0 Views

        ภายในห้องเงียบสงัดครู่หนึ่ง จากนั้นได้ยินพระสุรเสียงของพระพันปีดังขึ้น “อายเจียก็เข้าวังเมื่อครั้งอายุเท่าเจ้า หญิงอายุเท่านี้ล้วนแต่อยากครอบครองหัวใจของชายอันเป็นที่รัก ไม่หนีห่างจนเส้นผมขาวโพลน เจ้าควรจะรู้เอาไว้ เฉินเอ๋อร์แต่งกับเจ้าเพราะพอใจในชื่อเสียงอันดีงามของเจ้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังคิดว่าไม่เป็นอะไรอีกหรือ?”

        หรงหว่านซีรู้ว่านี่จะเป็นคำถามสุดท้าย นางจะต้องคิดหาคำตอบสำหรับรับมือได้ถูกต้อง ในสมองของนางมีสองวิธี วิธีแรกคือบอกความจริงว่านางจำเป็นต้องเลือกภัยที่เป็นอันตรายน้อยที่สุดจากหนึ่งในสอง อีกวิธีหนึ่งคือบอกไปว่าเป็นการ ‘ทดแทนบุญคุณ’

        หากเลือกวิธีแรก แม้จะเป็นการบอกความจริงแต่ก็เสี่ยงเกินไป หากเลือกวิธีที่สอง… แม้ไทเฮาทรงไม่แสดงออก แต่นางรับรู้ได้ว่าไทเฮาทรงพอพระทัยคำตอบก่อนหน้าของนาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากยังคงตอบเอาพระทัยไทเฮา อาจจะทำให้ไทเฮาเข้าพระทัยว่านางกล่าววาจาไพเราะเพื่อประจบสอพลอ

        ฉะนั้นหากนางเลือกวิธีที่สองคงพอจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความนอบน้อมและจริงใจมากพอ ไทเฮาทรงเป็นผู้มากประสบการณ์เรื่องการวางแผน ไม่ใช่ผู้ที่ผู้ใดจะสามารถล่วงเกินหรือทำให้ไม่พอพระทัย

        หรงหว่านซีปริปากเอ่ยด้วยท่าทีผ่อนคลาย แม้น้ำเสียงที่เปล่งออกจากริมฝีปากปราศจากการแต่งแต้มสีเชอร์รีจะแผ่วเบา ทว่าฟังดูเด็ดเดี่ยวมากกว่ายามปกติ “ได้รับบุญคุณแต่มิรู้จักตอบแทน ไม่ใช่การกระทำของคนดีเพคะ”

        เมื่อเห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวของหรงหว่านซี เฉินอ๋องถึงกับถอนหายใจแผ่วเบา วาจาเช่นนี้แม้แต่เขายังรู้สึกซาบซึ้งใจ หรงหว่านซีไม่ใช่คนเหลาะแหละเลย กระทั่งเสด็จย่าที่ยากจะรับมือนางยังไม่สะทกสะท้าน

        หรงหว่านซีใช้หางตาชำเลืองมอง ใบหน้ายังคงราบเรียบและก้มหน้ารอฟังสิ่งที่ไทเฮาจะตรัส

        ไทเฮาทรงทอดพระเนตรหรงหว่านซี ตามด้วยทอดพระเนตรเฉินอ๋อง… สายพระเนตรพลันฉายแววเข้าใจเหตุผลอย่างลึกซึ้ง

        “พวกเจ้ากลับไปเถิด อายเจียจะไปหารือกับฝ่าบาทสักหน่อย ก่อนเวลาอาหารค่ำคงจะมีผลสรุป”

        หลังจากทูลลาไทเฮา หรงหว่านซีจึงเดินตามหลังเฉินอ๋องออกมาจากตำหนักสือหนิงกงและมุ่งหน้าไปยังประตูวังทางทิศเหนือ

        หรงหว่านซีเอาแต่มองทางเดิน โดยไม่ชำเลืองมองเฉินอ๋องที่เดินนำอยู่ด้านหน้าไม่ห่างจากนางแม้แต่นิด

        คนทั้งสอง ผู้หนึ่งเดินนำหน้าผู้หนึ่งเดินตามหลังอยู่เช่นนี้ จนกระทั่งมาถึงป่าต้นหลิวของอุทยานอวี้ฮวา เฉินอ๋องหยุดฝีเท้าและหันหลังกลับมาเรียกนาง “หรงหว่านซี เจ้ามานี่”

        ฝีเท้าของหรงหว่านซียังคงสม่ำเสมอ เดินไม่ช้าไม่เร็วมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินอ๋องและทำความเคารพ “เตี้ยนเซี่ยมีอะไรหรือเพคะ?”

        เฉินอ๋องหันข้างพลางมองพิจารณานางทางหางตา ใบหน้าของนางยิ่งแลดูงามล่มเมืองยามอยู่ใต้แสงอาทิตย์ฤดูใบไม้ผลิและใบอ่อนต้นหลิวที่พลิ้วไหว เส้นผมปลิวคลอเคลียข้างใบหน้าขาวดุจหิมะของนาง… เฉินอ๋องเอื้อมมือออกไป หมายจะช่วยเอาผมทัดหูให้นาง

        ขณะเฉินอ๋องทำเช่นนั้น หรงหว่านซีกลับเบี่ยงกายหลบเล็กน้อย นางใช้กิริยาท่าทางเพียงเล็กน้อยนี้เพื่อแสดงออกถึงความห่างเหิน

        “ฮ่าๆ กลัวอะไรกัน? เปิ่นหวางไม่ได้จะทำอะไรเจ้าสักหน่อย? ใช่แล้ว เมื่อครู่เห็นเจ้า.. คล้ายจะสนใจซุ้มดอกไม้ในตำหนักสือหนิงกงไม่น้อย” เฉินอ๋องยังคงหันข้างพลางชำเลืองมองนางเช่นเดิม

        ไม่รอให้หรงหว่านซีตอบอะไร เฉินอ๋องกลับเอ่ยเสียงเบา “ตามที่เล่ากันมา ผู้ที่เสด็จปู่ทรงโปรดปรานมากที่สุดมิใช่เสด็จย่า แต่เป็นจิ้งกุ้ยเฟย[1] หรือก็คือจิ้งกุ้ยไท่เฟย[2] ในยามนี้”

        หรงหว่านซีรู้ว่าเฉินอ๋องคิดว่านางสนใจซุ้มปลูกดอกไม้เลื้อยเพราะนึกอิจฉาในความรักมั่นคงของฮ่องเต้และฮองเฮา

        นางยกยิ้มบางและเอ่ย “เตี้ยนเซี่ยเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ ซุ้มดอกไม้นั้นแค่ดูสวยงามเท่านั้น”

        เฉินอ๋องกลับไม่สนใจคำตอบของนาง ยังคงหันข้างมองคล้ายจะจ้องตานางให้ได้

        “วันนี้เจ้าทำได้ดีมากยามอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เสด็จย่า เปิ่นหวางจะรับปากเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง” เมื่อไม่อาจสบสายตานาง เฉินอ๋องจึงไม่ดันทุรังและหันหลังให้นาง “หลังเข้าพิธีเเต่งงาน หากเจ้าสามารถดูแลจัดการเรื่องภายในจวนเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นเสด็จย่า ถ้าเจ้าอยากได้ความโปรดปรานเช่นซุ้มดอกไม้นั้นข้าก็ให้เจ้าได้ แต่ยกเว้นหัวใจที่ข้าให้เจ้าไม่ได้ ภายในจวนเฉินอ๋อง เจ้าจะมีตำแหน่งเป็นนายหญิงผู้มีอำนาจควบคุมดูแลทุกอย่างภายในจวน”

        “เฉินหนวี่ขอบพระทัยเตี้ยนเซี่ยเพคะ” หรงหว่านซีถอนสายบัวทำความเคารพ

        เฉินอ๋องโบกมือไปมา “ไม่ต้องเกรงใจ เรื่องพวกนี้เจ้าสมควรได้รับทั้งนั้น”

        หรงหว่านซีเงยหน้าขึ้น บังเอิญเห็นเฉินอ๋องเดินผ่านต้นหลิวแตกใบอ่อนเข้าพอดี วันนี้เขาสวมอาภรณ์สีขาวนวลทำจากผ้าไหม เมื่ออยู่ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นเช่นนี้ อาภรณ์สีขาวนวลดุจแสงจันทร์จึงแลดูคล้ายกับกำลังทอแสงแวววับจับตา บุคลิกอันมีเสน่ห์เช่นนี้ เมื่ออยู่ท่ามกลางป่าต้นหลิวจึงยิ่งแลดูงดงามดุจภาพวาด… เพียงแต่ ต่อให้คนผู้นี้จะรูปงามเพียงใดก็ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในดวงใจของนาง นางลอบถอนหายใจ ทว่าบนใบหน้ากลับราบเรียบขณะเดินออกจากวังหลวงพร้อมกับเฉินอ๋อง

        หลังออกจากประตูวังทางทิศเหนือจึงตรงกลับจวน ก่อนจะถึงเวลาอาหารค่ำ มีพระราชเสาวนีย์หนึ่งม้วนมาถึงจวน

        “บุตรสาวตระกูลหรงนามหว่านซี คือสตรีมีสติปัญญาปราดเปรื่อง งามเพียบพร้อมด้วยกิริยาและหน้าตา ถือเป็นแบบอย่างของกุลสตรี บัดนี้ได้มอบบุตรสาวของตระกูลหรงให้เป็นพระชายาเอกขององค์ชายสาม นับแต่นี้เป็นเวลาครึ่งเดือนจะมีพิธีเสกสมรสในฤกษ์งามเดือนห้าวันที่แปด ขุนนางหรงอบรมบุตรสาวได้ดี จึงมีรางวัลเพื่อแสดงความชื่นชมเป็นทองหนึ่งร้อยชั่ง ผ้าไหมหนึ่งร้อยผืนและม้างามสิบตัว…”

        หรงหว่านซีและบิดาน้อมรับพระราชเสาวนีย์ ท่านพ่อให้สิ่งของตอบแทนเจี่ยงกงกง[3] และออกไปส่งเจี่ยงกงกงถึงหน้าประตูจวนด้วยตนเอง

        เมื่อกลับมาถึงโถงใหญ่และมีเพียงสองพ่อลูก ขณะมองพระราชเสาวนีย์สีเหลืองทองที่วางอยู่บนโต๊ะ แม่ทัพหรงถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

        “หว่านซีบุตรของข้า พ่อทำร้ายเจ้าเสียแล้ว…”

        หรงหว่านซีเก็บพระราชเสาวนีย์พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ “ไม่ได้ทำร้ายข้าเจ้าค่ะ ท่านพ่อ การได้ออกเรือนกับเฉินอ๋องถือเป็นบุญวาสนาของลูกเจ้าค่ะ”

        หรงหว่านซีคุกเข่าอยู่ต่อหน้าบิดาและจับมือเขาเพื่อปลอบใจ “ท่านพ่อ เรื่องราวผ่านพ้นไปแล้ว ท่านกลับมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้วเจ้าค่ะ พวกเราไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกแล้ว แท้จริงแล้ว… เฉินอ๋องเป็นคนดีมากเพคะ วันนี้เขายังสัญญาว่าจะภายหน้าจะดีต่อลูก”

        “เฮ้อ…” แม่ทัพหรงถอนหายใจยาวอีกครั้ง

        “ท่านพ่อ อย่าได้คิดมากเลยเจ้าค่ะ พวกเรารีบตั้งสำรับกันเถิด ลูกหิวแล้ว” หรงหว่านซียังคงเอ่ยปลอบบิดาตน

        ตลอดการทานอาหาร หรงหว่านซีพบว่าบิดาของตนอ้ำอึ้งคล้ายมีบางสิ่งอยากจะกล่าว นางคิดว่าบิดายังคงเป็นกังวลเพราะเรื่องพระราชเสาวนีย์ ในเมื่อท่านพ่อไม่พูด นางจึงไม่เอ่ยถาม เพราะนางรู้ว่าบิดาไม่มีทางทำเรื่องเหลวไหลเช่นการขัดพระราชเสาวนีย์อย่างแน่นอน ยามนี้ที่ท่านพ่อเป็นทุกข์ใจคงเพราะนึกสงสารนาง

        เด็กรับใช้ในจวนเก็บสำรับอาหารค่ำ หรงหว่านซีอยู่พูดคุยกับบิดาครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวกลับห้อง

        ยามค่ำชูเซี่ยเข้ามาเตรียมน้ำสำหรับอาบน้ำ หรงหว่านซีสั่งให้นางออกไป ทว่าเด็กผู้นี้กลับมีท่าทีลังเลคล้ายกับอยากจะเอ่ยบางสิ่ง

        “เป็นอะไรไป?”

        “ไม่…ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ชูเซี่ยเอ่ยตะกุกตะกัก

        เมื่อลองนับวันเวลาดู หรงหว่านซีจึงรู้ว่าเป็นเพราะเรื่องอะไร ไม่น่าระหว่างทานอาหารค่ำ ท่านพ่อถึงได้ดูคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะเรื่องพิธีสมรสพระราชทานของไทเฮา แต่ท่านพ่อกำลังคิดว่าควรจะเอาจดหมายให้นางหรือไม่ต่างหาก

        “เขาส่งจดหมายมาแล้วใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของหรงหว่านซีราบเรียบยิ่งนัก

        ชูเซี่ยพยักหน้า “เมื่อครู่หนูปี้ออกไปตักน้ำ นายท่านจึงมอบให้หนูปี้เจ้าค่ะ…”

        “เอามาเถิด” หรงหว่านซีเอ่ย

        “หนูปี้เกรงว่าคุณหนูอ่านแล้วจะยิ่งเสียใจ” ชูเซี่ยเม้มปาก ภายในใจว้าวุ่นยิ่งนัก

        “ไม่เป็นอะไร”

        เมื่อเห็นคุณหนูหนักแน่นเช่นนี้ ชูเซี่ยจึงได้แต่นำจดหมายของหลิงอ๋องส่งให้คุณหนู

        ภายใต้แสงเทียน หรงหว่านซีค่อยๆ เปิดจดหมายของเขาออก…

        “ซีเอ๋อร์….”

        สิ้นเสียงเรียกอันแผ่วเบา หรงหว่านซีคล้ายกับมองเห็นภาพชายหนุ่มรูปงามควบม้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารแถบชายแดน

        เขาควบม้าพลางหันกลับมามองนาง รอยยิ้มของเขา ช่างอบอุ่นไม่ต่างจากแสงอาทิตย์…

        เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ วิชาความรู้สามารถทำนายอนาคต วรยุทธ์สามารถปกป้องบ้านเมือง เขาต้องใช้ชีวิตเป็นทหารจับศัสตราวุธ มีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว แต่ต้องมีความอ่อนโยนและยึดมั่นในความสัมพันธ์ แม้ผ่านไปนานปีไม่มีเปลี่ยนผัน…

        คนผู้นี้คือคนที่นางรัก ผู้ที่ไม่อยู่ในดวงใจ แม้ให้แสดงไมตรีอย่างขอไปทีก็มิยินยอม แต่หากเป็นผู้ที่อยู่ในดวงใจ ย่อมปฏิบัติราวกับเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ต่อจักรพรรดิ เมื่อก่อนหรงหว่านซีก็คือคนเช่นนี้ แต่นับจากวันนี้ไป…

        ส่งจดหมายสื่อรักพันลี้ไม่อาจสมหวัง

        หรงหว่านซีอ่านจดหมายที่เขาส่งมา เขาบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ชายแดน เขากำชับให้นางพักผ่อนกายใจไปกับฤดูใบไม้ผลิ กำชับให้นางรักษาเนื้อรักษาตัว…

        ในหัวปรากฏภาพของเขา ในใจได้ยินเสียงเขาดังกึกก้อง ทว่าบนใบหน้ากลับไม่เผยความรู้สึกใดแม้แต่นิด ยังคงราบเรียบดังเดิม

        ยิ่งเห็นใบหน้าเรียบนิ่งของคุณหนูของตน ชูเซี่ยจึงยิ่งรู้สึกปวดใจ เอ่ยโน้มน้าวว่า “คุณหนู ไม่ต้องอ่านแล้วเจ้าค่ะ จะเป็นทุกข์ใจเอาได้นะเจ้าคะ”

[1]กุ้ยเฟย คือตำแหน่งพระสนมที่รองมาจากฮองเฮาและฮวางกุ้ยเฟย

[2]กุ้ยไท่เฟย คือตำแหน่งพระสนมกุ้ยเฟยของจักรพรรดิพระองค์ก่อน

[3]กงกงเป็นคำเรียกขันที


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)