0 Views

        เดิมทีหรงหว่านซีไม่ยอมให้บิดาลุกไปพบแขก ทว่าองค์รัชทายาทเสด็จมา นอกจากนั้นยังพาพยานมาด้วยอีกคนหนึ่ง หากท่านพ่อไม่พบ จะไม่เป็นการทำให้ผู้อื่นคิดว่าท่านพ่อนึกแค้นเคืององค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ? หากองค์รัชทายาทฉวยโอกาสทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ บอกว่าท่านพ่อประพฤติตนเหินห่างไร้มารยา หากรู้ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี

        “ท่านพ่อ ลูกจะหลบไปก่อนนะเจ้าคะ” หรงหว่านซีเอ่ย

        แม่ทัพหรงหยักหน้า เอ่ยกับเด็กรับใช้ว่า “ให้คนด้านนอกพาองค์รัชทายาทเสด็จเข้ามาช้าสักหน่อย ข้าจะออกไปต้อนรับเดี๋ยวนี้”

        เพื่อหลีกเลี่ยงการระแวงและแสดงถึงความจริงใจในการมาเยี่ยมเยียน มิใช่การมาหาเรื่อง ถึงจงใจเดินทางมาหลังมีพระราชเสาวนีย์เป็นเวลาห้าวัน

        เมื่อเห็นหรงชิงรอต้อนรับอยู่ในลานจวนอย่างนอบน้อม องค์รัชทายาทจึงรีบเข้าไปประคองเขา “ได้ยินว่าช่วงนี้สุขภาพของท่านแม่ทัพไม่ดีนัก เปิ่นกงเป็นห่วง จึงตั้งใจเอายาบำรุงจากจวนมาให้ จงเอาโสมคนออกมาให้แม่ทัพหรง”

        ขณะตรัสมีข้ารับใช้ด้านหลังเปิดกล่องในมือ เผยให้เห็นโสมคนหนึ่งราก ข้ารับใช้ใช้เข็มเงินแทงลงไป หลังรอครู่หนึ่ง เมื่อปรากฏว่าไร้พิษจึงปิดกล่องและส่งโสมคนให้แม่ทัพหรง

        “นี่มัน… ไท่จื่อทรงพระราชทานสิ่งของล้ำค่าถึงเพียงนี้ เวยเฉิน[1] จะกล้ารับได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?” หรงชิงเอ่ยปฏิเสธ

        “หือ ท่านแม่ทัพจงรีบรับเอาไว้เป็นพอ บุตรสาวของท่านแม่ทัพใกล้จะออกเรือนกับน้องสามของเปิ่นกง ในฐานะที่เปิ่นกงเป็นพี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ควรจะทำอะไรสักอย่างมิใช่หรือ? นี่คือสิ่งที่เปิ่นกงมอบให้ท่านแม่ทัพเพื่อแสดงความยินดีเป็นการส่วนตัว ในวันพิธีมงคลยังจะมีสิ่งของแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการถูกส่งมาอีก”

        เมื่อองค์รัชทายาททรงมีท่าทีเช่นนี้ หากแม่ทัพหรงไม่รับไว้คงจะไม่ใช่การดี จึงทำได้เพียงรับน้ำพระทัย เมื่อรับโสมคนมาจึงขอบพระทัยและเชิญองค์รัชทายาทกับเจ้ากรมหวังเข้าไปนั่งในเรือนหลัก

        ชูเซี่ยลอบมองอยู่ตรงต้นไม้ด้านข้าง เมื่อเห็นแม่ทัพหรงและองค์รัชทายาทเข้าไปเรือนหลัก จึงรีบวิ่งไปบอกคุณหนูของตน

        “คุณหนูเจ้าคะ ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงแสดงท่าทีเกรงอกเกรงใจนายท่าน คล้ายกับกำลังต้องการขอโทษและยังมอบโสมคนให้นายท่านด้วยเจ้าค่ะ” ชูเซี่ยเอ่ย

        หรงหว่านซีพยักหน้าและคิดพิจารณาในใจ นี่ไม่ใช่นิสัยขององค์รัชทายาท องค์รัชทายาทเสด็จมาเกรงว่าคงจะมีแผนการอื่น ไม่รู้ท่านพ่อจะรับมือได้หรือไม่ ท่านพ่อเป็นคนไม่ขลาดกลัว อย่าได้ตกหลุมพรางองค์รัชทายาทจึงจะดี

        ครั้นเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป ท่านลุงจงเข้ามารายงานว่า “คุณหนู ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยมีพระประสงค์จะพบคุณหนูให้ได้ ตรัสว่าต้องการแสดงความยินดีต่อหน้า นายท่านกำชับว่าให้เรียนคุณหนู ‘ตั้งแต่ต้น’ ขอรับ”

        หรงหว่านซีเข้าใจแล้วว่าบิดาน่าจะส่งลุงจงมาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดภายในเรือนหลักให้นางฟัง มิใช่การเข้ามาเรียนเพียงไม่กี่ประโยค นางจึงเอ่ยถามว่า “ท่านลุงจง เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่องค์รัชทายาทพบท่านพ่อ จนกระทั่งตรัสว่าอยากจะพบข้า ทุกประโยค ทุกการกระทำ จงบอกข้ามาให้หมด”

        ท่านลุงจงเล่าเรื่องโสมคน สิ่งที่พวกเขาสนทนากันหลังจากนั่งลง… สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม เป็นเพียงการแสดงความห่วงใยเท่านั้น

        แต่เมื่อได้ยินว่า “ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงตรัสกับใต้เท้าหวังว่า หวังชิง เจ้ากลับไปก่อนเถิด เปิ่นกงมียังมีธุระกับคุณหนู… หนูฉายได้ยินไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยตรัสเช่นนี้ด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดขอรับ นายท่านบอกปัดว่าคุณหนูยังไม่ออกเรือน ไม่สะดวกจะพบบุรุษ ทว่าไท่จื่อกลับตรัสว่า คงไม่ใช่เพราะท่านแม่ทัพไม่อยากให้เกียรติเปิ่นกง แต่เป็นเหตุการณ์ในอดีตใช่หรือไม่? นายท่านจึงให้หนูฉายมาเรียกคุณหนูขอรับ”

        หรงหว่านซีขบคิดเพียงครู่จึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงจุดประสงค์ในการเสด็จมาขององค์รัชทายาท

        นางสั่งท่านลุงจงว่า “ท่านลุงจง ไปทูลองค์รัชทายาทว่าข้าไม่อยู่ในจวนและพาชูเซี่ยออกไปข้างนอกแล้ว หากองค์รัชทายาทตรัสถามว่าข้าไปที่ใดก็จงบอกว่าไม่รู้ หาจนทั่วทั้งจวนก็ไม่พบ คาดว่าคงจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก หากเขาไม่เชื่อ อย่างมากก็แค่ค้นจวน”

        ท่านลุงจงรู้ว่าคุณหนูของตนมีแผนการและไม่มีทางพลาดพลั้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เอ่ยถามสิ่งใด ขานรับเพียงคำเดียวก็ออกไปทำตามคำสั่ง

        “ชูเซี่ย พวกเราออกไปทางประตูหลัง” หรงหว่านซีเอ่ย

        เจ้าอยากจะทำลายชื่อเสียงของข้าไม่ใช่หรือ? หากไม่มีพยานหลักฐาน เจ้าจะป่าวประกาศออกไปอย่างไรกัน?

        ถ้าจะพยายามไล่จับเงา ก็ต้องมี ‘เงา’ ถึงจะสำเร็จ

        หรงหว่านซีพาชูเซี่ยออกมาทางประตูหลังของจวน ชูเซี่ยรีบเดินตามคุณหนูและเอ่ยถาม “คุณหนูเจ้าคะ พวกเราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ?”

        “ไปสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก”

        “หา? สำนักขุนนางสื่อราชสำนัก? คุณหนูเป็นสตรี จะไปสถานที่เช่นนั้นด้วยตนเองได้อย่างไรเจ้าคะ? นอกจากนั้นสำนักขุนนางสื่อราชสำนักยังตั้งอยู่กลางถนนใหญ่ใจกลางเมือง เรื่องที่คุณหนูไปสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก หากมีผู้ใดเห็นเขาจะเป็นเรื่องดีได้อย่างไรเจ้าคะ?”

        “ก็เพราะต้องการให้ผู้คนเห็นถึงจะดี”

        หากไม่ทำให้ผู้คนตกใจสักหน่อย จะมีพยานยืนยันว่าตอนนี้นางไม่อยู่ในจวนได้อย่างไร?

        แม้ว่าเรื่องที่สตรียังไม่ออกเรือนไปสำนักขุนนางสื่อราชสำนักถูกกล่าวขานออกไปอาจไม่น่าฟังนัก ทว่าเรื่องที่บิดานอนป่วยอยู่ในจวน ตอนนี้ล้วนเป็นที่ล่วงรู้ของผู้คน หากพระพันปีจะตรัสตำหนิ นางก็แค่บอกว่าไม่อยากให้บิดาต้องลำบาก ดังนั้นจึงอยากมาเลือกขุนนางสื่อราชสำนัก[2] ด้วยตนเองเท่านั้น

        แค่เรื่องที่สตรีทั่วไปไม่เคยทำมาก่อนและนางก็ไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจารีต เหตุใดถึงจะทำไม่ได้กันเล่า?

        หรงหว่านซีพาชูเซี่ยมาถึงสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก นอกจากนั้นยังจงใจต่อบทสนทนาอยู่หน้าประตูก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน

        กูเหนียงทั้งสองเดินเข้าไปในสำนักขุนนางสื่อราชสำนักด้วยกัน แน่นอนว่าย่อมเป็นที่สะดุดตาของผู้คน

        เมื่อเห็นแม่นางทั้งสองก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเพื่อเข้ามาในสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งจึงออกมาต้อนรับ “คุณหนู ที่นี่คือสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก เป็นสถานที่ราชการ มีหน้าที่คอยเป็นสื่อกลางและจัดการงานมงคลให้กับคุณหนูของเหล่านายท่านตระกูลมั่งคั่งและผู้สูงศักดิ์ เมื่อดูจากการแต่งกายของคุณหนู ยังมิออกเรือนใช่หรือไม่?”

        หรงหว่านซีไม่เดินเข้าไปข้างในและก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งเก้าเพื่อยืนอยู่หน้าประตู “พี่ชายท่านนี้ ข้ายังไม่ออกเรือน แต่ใกล้จะออกเรือนแล้ว ข้าคือบุตรสาวของแม่ทัพหรง เหตุที่มาวันนี้เพราะอยากจะเลือกขุนนางสื่อราชสำนักท่านหนึ่งให้ช่วยจัดเตรียมงานมงคล”

        “หือ? บุตรสาวของแม่ทัพหรงรึ? ผู้ที่ไทเฮาทรงพระราชทานสมรสกับเฉินอ๋องน่ะหรือ? คุณหนูคือคุณหนูตระกูลหรงที่กำลังจะเป็นพระชายาเฉินอ๋องอย่างนั้นหรือ?”

        หรงหว่านซีไม่ได้กล่าวเสียงสูงหรือเปล่งเสียงดังมานัก นางเพียงแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงยามสนทนาตามปกติ ทว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้ตกอกตกใจ จึงหลุดร้องด้วยความตกตะลึงอยู่หลายหน เป็นเหตุให้ชาวบ้านรอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน

        ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปตามความต้องการของหรงหว่านซี

        “ใช่แล้ว” หรงหว่านซีเอ่ย “ท่านพ่อของข้าล้มป่วย ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อต้องลำบากจึงมาเลือกด้วยตนเอง ข้าจำได้ว่าในสำนักขุนนางสื่อราชสำนักไม่ได้มีกฎว่าห้ามต้อนรับหญิงยังไม่ได้ออกเรือน? ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”

        “ไอหยา… นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคุณหนูหรงนี่เอง ไม่น่าถึงได้มีหน้าตางดงามถึงเพียงนี้…”

        “ใช่แล้ว ช่างงามยิ่งนัก…”

        “ไม่เสียแรงที่เป็นผู้ที่ไทเฮาทรงพอพระทัย ช่างกตัญญูจนหากจะไม่เอ็นดูก็คงยาก…”

        “แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นหญิงที่ยังไม่ออกเรือน มาเลือกขุนนางสื่อราชสำนักด้วยตนเองเช่นนี้ดูจะไม่เหมาะสมนัก…”

        “ราชนิกุลยังต้องเลือกขุนนางสื่อราชสำนักด้วยหรือ…”

        ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปตามความคาดหมายของหรงหว่านซี นางจึงเอาแต่ยกยิ้มไม่เอ่ยสิ่งใด

[1]เวยเฉิน คือคำแทนตัวอย่างนอบน้อม

[2]ขุนนางสื่อราชสำนัก คือแม่สื่อหรือพ่อสื่อที่ได้รับแต่งตั้งจากทางราชการ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)