0 Views

หลังจากนั้น เขากล่าวเพียงประโยคนี้ มองนางด้วยสายตาลึกซึ้งอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

เขาไม่อวยพรให้นาง และยิ่งไม่มีทางกล่าวคำสาปแช่ง เขาไม่ได้กล่าวประโยคตัดเยื่อใย แต่ก็ไม่ได้กล่าวประโยคหลงเหลือความสัมพันธ์เช่นกัน เขาแค่รับรู้การตัดสินใจของนาง ทำตามพระราชเสาวนีย์ของพระพันปี ไม่ข้องเกี่ยวและจากไป…

หากประโยคสุดท้ายถือเป็นประโยคแฝงความนัยที่เขามอบให้นาง ถ้าเช่นนั้นแท้จริงแล้วความนัยนั้นคืออะไรกัน…

จะบอกว่าคำสัญญาไม่แปรเปลี่ยน หรือจะบอกว่า…คำสัญญานี้ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาได้โยนมันทิ้งไปแล้ว…

หรงหว่านซีไม่แน่ใจ นางคาดเดาไม่ออก และไร้เรี่ยวแรงจะคาดเดา…

ขณะหรงหว่านซีกำลังตัดสินใจ เฉินอ๋องได้ยืนเอามือไพล่หลังพลางยกยิ้มประดับริมฝีปากตั้งแต่ต้นจนจบ เขามองหรงหว่านซีอย่างนึกสนใจ สายตาไร้ความคาดหวังหรือกังวล และวินาทีที่นางตัดสินใจเลือก เขายิ่งไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่นิด

เพราะเขารู้ว่านี่คือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของนาง

สตรีนางนี้ก็ต้องจำใจยิ่งนัก…

ทั้งความสามารถในการแบกรับความกดดันและการเก็บทุกสิ่งไว้ในใจล้วนเหนือกว่าผู้คนทั่วไปเป็นอย่างมาก

เฉินอ๋องประคองนางไปยังหน้าเกี้ยวเจ้าสาว ขณะกำลังจะขึ้นเกี้ยว นางได้ยินเสียงเขาใช้แส้ฟาดม้าและควบออกไปอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเสียงทหารม้าเคลื่อนกำลังตามออกไป เมื่อเสียงม้าศึกเช่นนี้ดังท่ามกลางเมืองหลวงอันเงียบสงบและเจริญรุ่งเรือง กลับฟังดูบาดหูและสั่นสะเทือนหัวใจผู้คนถึงเพียงนี้…

การกระทำของหรงหว่านซีชะงัก แต่เป็นเพียงการชะงักแค่ชั่วครู่เท่านั้น ทันทีทันใดหลังจากนั้น นางจึงก้าวขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวด้วยจิตใจเงียบสงบ

เฉินอ๋องปิดม่านเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเอง เขาไม่เอ่ยสิ่งใดและก้าวไปข้างหน้า จับจูงม้าของตนแล้วกระโดดขึ้นไป

เจี่ยงกงกงรีบเอ่ย “ท่านอ๋องรับพระชายากลับจวน… ยกเกี้ยว…”

หลังสิ้นเสียงร้องประกาศ เสียงบรรเลงดนตรีเริ่มขึ้นในขณะเดียวกับที่เกี้ยวเจ้าสาวถูกยกขึ้น เสียงบทเพลงแห่งความปีติยินดีดังสนั่นพื้นดิน เกี้ยวเจ้าสาวถูกยกขึ้นและโคลงเคลงเพียงเล็กน้อยก่อนจะมั่นคงคล้ายเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หรือเมื่อครู่อาจเป็นเพียงความฝัน… ความฝันที่นางคิดไปเองว่าคงจะเกิดขึ้น เป็นเพียงความฝันที่ส่วนลึกภายในหัวใจของนางเฝ้าคอยว่ามันจะเกิดขึ้น…

ทว่าเสียงเอ่ยด้วยความเจ็บปวดของเขากลับดังสะท้อนอยู่ข้างหู เสียงนั้นกลบเสียงดนตรีแห่งความปีติจนสิ้น

เขาพูดว่า “หนึ่งภพหนึ่งชาติคนหนึ่งคู่ ตราบจนผมขาวต่างมองดูมิรู้หน่าย”

เขาพูดประโยคนี้หมายความว่าเช่นไร… หรือแค่นึกขึ้นได้กะทันหันจึงเอ่ยออกมา แค่พูดออกมาเท่านั้น

ทว่าหรงหว่านซีไม่แน่ใจว่าความหมายของเขาที่นางต้องการ แท้จริงแล้วคือการให้คำมั่นสัญญาหรือต้องการโยนทิ้ง

เหตุผลบอกนางว่าหากโยนทิ้งคงจะมีความสุขมากกว่านี้ แต่หัวใจกลับบอกนางว่าความสัมพันธ์ยังคงอยู่ การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงข้อแลกเปลี่ยนเท่านั้น นางไม่ควรโยนคำสัญญาทิ้งเร็วเช่นนี้ พวกเรา…

หรงหว่านซีไม่คิดต่อไป เพราะนางไม่มั่นใจว่าเรื่องระหว่างพวกเราทั้งสองจะยังมีโอกาสอีกหรือไม่…

นางรู้เพียงแค่ว่า ความรู้สึกที่นางมีต่อเขายังคงอยู่ และหัวใจของนางไม่เคยแปรเปลี่ยน

ตลอดทางมาถึงจวนเฉินอ๋อง เพราะการชักนำของแม่สื่อแซ่หง ตั้งแต่เข้าประตู เดินข้ามกระถางไฟ กระทั่งเข้ามาถึงภายในห้อง ทุกอย่างล้วนเป็นไปอย่างราบรื่น

ครั้นถึงเวลากราบไหว้ฟ้าดิน เพราะเป็นงานแต่งงานของเชื้อพระวงศ์ บิดามารดาอยู่ในพระราชวัง และบิดามารดาของเจ้าสาวไม่อาจมาส่งตัวเจ้าสาว ดังนั้นการกราบไหว้บิดามารดาจึงทำได้เพียงกราบไหว้เก้าอี้ที่วางอยู่ทางทิศที่ตั้งของพระราชวัง และทิศของจวนแม่ทัพไม่มีเก้าอี้ เพราะองค์ชายไม่จำเป็นต้องกราบไหว้ขุนนาง การทำเช่นนี้ก็เพื่อรักษาความน่าเกรงขามของเชื้อพระวงศ์

ท้ายที่สุด… สามีภรรยากราบไหว้ซึ่งกันและกัน

หรงหว่านซีกับเฉินอ๋องยืนอยู่คนละฝั่ง ต่างฝ่ายต่างค่อยๆค้อมกายคำนับพร้อมกัน

หรงหว่านซีไม่รีบหยัดกายลุกขึ้น และ…ค้างอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน นางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงชะงักเช่นนี้ อาจเป็นเพราะคำว่า “สามีภรรยากราบไหว้ซึ่งกันและกัน” โจมตีหัวใจของนางอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ผู้อื่นสามารถรับรู้ถึงบรรยากาศของการหยุดชะงักนี้เช่นกัน

ทางด้านเฉินอ๋องไม่หยัดกายขึ้นทันที เขายังคงรักษาท่าทางเช่นนี้เป็นเวลานานเช่นกัน…

เจี่ยงกงกงชำนาญการดูสีหน้าผู้อื่นยิ่งนัก เมื่อเห็นเช่นนี้จึงรอให้ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเอ่ยเสียงดัง “เสร็จพิธี…”

ขณะเฉินอ๋องหยัดกายขึ้นจึงช่วยประคองนาง

หรงหว่านซีย่อกายถอนสายบัวเพื่อแสดงความขอบคุณ

เฉินอ๋องจำต้องอยู่ในตำหนักเซิงผิงเพื่อร่วมดื่มสุรามงคลและต้อนรับแขกเหรื่อ ทางด้านหรงหว่านซีมีแม่สื่อแซ่หงคอยประคอง ด้านหลังคือชูเซี่ยและจือชิวผู้เป็นหญิงรับใช้ติดตามหลังออกเรือน ด้านหน้ามีจิ้นหมัวหมั่วผู้เป็นหัวหน้านางกำนัลของจวนอ๋องคอยนำทางไปยังตำหนักจาวเต๋อที่เฉินอ๋องพระราชทานให้พระชายา

ระหว่างทางได้ยินหมัวหมั่วเอ่ยว่า “เตี้ยนเซี่ยทรงตั้งพระทัยพระราชทานตำหนักจาวเต๋อนี้ให้กับเหนียงเหนียงเพคะ เตี้ยนเซี่ยประทับในตำหนักจาวเสียน แค่ชื่อตำหนักจาวเต๋อของเหนียงเหนียงก็คล้องจองกับชื่อตำหนักของเตี้ยนเซี่ยยิ่งนัก แสดงให้เห็นว่าเตี้ยนเซี่ยทรงรักและเคารพเหนียงเหนียงเป็นอย่างมากเพคะ”

ขอบน้ำใจในวาจามงคลของหมัวหมั่ว” หรงหว่านซีเอ่ย

จวนเฉินอ๋องตั้งอยู่บนตำแหน่งเดิมของจวนองค์รัชทายาทในราชวงศ์ก่อน มีอาณาเขตกว้างขวางยิ่งนัก ก่อนหน้านี้แม้หรงหว่านซีจะเคยมาที่นี่สองครั้ง ทว่าสิ่งที่นางพบเห็นเปรียบดั่งยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นขึ้นมาน้อยนิด และยังไม่ได้พบเห็นความงามทั้งหมดของจวนเฉินอ๋องแห่งนี้

เมื่อออกมาจากตำหนักเซิงผิง นางเดินตามทางมาไกลยิ่งนัก ทว่ายังคงไม่ถึงตำหนักจาวเต๋อ ทว่าตลอดทางสายนี้กลับไม่น่าเบื่อ

เพราะทุกครั้งที่เดินผ่านสถานที่สวยงาม จิ้นหมัวหมั่วมักอธิบายชื่อของที่แห่งนั้นให้นางฟัง นอกจากนั้นยังคอยพรรณนาถึงความงามด้วยน้ำเสียงมีชีวิตชีวา

เรือนทิงยวี่ (เรือนฟังสายฝน) ศาลาเล็กซวินเซียง (ศาลาเล็กชมกลิ่นหอม) สระฝูฉวี (สระดอกบัว) สระเหลียนถาง (สระดอกบัว) เรือนเวิ่นหลิวจาย (เรือนชมต้นหลิว) …

แค่ฟังจากชื่อสถานที่แต่ละแห่งก็รู้ว่าต้องสวยงามยิ่งนัก ทำให้หรงหว่านซีรู้สึกสนใจทิวทัศน์อันสวยงามของจวนเฉินอ๋อง คิดว่าหากเอาผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวนี้ออกแล้ว วันพรุ่งนี้นางจะต้องเดินชมรอบจวนสักรอบ

คราวก่อนนางตามอวิ๋นฉางมาก็พบว่าในจวนอ๋องแห่งนี้มีภูเขาปลอมและลำธารเป็นจำนวนมาก มากเสียจนเกือบจะกลายเป็นป่าขนาดย่อม นอกจากนั้นภูเขาปลอมยังกระจัดกระจายและแบ่งแยกเขตอาคารบ้านเรือนให้ออกห่างอย่างชัดเจน สถานที่แห่งนี้ไม่สามารถมองเห็นหลังคาเรือน เมื่อกล่าวถึงหลักการสร้างสวนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ การทำเช่นนี้เรียกได้ว่าเฉียบแหลมยิ่งนัก

เหนียงเหนียง พวกเรากำลังอยู่ระหว่างภูเขาปลอมและทางเดินสายเล็กเพคะ หากพ้นจากทางเดินนี้ไปจะเป็นป่าต้นหลิว ภายในนั้นมีเรือนหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เป็นสถานที่ที่เตี้ยนเซี่ยใช้สำหรับศึกษาตำราเพคะ เรือนแห่งนี้มีนามว่า ‘เรือนเวิ่นหลิวจาย’ ภายในป่าต้นหลินยังมีต้นเหมยปะปนอยู่ด้วย โดยปลูกเรียงลำดับต้นหลิวหนึ่งต้นคั่นด้วยต้นเหมยหนึ่งต้นเพคะ เตี้ยนเซี่ยมักจะอ่านตำราอยู่ที่เรือนเวิ่นหลิวจายแห่งนี้ ฤดูร้อนสามารถชมความงามต้นหลิว ฤดูหนาวสามารถชมความงามต้นเหมย เป็นสถานที่ที่สำราญใจมากเพคะ”

หมัวหมั่ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ชื่อว่า ‘เรือนเวิ่นเหมยจาย’ กันเล่าเจ้าคะฟังจากความหมายของเวิ่นหลิวจายแล้วเหมือนจะชมดอกไม้เสียมากกว่า มิเห็นคล้ายสถานที่ที่เอาไว้ศึกษาตำราเลยนะเจ้าคะ?” ชูเซี่ยเอ่ยถาม

ชูเซี่ย อย่ากล่าววาจาเหลวไหล” หรงหว่านซีเอ่ยตักเตือน

ไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะคุณหนู” เด็กรับใช้นางนี้กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร “หนูปี้เห็นหมัวหมั่วดูเป็นกันเองและคล้ายไม่ใช่ผู้ที่ชอบจับผิด หนูปี้แค่นึกสงสัยจึงถามไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น หมัวหมั่วคงไม่ถือสาหรอกเจ้าค่ะ”

จิ้นหมัวหมั่วรีบเอ่ย “เหนียงเหนียงอย่าได้ตำหนิกูเหนียงเลยเพคะ หนูปี้เห็นแม่นางชูเซี่ยไร้เดียงสาถึงเพียงนี้จึงนึกเอ็นดูยิ่งนัก จะหักใจจับผิดนางได้อย่างไรยิ่งไปกว่านั้นเหนียงเหนียงยังอบรมสั่งสอนนางเป็นอย่างดี เดิมทีกูเหนียงไม่ได้กล่าวสิ่งใดผิดแม้แต่น้อยเพคะ”

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ อาจเพราะภายในตำหนักหลัง เรือนของบรรดาอนุและฮูหยินล้วนมีสวนดอกเหมย เตี้ยนเซี่ยทรงคิดว่าหากจะตั้งชื่อที่มีคำว่า ‘เหมย’ อีกคงจะไม่เหมาะนัก นอกจากนั้นเตี้ยนเซี่ยเป็นผู้ที่มีความองอาจห้าวหาญ คำว่า ‘หลิว’ จึงยิ่งเหมาะสมกับวีรบุรุษ ไม่เหมือนคำว่า ‘เหมย’ ที่ค่อนข้างคล้ายสตรีเพคะ”

น้ำเสียงของจิ้นหมัวหมั่วนุ่มนวล ไม่ช้าไม่เร็ว ไร้ซึ่งท่าทีกำเริบเสิบสาน ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่รู้สึกราวกับถูกประจบสอพลอ

หรงหว่านซีฟังนางพูดจาแล้วรู้สึกพอใจยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “หมัวหมั่วอธิบายได้ดียิ่งนัก”

เหนียงเหนียงโปรดระวังสักหน่อย พวกเรากำลังจะเดินผ่านป่าหลิวแล้วเพคะ…” หมัวหมั่วเอ่ยเตือน “เรือนเวิ่นหลิวจายของเตี้ยนเซี่ยตั้งอยู่กลางป่าหลิน ทั้งหน้าและหลังเรือนล้วนมีแต่ต้นหลิวกับต้นเหมย หากผ่านเรือนเวิ่นหลิวจายไปแล้ว เดินต่ออีกสักหน่อยก็จะมีลำธารสายเล็กเพคะ ลำธารสายนี้ไหลสู่สระฝูฉวีกับสระเหลียนถาง เป็นลำธารที่สายน้ำไหลเวียนตลอดเวลา ขุดลอกมาจากคูเมืองบริเวณชานเมืองเพคะ กล่าวกันว่าจวนองค์รัชทายาทและจวนพำนักชั่วคราวของตงกง[1] ก็ขุดลอกลำธารมาจากคูเมืองเช่นกันเพคะ”

หนูปี้พูดออกนอกเรื่องไปไกลเสียแล้ว” จิ้นหมัวหมั่วเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “และลำธารสายเล็กนี้ที่กำลังเอ่ยถึงมีชื่อว่า ‘จิงเว่ย’ หมายความว่าตำหนักหน้าและตำหนักหลังแบ่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงเพคะ บรรดาอนุชายาไม่อาจผ่านลำธารสายนี้ไปยังตำหนักด้านหน้า ป่าต้นหลิวและเรือนเวิ่นหลิวจายไม่ใช่สถานที่ที่บรรดาเหม่ยเหริน[2] และกูเหนียงสามารถมาเพคะ หากเหม่ยเหรินหรือกูเหนียงท่านใดอยากไปตำหนักด้านหน้าเพื่อพบเตี้ยนเซี่ย จำเป็นต้องเดินผ่านสวนดอกไม้ ต้องได้รับแจ้งจากอวิ๋นฉางกูเหนียงหรือเด็กรับใช้นามจั๋วจิ่วเสียก่อน ถึงจะสามารถเข้าพบเพคะ”

หรงหว่านซีฟังจากการใช้ถ้อยคำของจิ้นหมัวหมั่วก็รู้ว่าปกตินางไม่ใช่คนชอบพูดจา แต่แม้ว่าวันนี้นางจะพูดมาก หรงหว่านซีกลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใด

ตลอดทางเดิน แม้จะไม่ได้พบหน้าจิ้นหมัวหมั่วอย่างเป็นทางการ หรงหว่านซีกลับรู้สึกชื่นชมนางเป็นอย่างมากเสียแล้ว

หมัวหมั่ว ถ้าเช่นนั้นเหตุใดวันนี้พวกเราถึงเดินมาที่ป่าหลิวแห่งนี้ มิหนำซ้ำยังเดินผ่านเรือนเวิ่นหลิวจายมาแล้ว อีกครู่เห็นทีจะต้องผ่านลำธารจิงเว่ย เช่นนี้จะไม่เป็นการทำลายกฎระเบียบของเตี้ยนเซี่ยหรือ?”

เตี้ยนเซี่ยทรงเห็นพระทัยเหนียงเหนียง รับสั่งให้หนูปี้สามารถพาเหนียงเหนียงเสด็จไปยังตำหนักด้วยระยะทางที่ใกล้ที่สุดเพคะ นอกจากนั้นทรงเป็นกังวลว่าเหนียงเหนียงจะเบื่อหน่าย ยังรับสั่งให้หนูปี้อธิบายทิวทัศน์และเรื่องภายในจวน เพื่อสะดวกต่อการทำความเข้าใจเบื้องต้นของเหนียงเหนียงเพคะ”

หรงหว่านซียิ้ม คาดว่าการที่เฉินอ๋องให้จิ้นหมัวหมั่วอธิบายเรื่องวิวทิวทัศน์คงเป็นเรื่องโกหก คงคิดจะให้จิ้นหมัวหมั่วเป็นฝ่ายพูดเปิดประเด็น จากนั้นนางจะได้ซักถามเรื่องผู้คนภายในจวนอย่างสะดวก นี่ต่างหากถึงจะเป็นความจริง

ถือว่าเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากทีเดียว

นางคาดไม่ถึง ทั้งที่เฉินอ๋องดูเป็นคนชอบทำตัวตามอำเภอใจ แต่บรรดาข้ารับใช้ภายในจวนกลับมีระเบียบยิ่งนัก หรือว่าบรรดาข้ารับใช้ที่รู้กฎระเบียบเหล่านี้ต่างถูกส่งมารับใช้ในจวนเฉินอ๋องอย่างบังเอิญนอกจากนั้นยังบังเอิญกลายเป็นคนที่เฉินอ๋องมอบตำแหน่งหน้าที่สำคัญให้?

แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่าเฉินอ๋องรู้จักใช้คน ทั้งยังเป็นคนรอบคอบยิ่งนัก

เพียงแต่ไม่รู้ว่าความรอบคอบนี้ เขาได้ใช้มันในการเลือกผู้หญิงหรือไม่ และไม่รู้ว่าบรรดาอนุชายาในจวนเฉินอ๋องจะรู้ความเหมือนกับข้ารับใช้ภายในจวนหรือไม่

ในเมื่อเฉินอ๋องปูทางให้นางแล้ว นางก็คงต้องถามดูเสียหน่อย

เหนียงเหนียง เมื่อผ่านลำธาร ‘จิงเว่ย’ ก็จะเป็นเขตตำหนักหลังของบรรดาอนุชายาแล้วเพคะ แน่นอนว่าตำหนักจาวเต๋อของเหนียงเหนียงย่อมแตกต่างจากตำหนักอื่นๆ คือตำหนักที่มีขนาดใหญ่และงดงามที่สุด นอกจากนั้นยังเป็นตำหนักแรกของตำหนักหลังเพคะ เมื่อผ่านลำธาร ‘จิงเว่ย’ และป่าหลิวขนาดย่อมก็จะถึงตำหนักจาวเต๋อของเหนียงเหนียงแล้วเพคะ”

หรงหว่านซีจึงหยิบยืมคำกล่าวของนางมาถาม “ยามนี้ภายในเรือนหลัง หากนับรวมทั้งที่มีตำแหน่งและไม่มีตำแหน่งจะมีอนุชายาทั้งหมดกี่นาง?”

ทูลเหนียงเหนียง ทั้งหมดแปดนางเพคะ” จิ้นหมัวหมั่วเอ่ย

 

 

 

[1]ตงกงคือแปลตามตัวคือตำหนักบูรพาซึ่งเป็นตำหนักขององค์รัชทายาท

[2]เหม่ยเหรินคือชื่อตำแหน่งสนมชั้น 4


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)