0 Views

        หรงหว่านซีบรรจงอ่านจดหมายในมือ ครั้นอ่านจนจบจึงส่งไปให้ชูเซี่ย “เอาไปเก็บไว้เถอะ”

        ชูเซี่ยได้ยินดังนั้น จึงไปหยิบกล่องเครื่องประดับขนาดเล็กจากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง เมื่อเปิดออก ข้างในกลับไม่ใช่เครื่องประดับ เพราะล้วนแต่เป็นจดหมายเช่นเดียวกับจดหมายฉบับนี้

        ตลอดสามปี ทุกหนึ่งเดือนจะมีจดหมายจากเขามิเคยขาด

        เขาคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ คำนึงถึงนางที่เป็นสตรียังไม่ออกเรือน หากมีผู้ใดรู้ว่านางลอบส่งจดหมายให้บุรุษ คงจะถูกผู้คนครหาเอาได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ให้นางตอบจดหมาย นางรู้ว่าภายในใจของเขาเฝ้ารอรับจดหมายจากนาง ในเมื่อไม่อาจพบหน้า หากมีสิ่งไว้ดูต่างหน้าย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าทุกๆ ครั้งเขากลับเขียนทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ไม่ต้องคิดถึง ไม่ต้องตอบกลับ”

        ไม่ต้องตอบกลับ นางสามารถทำได้ แต่ไม่ให้คิดถึง จะให้นางทำได้อย่างไร?

        “คุณหนู กล่องนี้…จะเผาทิ้งดีไหมเจ้าคะ?” ชูเซี่ยเอ่ย

        “เก็บเอาไว้ให้ดี เอาไปรวมกับสิ่งของที่จะนำไปจวนเฉินอ๋องด้วย” หรงหว่านซีเอ่ย

        “หือ? เอาไปจวนเฉินอ๋อง…นี่ ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู? เสี่ยงเกินไปนะเจ้าคะ”

        “ไม่เป็นอะไร เฉินอ๋องไม่มีทางตรวจค้นสิ่งของของข้า และต่อให้ค้นเจอก็ไม่มีทางใส่ใจ”

        หากจดหมายเหล่านี้ยังอยู่ในจวน วันหนึ่งถูกใครมาพบเข้าย่อมหมายถึงหายนะ แต่หากให้ทำลาย… สายใยยังตัดไม่ขาด เหตุใดนางต้องทำลาย? นั่นคือของสำคัญของนาง นางจะหักใจทำเช่นนั้นได้อย่างไร?

        หรงหว่านซีไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าความรักของพวกเขาจะยังคงอยู่ต่อไปได้นานแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะมีวันได้ก้าวออกจากความมืดมิดเพื่อพบแสงสว่างหรือไม่ ไม่ว่าจะต้องร้างราหรือยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์ต่างเป็นเรื่องของอนาคต ไม่อาจรีบร้อนตัดสินในตอนนี้

        บนโลกใบนี้ นอกจากเรื่องที่ต้องทำในวินาทีถัดไปก็ไม่มีสิ่งใดแน่นอน สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง เปลี่ยนผันทุกวินาที วันนี้ไม่อาจล่วงรู้เรื่องราวของวันพรุ่งนี้ หากยามนี้ยังไม่ถึงบทสรุป ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจบุ่มบ่ามตัดสินอะไรทั้งนั้น

        จวนองค์รัชทายาท ณ เรือนหลังเล็กหลังสวนดอกไม้

        “กูเหนียง* กูเหนียง…ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยกำลังเสด็จมาทางนี้แล้วเจ้าค่ะ จากที่หนูปี้ดูแล้ว น่าจะมาทางพวกเราเจ้าค่ะ…” หญิงรับใช้นามเสี่ยวเถาวิ่งมาให้ห้อง

        “เสด็จมาแล้วหรือ เสด็จมาจริงๆ แล้วหรือ…” ฉินอิ่งเยว่เอ่ยด้วยความดีใจ

        “ใช่แล้วเจ้าค่ะ หนูปี้ได้ยินบทสนทนาของเตี้ยนเซี่ยกับเสียวไห่เพคะ ต้องไม่ผิดอย่างแน่นอน ตรัสว่า…” เสี่ยวเถายังไม่ทันได้สาธยายถึงสิ่งที่องค์รัชทายาทตรัส ทันใดนั้นเอ่ยว่า “กูเหนียงรีบแต่งหน้าแต่งตัวเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวองค์รัชทายาทก็จะเสด็จมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”

        เพราะองค์รัชทายาทตรัสว่า— หากไม่ใช่เพราะเจ้าสามต้องการแย่งผู้หญิงคนเดียวกันกับเปิ่นกง เปิ่นกงก็คงจะลืมฉินอิ่งเยว่ผู้นั้น เจ้าสามจะจิตใจคับแคบเกินไปแล้ว!

        ฉินอิ่งเยว่หันไปสั่ง “ไปเอาชุดกระโปรงสีขาวตัวนั้นออกมา เร็วหน่อย”

        ส่วนนางรีบไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ถอดปิ่นหยกบนศีรษะเพื่อปล่อยให้เส้นผมสีดำสยายลงมาดุจน้ำตก ทอดมองตนเองในกระจกและค่อยๆ ระงับสติอารมณ์… ภาพสะท้อนในกระจกคือหญิงงามบอบบางแววตาโศกเศร้า ช่างแลดูน่าสงสารยิ่งนัก

        หลังรีบผลัดอาภรณ์เรียบร้อย นางสั่งให้เสี่ยวเถาเอาอาภรณ์ที่พึ่งเปลี่ยนไปเก็บ ส่วนตนเก็บปิ่นปักผมและสิ่งของบนโต๊ะเครื่องแป้งให้เรียบร้อย บนโต๊ะเครื่องแป้งจึงสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลาเป็นอย่างยิ่ง

        “เยว่กูเหนียง… ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยเสด็จมาแล้ว…” จางฝูไห่ผู้เป็นข้ารับใช้ข้างพระวรกายขององค์รัชทายาทร้องตะโกนเข้ามาในเรือน

        ขณะกล่าว องค์รัชทายาทได้เสด็จมาถึงหน้าประตูแล้ว

        ฉินอิ่งเยว่เยื้องย่างฝีเท้าประดุจดอกบัวอย่างเชื่องช้าเพื่อออกไปต้อนรับที่หน้าประตูด้านนอก นางถอนสายบัวทำความเคารพและเอ่ย “หม่อมฉันถวายบังคมเตี้ยนเซี่ยเพคะ”

        “อืม” เตี้ยนเซี่ยตอบกลับเพียงคำเดียวและนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งของโต๊ะกลม แค่ฟังจากน้ำเสียงก็สามารถรับรู้ได้ถึงความขุ่นเคือง

        ฉินอิ่งเยว่ส่งสัญญาณบอกให้เสี่ยวเถาออกไปและปิดประตูห้อง

        องค์รัชทายาทไม่พอใจแต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ฉินอิ่งเยว่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดเช่นกัน นางเพียงแต่เดินอ้อมไปทางด้านหลังขององค์รัชทายาทและบีบไหล่ให้เขา

        “พอได้แล้ว…” ผ่านไปครู่หนึ่ง องค์รัชทายาทแตะมือนางและเอ่ย “ไม่ต้องบีบแล้ว”

        “หม่อมฉันเห็นเตี้ยนเซี่ยแลดูไม่สบายพระทัย หม่อมฉันไม่เข้าใจเรื่องในราชสำนัก สามารถทำได้เพียงเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เพื่อช่วยขจัดความกลัดกลุ้มให้เตี้ยนเซี่ยเพคะ” ฉินอิ่งเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

        น้ำเสียงของนางแผ่วเบาแฝงความเจ็บปวด เมื่อองค์รัชทายาทได้ยินจึงค่อนข้างแปลกใจ

        หากจำไม่ผิด ฉินอิ่งเยว่มิใช่คนอ่อนแอและอมทุกข์เช่นนี้ แต่เป็นผู้ที่มักเอาแต่ใจยิ่งนัก

        ครั้งนี้จึงหันกลับไปมองนาง

        พบว่านางสวมอาภรณ์สีขาว เส้นผมดำเงางามสยายดุจน้ำตก เมื่อใบหน้าเอาแต่ใจที่งามล้ำตรึงใจผู้คนถูกแต่งแต้มเพียงเล็กน้อยกลับยิ่งแลดูโดดเด่น ให้ความรู้สึกว่า “แม้ข้ามิคิดจะล่มบ้านล่มเมือง ทว่าใต้หล้ากลับยอมสยบอยู่ใต้ชายอาภรณ์”

        หากสตรีอยากงามควรสวมอาภรณ์สีขาว คำกล่าวเช่นนี้ไม่ผิดสักนิด เมื่อเห็นสตรีเหล่านั้นแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันฉูดฉาดจนชินตา เมื่อมาพบสตรีเช่นนี้ จึงรู้สึกราวกับพบเห็นแสงสว่างโดยพลัน

        “เจ้าเป็นอะไรไป? สีหน้าไม่สู้ดีนัก ไม่สบายอย่างนั้นรึ?” องค์รัชทายาทตรัสถาม

        ฉินอิ่งเยว่ก้มหน้าพลางส่ายหน้าไปมา “ไม่เพคะ”

        “ในเมื่อไม่ได้ป่วย แต่เหตุใดเปิ่นกงถึงรู้สึกว่าเจ้าไม่เหมือนกับที่ผ่านมา?”

        “ที่ผ่านมาของเตี้ยนเซี่ยคือเรื่องเมื่อนานเพียงใดเพคะ” ฉินอิ่งเยว่กล่าวอย่างเศร้าสลด “เตี้ยนเซี่ยไม่ได้เสด็จมาหาหม่อมฉันเป็นเวลาหลายสิบวันแล้วเพคะ”

        องค์รัชทายาทยกยิ้มเพราะรู้ว่าเหตุใดนางถึงแต่งกายเช่นนี้และเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ คงเป็นเพราะไม่ได้พบเขามานาน เมื่ออาศัยอยู่ในจวนขนาดใหญ่นานวันเข้า จึงรู้สึกเบื่อหน่ายและคับข้องใจไม่น้อยกระมัง

        “เตี้ยนเซี่ยทรงมีหญิงงามมากมายถึงเพียงนี้ ทว่าหม่อมฉันกลับมีเพียงเตี้ยนเซี่ยผู้เดียว…” ฉินอิ่งเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นยิ่งกว่าเดิม นางค่อยๆ ซับหางตาและก้มหน้าลงเพื่อให้แลดูกล้ำกลืนมากกว่าเดิม

        แท้จริงแล้วนางรู้ดีว่าเหตุใดองค์รัชทายาทถึงเสด็จมา ภายในจวนต่างเล่าลือกันว่าบ่ายวันนี้ พระพันปีทรงมอบหรงหว่านซีให้กับเฉินอ๋อง เดิมที่องค์รัชทายาทคิดจะครอบครองหรงหว่านซีให้ได้ แค่นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงวันเดียวจะเกิดเรื่องผิดพลาดเช่นนี้

        นางรู้ว่าเฉินอ๋องแย่งหรงหว่านซีก็เพราะนาง ด้วยเหตุที่เฉินอ๋องต้องการแก้แค้นองค์รัชทายาท

        นอกจากนั้นนางยังรู้มาโดยตลอดว่าเฉินอ๋องชอบนาง

        หากองค์รัชทายาทรู้ถึงความเชื่อมโยงของเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะขุ่นเคืองนาง คิดว่านางเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องสูญเสียหรงหว่านซี แต่แล้วอย่างไรเล่า? องค์รัชทายาทจะทำการสับเปลี่ยนผู้หญิงกับเฉินอ๋องอย่างนั้นหรือ? แต่เขาผู้นี้เป็นคนไม่ยอมขายหน้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะกรุ่นโกรธนางมากเพียงใดก็ไม่อาจทำอะไร อย่างมากก็แค่ใช้วาจาระบายอารมณ์

        แต่ด้วยความสามารถของนาง ขอเพียงนางได้พบองค์รัชทายาท นางย่อมสามารถทำให้องค์รัชทายาทไม่อาจระบายโทสะออกมา ไม่เพียงแต่ไม่อาจระบายโทสะ นางยังสามารถทำให้องค์รัชทายาทรู้สึกลำพองใจ

        ยามนี้หญิงในดวงใจของเขาถูกเฉินอ๋องแย่งไป ทว่าก่อนหน้านั้น หญิงในดวงใจของเฉินอ๋องก็ถูกเขาแย่งไปเช่นกันมิใช่หรือ?

        เมื่อเห็นสตรีที่เฉินอ๋องปรารถนาแต่มิอาจครอบครองหมดอาลัยตายอยากเพราะไม่ได้รับความรักจากเขา หากเป็นบุรุษผู้มีความเชื่อมั่นในตนเองทั่วไป จะไม่นึกลำพองใจได้อย่างไร?

        ดังนั้นเมื่อนางยิ่งแสดงออกว่าตนโศกเศร้ามากเท่าใด องค์รัชทายาทก็จะยิ่งลำพองใจมากขึ้นเท่านั้น

        ผลคือองค์รัชทายาทมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับจูงมือของนาง “มีงานราชกิจมากมาย เปิ่นกงไม่อาจปลีกตัวออกมา จึงหมางเมินเจ้าเสียแล้ว”

        ฉินอิ่งเยว่รับฟังอย่างว่าง่าย ทว่าภายในใจกลับยกยิ้มเย็น มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าท่านเอาแต่ไปเสาะแสวงหาหญิงงาม? ท่านไม่ได้ไม่อาจปลีกตัวออกจากงานราชกิจ แต่ท่านมัวหลงใหลเหล่าหญิงงามจนไม่อาจปลีกตัวออกมาเสียมากกว่ากระมัง?

        ทว่าใบหน้าของนางกลับเผยสีหน้าว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับองค์รัชทายาทและเอ่ยอย่างออดอ้อน “ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ย… ไม่ได้หลงลืมหม่อมฉันไปแล้วจริงๆ ใช่ไหมเพคะ?”

*กูเหนียง เป็นคำใช้เรียกหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานหรืออายุราว 20 ต้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)