0 Views

        เฉินอ๋องถอนหายใจแผ่วเบา คิดในใจว่า หากไม่บอกความจริง ทำอย่างไรก็คงหลอกเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ จึงยอมเอ่ยออกไปว่า “ง่ายนิดเดียว เพราะหญิงที่ข้ารักมั่นอยู่ข้างพระวรกายองค์รัชทายาท ส่วนองค์รัชทายาททรงโหยหาเจ้า ดังนั้นข้าจึงจะแต่งกับเจ้าเพื่อถือเป็นการแก้แค้นให้ตนเอง”

        หรงหว่านซีเคยได้ยินชูเซี่ยนินทามาก่อน คล้ายเฉินอ๋องจะรักมั่นต่อบุตรอนุของจวนอัครเสนาบดีมานานปี แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ภายหลังสตรีนางนั้นกลับไปติดตามองค์รัชทายาท เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่เฉินอ๋องต้องการจะแต่งกับตนก็พอจะสมเหตุสมผล

        “เป็นอย่างไร? เหตุผลนี้เพียงพอแล้วหรือไม่?” เมื่อเห็นหรงหว่านซีไม่กล่าวสิ่งใด เฟิงเป่ยเฉินจึงเอ่ยถาม

        “เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยเพคะ หากท่านสามารถช่วยบิดาของข้า จะให้ข้าตอบแทนท่านเช่นไรย่อมได้ แต่ไม่แต่งงานได้หรือไม่เพคะ?” หรงหว่านซีสามารถสละได้ทุกอย่าง เพียงแต่นางไม่อยากเอาความสุขทั้งชีวิตของตนไปพนัน นางอยากใช้ชีวิตนี้อย่างสงบสุข และเดิมทีมิได้อยากถูกผูกพันธนาการไว้ที่เมืองหลวง

        “นอกจากสิ่งนี้ เปิ่นหวางยังไม่สนใจสิ่งอื่น ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มแล้ว ข้อเสนอของข้า เจ้าก็เก็บไปคิดสักนิด หากไม่อยากจะไปจวนองค์รัชทายาทจริงๆ ถ้าเช่นนั้นก็ไปหาข้าแล้วให้คำตอบข้าที่จวนเฉินอ๋อง”

        กล่าวจบ เฉินอ๋องหันหลังเดินจากไปทันที…

        เหลือเพียงหรงหว่านซีที่ยังจิตใจสับสนว้าวุ่น…

        ไม่ว่าจะองค์รัชทายาทหรือเฉินอ๋องล้วนไม่ใช่ผู้ที่จะเป็นสามีของนางทั้งนั้น คนผู้นั้นที่นางหลงรัก ยามเขาแย้มยิ้มช่างอบอุ่นอ่อนโยนประดุจแสงอาทิตย์

        ชายผู้นั้นที่นางหลงรักคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่…

        ครั้นกลับถึงจวนแม่ทัพคือยามเที่ยงวัน

        “คุณหนู ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?” ชูเซี่ยรีบรุดเข้ามาหาทันที

        หรงหว่านซีส่ายอย่างไร้วิญญาณ…

        “คุณหนู ท่านยังไม่กินอะไร ข้าจะให้จือชิวไปทำขนมในห้องครัวนะเจ้าคะ”

        “ไม่ต้อง ข้าไม่หิว” หรงหว่านซีนั่งลงบนเก้าอี้อย่างไร้ชีวิตชีวา เอ่ยถามเสียงเบาว่า “มีข่าวคราวจากกรมอาญาแล้วหรือไม่?”

        “จะว่ามีก็มีเจ้าค่ะ แต่…?” สีหน้าของชูเซี่ยดูแปลกไปจากปกติและเอ่ยวาจาอ้ำอึ้ง

        หรงหว่านซีเงยหน้าปรายตามองหญิงรับใช้ เอ่ยอย่างจนปัญญาเล็กน้อย “ชูเซี่ย เจ้ากลายเป็นคนติดอ่างตั้งแต่เมื่อใด คล้ายไม่ใช่เจ้าเลย”

        ชูเซี่ยได้ยินเช่นนั้นจึงกัดริมฝีปากและเอ่ย “มีข่าวจากกรมอาญาว่าโทษทัณฑ์ของนายท่านไม่อาจดิ้นหลุด นับจากนี้เจ็ดวันจะต้องโทษประหารที่นอกประตูอู่เหมิน[1] เจ้าค่ะ”

        “อะไรนะ?” หรงหว่านซีนั่งไม่ติดเก้าอี้ หยัดกายลุกขึ้นโดยพลัน ใบหน้าขาวซีด

        นางสูญเสียมารดาตั้งแต่ยังเด็กและมีบิดาเป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียว บิดาของนางไม่แต่งงานใหม่เพื่อนางมาหลายปี กระทั่งอนุแม้แต่นางเดียวก็ยังไม่ยอมมี แม้ต้องเดินทางไปชายแดนยังพานางไปด้วย ยามนี้ใกล้จะได้อยู่สุขสบายในวัยเกษียณ แต่กลับต้องถูกตัดหัวประจานต่อหน้าผู้คน เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้นางยอมรับได้อย่างไรกัน

        หรงหว่านซีรู้สึกว่าภาพตรงหน้ามืดมิด ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านไม่มั่นคงและทิ้งกายลงบนเก้าอี้…

        “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ท่านเป็นอะไรไป?” ชูเซี่ยตกใจจนสติกระเจิง นางรีบเข้าไปประคองคุณหนูทันที

        “ไม่เป็นอะไร” หรงหว่านซีกล่าวสามคำนี้อย่างไร้เรี่ยวแรง

        “ชูเซี่ย เจ้าไปหาชุดกระโปรงหลากสีมาให้ข้าที ข้าจะออกไปข้างนอก”

        “คุณหนู ท่านเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปเถิดเจ้าค่ะ” ชูเซี่ยมองเจ้านายของตนอย่างปวดใจ

        “ข้าไม่อยากชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยท่านพ่อออกมาให้ได้” หรงหว่านซีรู้ หากนางล่าช้าแม้เพียงหนึ่งนาที บิดาของนางก็ต้องทนลำบากเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนาทีเช่นกัน

        ท้ายที่สุด หรงหว่านซีดื่มน้ำหนึ่งจอกและผลัดอาภรณ์ไปสวมชุดกระโปรงหลากสีก่อนจะขึ้นรถม้า

        “คุณหนู พวกเราจะไปที่ใดกันขอรับ?” สารถีของจวนแม่ทัพเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

        หลังนิ่งเงียบไปนาน หรงหว่านซีถึงเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้าว่า “จวนเฉินอ๋อง”

        ถูกต้อง หากให้เลือกหนึ่งในสอง ท้ายที่สุดนางก็เลือกจวนเฉินอ๋อง ไม่ว่าเฉินอ๋องต้องการจะแก้แค้นองค์รัชทายาทก็ดี หรือต้องการทำให้ฉินอิ่นเยว่แค้นเคืองก็ดี มูลเหตุเป็นเพราะอะไรไม่สลักสำคัญ แต่ที่สำคัญคือระหว่างพวกเขาไม่มีความรัก เป็นเช่นนี้ย่อมดีที่สุด ภายหลังหากเห็นหน้ากันจนเบื่อหน่ายก็อาจจะให้ใบหย่านางสักใบ ถึงยามนั้นยังมีอิสรเสรี ทว่าองค์รัชทายาทไม่เป็นเช่นนั้น ไม่กล่าวถึงเรื่องนิสัยใจคอขององค์รัชทายาทว่าเป็นเช่นไร เพราะภายหน้าหากขึ้นครองราชย์ อย่างน้อยนางคงต้องมีตำแหน่งเป็นสนม คิดจะหาทางถอนตัวออกมาย่อมเป็นเรื่องยาก สำหรับเหล่าสนมนางในของวังหลัง ที่พึ่งพิงสุดท้ายหากไม่ใช่สุสานของราชวงศ์ก็คงเป็นตำหนักเย็น

        หรงหว่านซีเป็นคนฉลาด หลังนางคิดชั่งใจถึงข้อดีข้อเสียจึงรับข้อเสนอของเฉินอ๋อง

        ภายในจวนเฉินอ๋อง

        ครั้นเฟิงเป่ยเฉินเห็นหน้าหรงหว่านซี เขาไม่มีสีหน้าตกใจแม้แต่น้อย คล้ายกับเขารู้แต่แรกแล้วว่าหรงหว่านซีจะต้องมา

        “ข้าคิดดีแล้ว ข้ารับข้อเสนอของท่าน ท่านรีบช่วยท่านพ่อของข้าออกมาโดยเร็วด้วยเถิด”

        “ได้” เฟิงเป่ยเฉินตอบรับอย่างสบายใจ

        “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปแล้ว รอให้ท่านพ่อของข้าออกมา ข้าจะทำตามคำสัญญา”

        “เจ้าวางใจได้ วันพรุ่งนี้พ่อของเจ้าจะต้องออกมาอย่างไร้รอยแผลแน่นอน หรงหว่านซี เจ้าจงอยู่กับข้าก่อน…” เฟิงเป่ยเฉินยังกล่าวไม่ทันจบ หรงหว่านซีพลันขมวดคิ้ว “เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ย ข้ารับปากจะแต่งกับท่านแล้ว ท่านรอไม่ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ตอนนี้ข้าคือหญิงที่ยังไม่ออกเรือน หากค้างแรมที่นี่ ต่อให้ภายหน้ามีตำแหน่งเป็นพระชายาเฉินอ๋องแต่ก็ต้องถูกครหา ถึงยามนั้นท่านก็ต้องอับอายขายหน้าเช่นกัน”

        เฉินอ๋องนิ่งอึ้งก่อนจะหัวเราะออกมา “ค้างแรม? เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้าจะบอกว่าให้เจ้าอยู่เพื่อร่วมทานอาหารค่ำกับข้า ถือเสียว่าเป็นการฉลองให้กับการร่วมมืออย่างราบรื่น”

        ครั้นหรงหว่านซีได้ยินว่าตนเข้าใจผิด ใบหน้าจึงขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะรู้สึกอับอายเป็นที่สุด

        แม้นางไม่มีกะจิตกะใจจะอยู่กินข้าวที่นี่ ทว่าเฉินอ๋องรับปากแล้วว่าจะช่วยบิดาของนาง อย่างไรก็อย่าหักหน้าผู้อื่นให้มากนักก็เป็นพอ

        ท้ายที่สุด หรงหว่านซีจึงอยู่ทานอาหารค่ำกับเฟิงเป่ยเฉิน

        ทางด้านคนในจวนองค์รัชทายาทได้รอจนร้อนใจยิ่งนัก เขาคิดว่าหรงหว่านซีจะต้องมาแน่นอน เพราะนี่คือทางออกเดียวของนาง

        ทว่าเขาคิดไม่ถึงว่าหรงหว่านซีจะเอาชีวิตไปเดิมพันกับบุรุษอีกผู้หนึ่ง และคนผู้นั้น ไม่ใช่เขา

        ถึงแม้นว่าเขาจะมีฐานะสูงส่งและเป็นถึงบุตรที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเคยตัว แต่ก็ยังมีสตรีที่เขาปรารถนาแต่ไม่อาจครอบครอง

        ขณะเดียวกัน มีเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาของสตรีเดินเข้ามา…

        พระพักตร์ขององค์รัชทายาทฉายแววยินดี ครั้นเงยพระพักตร์ขึ้นมากลับพบว่าเป็นหญิงรับใช้ของตน สีพระพักตร์ของความยินดีพลันมลายหายไปจนสิ้น

        “เตี้ยนเซี่ย ถึงเวลาของเครื่องเสวยแล้วเพคะ”

        “ไสหัวออกไป”

        องค์รัชทายาททรงพิโรธขึ้นมา เป็นเหตุให้ผู้คนทั้งจวนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง เพราะหวาดเกรงว่าท่านชายผู้นี้จะกรุ่นโกรธตน

        ครั้นถึงยามตกดึก เมื่อเห็นว่าหรงหว่านซียังคงไม่มา องค์รัชทายาททรงไม่อาจอดกลั้นอีกต่อไป ตรัสด้วยพระสุรเสียงเย็นยะเยือกว่า “หรงหว่านซี ข้าให้โอกาสแต่เจ้ากลับไม่คว้าไว้ หากพ้นคืนนี้ไป ข้าจะทำให้เจ้าต้องมาคุกเข่าขอร้องให้ข้าร่วมรักกับเจ้าแน่นอน”

        เช้าตรู่วันถัดมา

        องค์รัชทายาทพึ่งจะตื่นบรรทม ผู้ดูแลจวนกลับรีบร้อนเข้ามากราบทูลว่า “เตี้ยนเซี่ย แม่ทัพหรงออกจากคุกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

        ครั้นองค์รัชทายาททรงได้ยินเช่นนั้นพลันเปลือกพระเนตรกระตุก “ผู้ใดให้เขาออกจากคุก?”

        “กล่าวกันว่า…ไทเฮา[2] เหนียงเหนียงเป็นผู้รับสั่งด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ”

        “เป็นไปไม่ได้ เสด็จย่าจะก้าวก่ายเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?” องค์รัชทายาททรงไม่เชื่อ แม้พระพันปีจะมีตำแหน่งสูงส่งและมากอำนาจ ทว่าทรงเพิกเฉยต่อเรื่องราวภายในวังหลวงมานานปี กระทั่งการคัดเลือกพระสนมยังไม่ทรงเข้าร่วม จึงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องภายในราชสำนัก

        “หนูฉายได้ยินมาว่า… เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยทรงขอพระเมตตาจากไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”

        “เจ้าว่าอย่างไรนะ? คือเฟิงเป่ยเฉินงั้นรึ?” องค์รัชทายาทในยามนี้สีพระพักตร์ดำทะมึนจนยากจะหาสิ่งใดเปรียบ

[1]ประตูอู่เหมิน คือประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวังโบราณกู้กง

[2]ไทเฮา คือพระพันปีหลวงหรืออัครมเหสีของฮ่องเต้พระองค์ก่อน เหนียงเหนียงเป็นคำใช้เรียกพระสนมและฮองเฮา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)