม และเดินตรงเข้าไปยังห้องใหญ่ของจวน นางสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีเขียวเข้ม ก้าวเท้าด้วยความว่องไวรีบร้อน เมื่อมองดูจากข้างหลังทำให้ดูเหมือนใบพัดที่พัดไปพัดมา

        เมื่อนางมาถึงระเบียง เด็กสาวผมสั้นซึ่งกำลังจุ่มมือสองข้างของนางลงไปยังหม้อทองเหลืองอุ่นมือ จึงเงยหน้าขึ้นมองพร้อมร้องทัก “แม่นมฉินกลับมาแล้ว”

        “อืม” แม่นมฉินเหลือบตามอง และแล้วเด็กสาวนางนั้นก็รีบวิ่งออกจากห้องไปในทันที

        ม่านผ้าไหมเนื้อหน้าปักลายดอกไม้สีเขียวเข้มที่ถูกแขวนห้อยจากเหนือบานหน้าต่างห้องใหญ่ถูกเลิกขึ้น พร้อมเสียงตอบรับจากบ่าววัยกลางคนที่มีนามว่า ‘จี๋เสียง’

        ครั้นนางเห็นแม่นมฉินจึงดึงแขนแม่นมไปยังมุมหนึ่งของห้อง แล้วกระซิบเบาๆ ว่า “ล่าวไท่จุน อาการดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้มีคนกำลังคุยเป็นเพื่อนอยู่”

        แม่นมฉินวางมือที่เย็นดั่งน้ำแข็ง จุ่มลงในหม้อทองเหลืองก่อนถามกลับ “แล้วตอนนี้ ฮูหยินอยู่ไหม?”

        จี๋เสียงผงกหัวและชี้ไปยังเรือนซิ่งหนิง พลางทำท่าเหมือนกำลังร้องไห้ “ฮูหยินสอง ฮูหยินสาม ต่างก็อยู่ที่เรือนซิ่งหนิง พวกนางต่างก็กำลังปลอบโยนฮูหยินอยู่เจ้าค่ะ” จากนั้นเอ่ยถามแม่นมฉิน “แล้ว…นายท่านพาคนนั้นกลับมาแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”

        แม่นมฉินผงกศีรษะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

        ตอนนี้แม้กระทั่งสีหน้าของจี๋เสียงก็เปลี่ยนไปด้วย

        ทั้งสองเลิกผ้าม่านลงแล้วเข้าไปในห้อง ตั้งเตาไฟไว้ในมุมด้านนอกของผนัง พลางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ทรงกลมสีแดง

        แม่นมฉินตบใบหน้าเย็นเฉียบของตนเอง จับขยับพร้อมพยายามบีบรอยยิ้มที่ดูเจียมเนื้อเจียมตัว ก่อนจะก้าวเท้าออกไป นางเดินผ่านประติมากรรมไม้แกะสลักน้ำมันที่ให้ความหมายว่า ‘ความสุขดั่งปรารถนา’ ซึ่งถูกวางตระหง่านไว้

        เมื่อมองไปด้านนอกพลางมองเปรียบเทียบกับด้านในห้องโถงที่ล่าวไท่จุนใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงและพักผ่อนในทุกวันนั้น จะพบว่าโถงกว้างในเวลานี้ช่างดูอบอุ่นดุจฤดูใบไม้ผลิเสียเหลือเกิน

        แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหน้าต่างที่ติดด้วยกระดาษบางเพื่อกันแสงส่องเข้ามายังบ้าน มิหนำซ้ำยังมีหน้าต่างไม้พะยูงซึ่งแกะสลักอย่างละเอียดอ่อน ยิ่งช่วยกันแสงไม่ให้สาดส่องเข้ามาในบ้านได้อีกชั้นหนึ่ง เก้าอี้ทุกตัวถูกตกแต่งด้วยผ้าไหมปักลายดอกไม้สีเขียวอ่อน พื้นห้องถูกปกคลุมด้วยพรมนุ่มๆ จากเปอร์เซีย ลวดลายด้านบนเป็นดอกไม้งดงาม มีหม้อถ่านถูกวางอยู่บนพื้นตรงกลางห้อง ถ่านในหม้อถูกเผาไหม้จนกลายเป็นสีเทา มีหญิงสาวสองคนแต่งตัวด้วยเครื่องประดับสวยงามกำลังย้ายเข้ามานั่งใกล้ๆ หม้อถ่าน เพื่อรับความอบอุ่นและหญิงสาวสวยอีกห้าคนที่บ้างก็ยืน บ้างก็นั่งล้อมรอบเตียงหลั่วฮั่นไม้พะยูงแกะสลักใกล้ๆ หน้าต่าง

        ล่าวไท่จุนแต่งตัวด้วยผ้าพันคอสีชาทอง บนศีรษะถูกผูกด้วยผ้าไหมมรกต เป็นสีเดียวกับผ้าไหมพันหน้าผาก เกล้าผมปักปิ่นมรกตลายดอกไม้ประดับทอง นั่งไขว้ขาอยู่บนเตียงนางกำลังพิงหลังอยู่บนหมอนยาวสีเขียวอ่อน มือดึงชายผ้าสาวสวยเยาว์วัยผู้สวมเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อน และกำลังพูดคุยกับนางด้วยกิริยานิ่มนวล ความรักความเมตตาของท่านที่มีให้ต่อนางดูไม่แตกต่างจากวันเก่าๆ เลย

        แม่นมฉินรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดเรื่องเกิดราวอันน่าตระหนกกับคุณหนูสี่ผู้ซึ่งเป็นหลานที่ท่านรักมากที่สุด แต่ความรักของท่านที่มีให้ต่อเด็กสาวผู้นั้นกลับไม่ลดแม้แต่น้อย

        “คำนับล่าวไท่จุนเจ้าค่ะ” แม่นมฉินโค้งคำนับแสดงความเคารพต่อล่าวไท่จุน

        ผู้คนที่อยู่ในห้องต่างเงียบกริบ และต่างมองแม่นมฉินด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป

        ล่าวไท่จุนมีสีหน้าเหมือนซ่อนเงื่อนงำอะไรบางอย่างไว้ พร้อมเอ่ยถามแม่นมฉินด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด “คน…กลับมาแล้วหรือ?”

        แม่นมฉินค้อมตัวต่อล่าวไท่จุนอย่างระมัดระวัง พร้อมเอ่ยตอบ “ใช่เจ้าค่ะ บ่าวได้ยินมาจากคนที่เฝ้ายืนอยู่หน้าประตูบานที่สองตะโกนมาว่า นายท่านใหญ่ นายท่านรองพาเด็กสาวผู้นั้นเข้ามาทางประตูหยี๋ บ่าวก็รีบมารายงานล่าวไท่จุนเลยเจ้าค่ะ”

        ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วพลางเหลือบตามอง “ข้าอยากจะรู้เหมือนกัน ว่านางเป็นคนแบบไหนกันแน่?” แม่นมฉินยังไม่ทันได้เอ่ยตอบกลับ ล่าวไท่จุนก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “รู้ได้อย่างไรว่านางเป็นหลานสกุลเรา ข้าเลี้ยงฮุ่ยเจี่ยร์มาสิบสี่ปีแล้ว ข้าเลี้ยงมากับมือ ฟูมฟักอุ้มชูดูแลหลานข้ายิ่งกว่าไข่มุก ทำไมหลานสาวแท้ๆ ถึงได้กลายเป็นหลานสาวปลอมไปเสียล่ะ?”

        เมื่อนางพูดจบ เด็กสาวผู้สวมเสื้อสีฟ้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาทันใด

        ล่าวไท่จุนถอนหายใจ จากนั้นจับมือเด็กสาวพลางกล่าวปลอบประโลม “หลานฮุ่ยอย่าร้องไห้เลย หลานร้องไห้แบบนี้ ย่าเองก็เจ็บช้ำจนจะขาดใจอยู่แล้ว”

        ฉินฮุ่ยหนิงขยับตัวเข้าใกล้ล่าวไท่จุน แก้มของนางอาบน้ำตาจนท่วม นางร้องไห้จนตาสองข้างของนางบวมกลมดั่งเม็ดถั่ว “ท่านย่า หลานได้รับการเลี้ยงดูจากท่านย่ามาหลายปี หลานไม่ใช่หลานแท้ๆ ของท่านย่าได้อย่างไร หลานไม่ใช่หลานตัวจริงของท่านย่าได้อย่างไรเจ้าคะ”

        เมื่อนางร้องไห้ ผู้คนในห้องต่างก็เงียบกริบ ได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจ หญิงสาวในห้องต่างมองมาที่ล่าวไท่จุนเป็นสายตาเดียวกัน

        ล่าวไท่จุนไม่สามารถปล่อยให้หลานสาวคนโตเพียงคนเดียวร้องไห้ได้ นางจึงโอบกอดฉินฮุ่ยหนิงด้วยความรัก “หลานย่าอย่าโศกเศร้าไปเลย ไม่มีใครกล้าไล่หลานย่าออกจากจวนนี้เสียหน่อย หลานเติบโตภายใต้การดูแลของย่า จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านพ่อ ท่านแม่ของหลานได้อย่างไรกัน? เรื่องนี้ไม่แน่ เด็กที่พากลับมาน่ะ อาจจะไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับสกุลเราก็เป็นได้! ไม่ว่าอย่างไร ย่าก็จะรักหลานเสมอนะ”

        “ท่านย่า!” ฉินฮุ่ยหนิงคุกเข่าต่อหน้าล่าวไท่จุน มือจับขาของท่าน ซบใบหน้าของนางร้องห่มร้องไห้ น้ำตาไหลพรากๆ บนเข่าของล่าวไท่จุน

        ตราบใดที่ล่าวไท่จุนยังรักและโปรดปราน นางก็จะเป็นหลานสาว ทายาทคนโตของบ้านใหญ่อยู่ดี!

        มือของล่าวไท่จุนสวมแหวนมรกต ฝ่ามือที่มีรอยเหี่ยวย่นปรากฏอยู่กำลังลูบหัวฉินฮุ่ยหนิงอย่างอ่อนโยน

        ฉากนี้ช่างดูอบอุ่นเสียจริง ล่าวไท่จุนถามผู้คนที่มองดูอยู่ “มีผู้ใดยังไม่เข้าใจบ้าง?” เหล่าหญิงสาวจากบ้านสอง บ้านสามต่างก็หลั่งน้ำตาไหลไม่หยุด

        “ล่าวไท่จุนเจ้าคะ นายท่านใหญ่ นายท่านรอง คุณชายใหญ่ คุณชายรองต่างกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวที่เฝ้าอยู่นอกประตูพูดออกมาด้วยเสียงชัดแจ๋ว

        เมื่อผ้าม่านเนื้อหนาถูกเลิกขึ้น ลมหนาวก็ล่องลอยเข้ามาในทันที

        ทุกคนต่างหันมองไปข้างนอก ก็เห็นนายท่านใหญ่ นายท่านรอง คุณชายใหญ่ คุณชายรองเดินเข้ามาตามลำดับ ข้างหลังตามด้วยเด็กสาวคิ้วเรียว นัยน์ตาใสสะอาดรูปร่างสูงโปร่ง

        เมื่อเห็นนางแล้ว ทุกคนต่างก็นิ่งงันไปตามๆ กัน

        เด็กสาวผู้นั้นมีอายุราวสิบสามหรือสิบสี่ปี สวมชุดยาว ไม่แต่งหน้าทาแป้งแม้แต่นิดเดียว การเดินของนางดูเข้มแข็ง ถึงแม้ว่ารูปร่างจะผอมบาง แต่โครงร่างของนางกลับดูมีพลังอะไรบางอย่าง นางมีผมยาวสลวย ถูกมัดด้วยแถบแพรสีเหลือง ใบหน้าไม่มีร่องรอยของเครื่องประทินผิวใดๆ ริมฝีปากดูซีดเล็กน้อย คิ้วเรียวสวย ตาโตคล้ายผลท้อ เห็นความสดใสในตาของนางเด่นเป็นประกาย

        ใบหน้าของนางมีความคล้ายคลึงกับนายท่านใหญ่ของตระกูลฉิน ตอนสมัยที่เขายังหนุ่มๆ

        เห็นได้ชัดว่า เด็กสาวดูไม่คุ้นกับคนจำนวนมากอย่างสกุลฉินเลย ในเวลานั้นนางดูค่อนข้างประหม่าเล็กน้อย แม้ว่านางจะทำเพียงยืนอยู่เงียบๆ และสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่นางกลับดูน่าสงสารเหลือเกิน

        สกุลฉินมีคนสวยสง่าหล่อเหลามากมาย ฉินหวยหยวน สมัยยังหนุ่มๆ หากเปรียบเทียบกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกันนั้น เขาได้รับฉายานามว่าเป็นชายงาม ‘สี่สุภาพบุรุษ ผู้หล่อเหลา แห่งเมืองหลวง’ ถ้าเขาได้นั่งรถม้าวิ่งรอบๆ เมืองหลวง จะมีสาวๆ เดินตามอย่างกับฝูงเป็ด เขาจะได้รับดอกไม้และผลไม้เต็มคันรถทีเดียว

        เขาเป็นผู้มีความรู้และเฉลียวฉลาดด้านแผนการทางการเมือง เมื่อตอนเขาอายุยี่สิบสามปี เขาได้สู้รบกำจัดศัตรูอย่างผางจงเจิ้ง แม่ทัพแห่งแคว้นเป่ยจี้ โดยดำเนินแผนการใช้สายลับของศัตรูเป็นสายลับของฝ่ายตนเอง ส่งข่าวปลอมไปให้อีกฝ่าย จนทำให้แคว้นเป่ยจี้ล่มสลายในที่สุด และจากนั้นเป็นต้นมา ตำแหน่งทางราชการของเขาก็รุ่งเรืองมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งตอนนี้เขาได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นต้าเยี่ยน

        ถึงแม้ว่า แคว้นเป่ยจี้จะเปลี่ยนการปกครองและปัจจุบันกลายเป็นแคว้นต้าโจว แต่ว่าทายาทของแม่ทัพผางจงเจิ้ง ก็ติดตามมาแก้แค้นสังหารผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตายของบิดาถึงแคว้นต้าเยี่ยน จนตอนนี้ใกล้มาถึงเมืองจิงแล้ว แต่ความสามารถและความหล่อเหลาของฉินหวยหยวนก็ยังคงโด่งดังไปทั่ว แม้กระทั่งในตึกร้านน้ำชาก็มีประโยคที่ว่า ‘จือพานอันแผนการกำจัดศัตรูให้แพ้พ่าย’ ซึ่งนำมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง

        เด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า สังเกตจากรูปร่างหน้าตาของนางแล้วดูๆ ก็มีความคล้ายคลึงกับจือพานอันตอนหนุ่มๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบอะไรทั้งนั้น เพราะมองแค่ปราดเดียวก็รู้เลยว่านางคือทายาทที่แท้จริงของฉินหวยหยวนแน่นอน

        แต่ถ้านางคือทายาทหญิงคนโตของฉินหวยหยวน อย่างนั้นบ้านใหญ่ที่เลี้ยงฉินฮุ่ยหนิงมาสิบสี่ปีล่ะ ตกลงแล้ว…นางเป็นใคร?

        ทุกคนต่างมองไปยังฉินฮุ่ยหนิง และเด็กสาวคนนั้นสลับกันไปมา จนทำให้ใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงเริ่มซีดลง

        ล่าวไท่จุนเบะปากออกมาอย่างชัดเจนว่านางไม่เชื่อกับเรื่องที่เกิดขึ้น พลางลูบหลังปลอบประโลมหลานสาว ฉินฮุ่ยหนิง จากนั้นมองไปยังเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงจัง

        ถึงแม้ว่านางแต่งกายพอใช้ได้ แต่เด็กสาวกลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลย นางดูคล้ายกับคนบ้านนอก ที่ไม่เคยเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้น นอกจากมีหน้าตาที่คล้ายกับนายท่านใหญ่แล้ว ที่เหลือก็ไม่มีอะไรที่ผู้ดีพึงมีเอาเสียเลย

        ฉินฮุ่ยหนิงยังดูมีชาติตระกูลเสียกว่า!

        ล่าวไท่จุนกุมมือฉินฮุ่ยหนิงอย่างหนักแน่น เพื่อปลอบประโลมนาง

        “คำนับ ท่านแม่” ฉินหวยหยวนกับนายท่านรองฉินซิวหยวน คุณชายใหญ่ฉินหยู คุณชายรองฉินหาน คำนับล่าวไท่จุนตามลำดับ

        ล่าวไท่จุนโบกมืออย่างอ่อนโยน พร้อมเอ่ยออกมา “ลุกขึ้นเถิด” สายตายังคงมองที่เด็กสาวผู้นั้น

        “ลูกหยี ทำไมไม่รีบกราบคำนับท่านย่าล่ะ?” ฉินหวยหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “หยีเจี่ยร์?” ล่าวไท่จุนขมวดคิ้ว

        “ขอรับท่านแม่ หลายปีมานี้นางมีแต่ชื่อเล่น ลูกได้ตั้งชื่อเต็มให้นาง ชื่อว่า หยีหนิง” ล่าวไท่จุนแสดงสีหน้าไม่พอใจและมองไปยังเด็กสาวที่ยังงงงวยอยู่

        อย่างไรเสีย นางก็โตมาในป่าในเขา ไม่มีความรู้ ไม่รู้กฎกติกา มารยาท แข็งทื่ออย่างกับท่อนซุง

        เด็กสาวเลียริมฝีปากและระลึกถึงลูกพี่ลูกน้องอย่างคุณชายรอง ที่มีนามฉินหานผู้สอนมารยาทให้นาง จากนั้นจึงย่อเข่าลงพร้อมโค้งคำนับ “หลานคำนับท่านย่าเจ้าค่ะ” เสียงของนางไพเราะเพราะพริ้งดั่งนกกระจิบที่เพิ่งออกจากรังใหม่ๆ

        ล่าวไท่จุนเอียงหัวมองท่าทางการคำนับของเด็กสาว โดยให้ผ่านแบบไม่เต็มใจ พลางเอ่ยถามนางเสียงเบา “ตอนนี้ เจ้าชื่อหยีหนิง แล้วเมื่อก่อนเจ้าชื่ออะไรล่ะ?”

        “เรียนท่านย่า เมื่อก่อนข้าน้อยมีชื่อเรียกว่า เสี่ยวซี”

        “ทำไมถึงได้เรียกชื่อนี้ล่ะ”

        “เพราะแม่บุญธรรมของข้าน้อย เก็บข้าน้อยมาจากลำธาร จึงตั้งชื่อข้าน้อยว่า เสี่ยวซี (ลำธารเล็กๆ)”

        ทุกคนที่นั่งฟังอยู่นั้นต่างมีความคิดความอ่านที่แตกต่างกัน บ้างก็ขบขัน บ้างก็ถอนหายใจ

        ฉินฮุ่ยหนิงกำหมัดแน่น ใบหน้าของนางแสดงสีหน้าออกอาการเหมือนสุดจะทน

        ฉินหานรู้สึกสงสารและถอนหายใจ ที่ลูกพี่ลูกน้องของเขาต้องมาเจอความยากลำบากอะไรอย่างนี้ เขาสงสารเสี่ยวซีเป็นอย่างมาก

        ล่าวไท่จุนหัวเราะขบขัน “เก็บจากลำธารก็ตั้งชื่อว่าลำธารอย่างนั้นหรือ? แล้วถ้าเจอที่รังสุนัข จะไม่เรียกเจ้าว่าสุนัขหรือ? ความไม่รู้ของคนเขลา แค่ตั้งชื่อยังตั้งไม่เป็น ข้าว่าเจ้าไม่ต้องใช้ชื่อว่า ‘หยีหนิง’ หรอก เจ้าไม่เหมาะสมกับชื่อหยีหนิง เจ้าเหมาะสมที่จะมีชื่อว่า ‘เสี่ยวซี’ มากกว่า”

        ทุกคนยังคงเงียบกริบ

        ฉินหยีหนิงประหลาดใจเงยหน้าขึ้นมองหญิงชรา

        ดูเหมือนว่าครอบครัวนี้จะไม่ต้อนรับนาง ท่านย่าดูไม่ชอบนางเป็นพิเศษ

        ใช่สิ! เคยได้ยินมานานแล้วว่า ในเมืองหลวงโดยเฉพาะบ้านคนรวยๆ จะมีบ้านใหญ่ บ้านน้อย ทะเลาะตบตีกันเพียงเพราะผลประโยชน์ ตอนนี้เมื่อพ่อแท้ๆ หาตัวนางเจอแล้ว ทั้งยังพานางกลับมาที่จวนอย่างกะทันหันแบบนี้ ตัวนางย่อมไปแย่งตำแหน่งของใคร หรือทับผลประโยชน์ของใคร จนทำให้คนผู้นั้นไม่ชอบกระมัง

        ที่จริงนางกลับรู้สึกว่าเรียกเสี่ยวซียังดีเสียกว่า

        แต่ว่านางคือหลานสาวคนโตของตระกูลฉิน สิ่งที่ควรจะเป็นของนาง ทำไมถึงต้องยอมให้เป็นของคนอื่นด้วยล่ะ? หรือว่าตอนนั้นโดนท่านพ่อใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนทางการเมืองกับศัตรู แต่นี่เป็นความผิดของนางหรือ? หรือว่านางมีชีวิตรอดมาอย่างยากลำบาก แล้วก็ไม่ควรกลับมากระนั้นหรือ?

        หญิงสาวมองล่าวไท่จุน นัยน์ตาใสเป็นประกาย สายตาเฉี่ยวพราวเสน่ห์ของนาง ทำให้ล่าวไท่จุนดูแล้วเกร็งเครียดไม่เป็นตัวของตัวเอง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าได้ยินมาว่าหลายปีมานี้เจ้าหลบไปอยู่บนภูเขาไกลโพ้นหรือ”

        “ใช่ เจ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงเอ่ยตอบแววตาละห้อย

        “เหตุใดถึงขึ้นไปอยู่บนภูเขาอันไกลโพ้นโน้นล่ะ?”

        “เพราะสงครามเจ้าค่ะ ในเมืองมีคนตายมากมาย เงินทองก็หายาก ทำให้ผู้คนมากมายจับคนไปขายเพื่อแลกเงินทอง หลังจากที่แม่บุญธรรมของข้าน้อยเสียชีวิตไป ข้าน้อยกลัวว่าจะโดนจับตัวไปขาย จึงไปอยู่บนภูเขาคนเดียวเจ้าค่ะ”

        เมืองเหลียงตั้งอยู่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศและสู้รบไม่เคยหยุดหย่อนมาสิบปี ตอนนี้กลายเป็นเมืองร้างว่างเปล่าไปเสียแล้ว

        ล่าวไท่จุนเอ่ยออกมาด้วยสำเนียงกึ่งประชดประชัน “เจ้านี่ฉลาดนัก ยังรู้จักที่จะหลบไปอยู่บนเขาเสียนี่”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3659

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)