0 Views

        “ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยโปรดระงับโทสะเพคะ”

        “อย่าบอกเปิ่นกงว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ เปิ่นกงไม่ใช่คนโง่” องค์รัชทายาทจดจ้องหรงหว่านซีด้วยความกรุ่นโกรธ พระพักตร์ดำทะมึน

        กลับพบว่าหรงหว่านซีไม่ตื่นตระหนกและไม่เกรงกลัว นางเพียงแต่ยกยิ้มบาง “เป็นความจริงที่เฉินหนวี่ตั้งใจเพคะ ทว่าเฉินหนวี่จำใจยิ่งนัก ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงรู้สึกคุ้นเคยหรือไม่เพคะ? เมื่อสามปีก่อนในงานเลี้ยงต้อนรับท่านพ่อของหม่อมฉันกลับวังหลวง ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงทำเช่นนี้กับเฉินหนวี่เช่นกัน ในยามนั้นเฉินหนวี่คิดเพียงแค่ว่าเตี้ยนเซี่ยคงไม่ได้ตั้งพระทัย เรื่องราวผ่านมานานถึงเพียงนี้ เฉินหนวี่จำอะไรไม่ได้แล้ว ทว่าเตี้ยนเซี่ยกลับไม่ทรงให้อภัยผู้อื่น ผู้คนต่างกล่าวว่าไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงมีพระเมตตาโอบอ้อมอารีต่อประชาทั่วหล้า คงจะไม่ทรงถือสาคนต่ำต้อยเช่นเฉินหนวี่ ดังนั้นเฉินหนวี่จึงอยากจะรู้ว่าวันนี้เตี้ยนเซี่ยทรงเป็นวีรบุรุษผู้องอาจดังคำกล่าวขานของผู้คนหรือไม่? หรือ…ทรงเป็นผู้มีใจคับแคบคิดแค้นฝังใจแม้แต่กับเรื่องเล็กน้อย”

        คำกล่าวเช่นนี้ของหรงหว่านซีทำเอาผู้อื่นที่ได้ฟังหวาดกลัวจนขวัญเสีย จำต้องรู้ไว้ว่าหากคำกล่าวนี้ทำให้องค์รัชทายาททรงกรุ่นโกรธ ย่อมมีโทษถึงตาย ต้องถูกประหารโดยการบั่นคอแน่นอน ทว่านางคือสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งกลับกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาโดยไม่ตื่นตระหนก ท่าทางไร้ความหวาดกลัวยามเผชิญอันตรายเช่นนั้น ทำให้บุรุษไม่อาจไม่นับถือ

        เฟิงเป่ยหลินไม่ใช่คนบุ่มบ่ามไร้สมอง เมื่อได้ฟังคำกล่าวเช่นนี้ของหรงหว่านซี แม้ภายในใจนึกกรุ่นโกรธ แต่หากระเบิดโทสะออกไปก็หมายความว่าเขายอมรับว่าตนคือคนจิตใจคับแคบตามคำเล่าลือ ที่นี่คือเรือนซูหนวี่ฟาง คือสถานที่ของประชาชนคนทั่วไป หากเกิดอะไรขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยคงห้ามไม่ให้กระพือออกไปข้างนอกได้ ถึงยามนั้นเกิดคำครหาไม่ดีขึ้นมา แน่นอนว่าไม่มีผลดีอะไรกับเขา

        “หรงหว่านซี เมื่อก่อนคิดแค่ว่าเจ้าก็หน้าตางดงามอยู่บ้าง แต่จากที่เห็นในวันนี้ เจ้าไม่เพียงแต่มีความงาม แต่ยังมีความฉลาดยิ่งนัก เจ้ามัดมือชกเปิ่นกงได้อย่างสวยงามเหลือเกิน ทำให้แม้เปิ่นกงคิดจะลงโทษเจ้า แต่ก็ไม่อาจออกปาก” พระสุรเสียงขององค์รัชทายาทราบเรียบจนไม่รู้สึกถึงความกรุ่นโกรธ

        “ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยตรัสเกินจริงแล้วเพคะ เฉินหนวี่ก็แค่ขวัญกล้า เห็นทีเตี้ยนเซี่ยไม่ทรงนึกโทษเฉินหนวี่แต่อย่างใด ในเมื่อเตี้ยนเซี่ยทรงให้อภัยแม้แต่เรื่องที่เฉินหนวี่ตั้งใจทำสุราหกอย่างไร้มารยาท ถ้าเช่นนั้นพระองค์ก็ไม่ทรงถือสาหาความกับเรื่องเมื่อสามปีก่อนสินะเพคะ ท่านคือผู้ใหญ่ไม่ถือสาผู้น้อย บิดาของข้าคือชายชราสวมเกาะกลับราชสำนักที่ไม่อาจสร้างคลื่นลมใดๆ ขอเตี้ยนเซี่ยทรงเมตตาพระราชทานหนทางรอดให้พวกเราสองพ่อลูกด้วยเถิดเพคะ”

        “เหอะ หากเปิ่นกงบอกว่าเรื่องของพ่อเจ้าไม่เกี่ยวกับเปิ่นกงเล่า?” องค์รัชทายาททรงจดจ้องดวงตาของหรงหว่านซีและตรัสถาม

        “เฉินหนวี่ไม่เชื่อเพคะ”

        เมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น องค์รัชทายาทถึงกับเงยพระพักตร์ขึ้นฟ้าพลางทรงพระสรวลออกมาไม่กี่หน “ฮ่าๆๆ ไม่เชื่อก็ดี หรงหว่านซี ที่แท้เจ้าก็เป็นสตรีที่น่าสนใจ”

        เมื่อเห็นพระสุรเสียงขององค์รัชทายาทผ่อนคลายลง หรงหว่านซีจึงรีบรุดเข้าไปถอนสายบัวคำนับ “เรื่องเมื่อสามปีก่อนเป็นเพราะหว่านซีไม่เห็นคุณค่าความปรารถนาดีจนกลายเป็นการฉีกพระพักตร์ของไท่จื่อเตี้ยนเซี่ย เฉินหนวี่ขออภัยเตี้ยนเซี่ย ณ ที่นี้เพคะ ขอเตี้ยนเซี่ยทรงเมตตา”

        องค์รัชทายาททอดพระเนตรมองใบหน้ามุมข้างของหรงหว่านซี รวมถึงร่างนางผู้นั้นที่มีกลิ่นหอมอ่อนโชยออกมาเป็นระลอก ทันใดนั้นรู้สึกพอพระทัยอย่างไร้สาเหตุ

        หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ปริปากเอ่ยออกมา “คืนนี้เจ้ามาหาข้าที่จวนองค์รัชทายาท วันพรุ่งนี้ข้าจะให้บิดาของเจ้าออกจากคุกใหญ่กรมอาญา”

        กล่าวจบ องค์รัชทายาททรงหยัดพระวรกายลุกขึ้นเสด็จจากไป…

        เหลือไว้เพียงหรงหว่านซีผู้มีสีหน้าลังเล… สิ่งที่ควรจะมาก็มาแล้วหรือ? ไปจวนองค์รัชทายาทเพื่ออยู่กับเขาหนึ่งคืน? หากทำเช่นนั้นท่านพ่อก็จะกลับมาอย่างปลอดภัยงั้นหรือ?

        หลังองค์รัชทายาทเสด็จกลับไปก่อน เฉินอ๋องจึงโบกมือไล่เหล่านางระบำและนักบรรเลงดนตรีออกไป ดูท่าองค์รัชทายาททรงหมายจะครอบครองหรงหว่านซีให้ได้เสียแล้ว

        เมื่อมองใบหน้าไร้ความยินยอมของแม่นางน้อย กล่าวตามความจริง เฉินอ๋องยังนึกสงสารนางไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่คิดจะติดตามองค์รัชทายาทเป็นทุนเดิม

        หรงหว่านซีก้มหน้าลงอย่างเงียบเชียบ เฟิงเป่ยเฉินทนมองต่อไปไม่ได้จึงเดินเข้าไปหา “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

        หรงหว่านซีไม่กล่าวสิ่งใด วินาทีที่นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิด

        เฟิงเป่ยเฉินในยามนี้มองหรงหว่านซีด้วยระยะใกล้ชิด เขาจึงเห็นใบหน้าของนางอย่างละเอียด ดวงหน้านี้พอจะเรียกได้ว่างามล่มเมืองเลยทีเดียว

        นางผิวขาวยิ่งกว่าหิมะ ดวงตาทั้งสองข้างเปี่ยมเสน่ห์ดุจหยาดน้ำสีมรกตสะกดวิญญาณ ครั้นมองรอบกายแลดูสูงส่งสง่างาม สันจมูกโด่งเรียวและริมฝีปากเล็กสีแดงรวมกันเป็นองคาพยพทั้งห้าอันงดงาม น่าเกรงขามจนผู้อื่นไม่กล้าดูหมิ่น ทั้งร่างสวมชุดกระโปรงสีขาว เส้นผมยาวสีดำขลับดุจกาดำสยายยาวเลยเอว ทำให้นางแลดูหยิ่งทระนงไม่ต่างจากเซียนจุติบนโลกมนุษย์ โดยเฉพาะยามนี้ที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตา ยิ่งเป็นเหตุให้ไม่ว่าบุรุษผู้ใดพบเห็นเป็นต้องนึกสงสาร เฟิงเป่ยเฉินทำตัวเสเพลตั้งแต่อายุยี่สิบ ไม่ว่าสตรีเช่นไรเขาล้วนแต่เคยพบเห็นมาทั้งสิ้น แต่มีเพียงความงามตรึงวิญญาณท่ามกลางความเงียบเช่นนี้ที่เขาไม่เคยพบเห็น ใบหน้ายามร้องไห้สามารถทำให้บุรุษทั้งแผ่นดินปวดใจ ในนาทีนี้ แม้แต่ฉินอิ่งเยว่หญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองยังด้อยกว่าถึงสามเท่าและต้องละอายใจที่ไม่อาจเทียบเคียง

        ไม่น่าเฟิงเป่ยเฉินถึงมองจนตกอยู่ในภวังค์… และยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดองค์รัชทายาทถึงโหยหามาตลอดสามปี

        “เปิ่นหวางรู้สึกเห็นใจที่เจ้าต้องประสบเรื่องขมขื่นเช่นนี้”

        “ข้าไม่ต้องการความเห็นใจของท่าน”

        “ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องการอะไร?” เฟิงเป่ยเฉินเอ่ยถามย้อนกลับด้วยความอยากรู้

        “ข้าต้องการช่วยท่านพ่อของข้า” หรงหว่านซีกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ละคำดังกังวานและมีพลัง

        “หากจะช่วยท่านพ่อของเจ้าก็ง่ายนิดเดียว องค์รัชทายาทมิได้ชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้วงั้นรึ?”

        “ข้าไม่อยากทำ” หรงหว่านซีผินหน้าไปปาดน้ำตา หากไม่ใช่เพราะต้องช่วยบิดา นางคงไม่ทำเรื่องไร้เกียรติเช่นนี้ ตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา นางไม่เคยร้องไห้สักครั้ง ทว่าวันนี้กลับน้ำตาไหลรินต่อหน้าบุรุษที่ไม่คุ้นเคย แท้จริงแล้วเป็นเพราะนางอ่อนแอเกินไป หรือเพราะถูกสะกิดบาดแผลเข้าเสียแล้ว?

        “ความจริงแล้วการเป็นพระวรชายาขององค์รัชทายาทก็ดีไม่น้อย ไม่แน่ว่าภายหน้าอาจได้เป็นฮองเฮา เกียรติอันสูงสุดของสตรีคงหนีไม่พ้นสิ่งนี้” เฟิงเป่ยเฉินถอนหายใจ

        ผ่านไปครู่หนึ่ง หรงหว่านซีถอนหายใจออกมา “ไม่ใช่แค่ท่านที่คิดว่าดี เพราะทุกคนต่างก็คิดว่าดีเช่นกัน”

        “หมายความว่าเจ้าไม่พอใจกับตำแหน่งพระวรชายาขององค์รัชทายาท? ก็ใช่ เมื่อสามปีก่อนตระกูลหรงของพวกเจ้าปฏิเสธการขอหมั้นหมายขององค์รัชทายาท หากยามนี้มิใช่สถานการณ์คับขัน เกรงว่าเจ้าก็คงไม่ชายตาแลเขาแม้แต่นิดกระมัง”

        หรงหว่านซีนิ่งเงียบ…เฉินอ๋องกล่าวถูกต้องทุกประการ

        เฉินอ๋องถอนหายใจแผ่วเบาและก้าวเท้าเดินออกไป ทว่าทันใดนั้นกลับผุดความคิดหนึ่งขึ้น ความคิดนี้ทำเอาแม้แต่เขายังสะดุ้งตกใจ

        เดิมเขากำลังจะเดินออกไป แต่จู่ๆ กลับหันมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หรงหว่านซี อยากจะมีตัวเลือกเพิ่มอีกสักตัวเลือกหรือไม่?”

        “ตัวเลือกอะไร?”

        “ข้าจะช่วยบิดาของเจ้า เจ้าก็แต่งกับข้า เป็นอย่างไร?” เฉินอ๋องยกยิ้มพราวเสน่ห์

        “แต่งกับท่าน?” หรงหว่านซีค่อยๆ ขมวดคิ้วคล้ายไม่เข้าใจว่าเฉินอ๋องกำลังจะทำสิ่งใดกันแน่?

        “ใช่แล้ว แต่เจ้าต้องคิดพิจารณาสักหน่อย หากเจ้าแต่งกับข้า อย่างมากก็เป็นได้แค่พระชายาอ๋อง หากติดตามองค์รัชทายาท ไม่แน่ว่าอาจได้กลายเป็นฮองเฮา แต่ข้อดีก็มีอยู่มาก หากเลือกแต่งกับข้า ข้าจะไม่ก้าวก่ายทุกเรื่องของเจ้า เจ้ายังจะมีอิสระ ข้ารู้ว่าเจ้ามีคนที่เจ้าชอบ เจ้าวางใจได้ ข้าก็มีหญิงที่ข้ารักมั่นเช่นกัน ระหว่างพวกเราจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ถือเป็นเรื่องที่ดีมากมิใช่หรือ?”

        “แต่… เหตุใดท่านถึงอยากจะแต่งกับข้า?” หรงหว่านซีไม่เข้าใจ ในเมื่อจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน เหตุใดเฉินอ๋องถึงไม่เลือกแต่งกับคุณหนูตระกูลมั่งคั่งตระกูลอื่น? ในเมืองหลวงมีสตรีมากมาย ไม่ได้มีเพียงนางคนเดียวสักหน่อย

        “เพราะทั้งความสามารถและหน้าตาของเจ้าล้วนสมบูรณ์แบบ เจ้าคือหญิงผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของเมืองหลวงมิใช่หรือ? หากแต่งเจ้ามาเป็นพระชายาก็ถือว่ามีหน้ามีตาเป็นอย่างมากมิใช่หรืออย่างไร?”

        “เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยเพคะ ข้าไม่ใช่เด็กเล็กสามขวบ เหตุผลเช่นนี้ไม่เพียงพอจะโน้มน้าวข้า” หรงหว่านซีตอบกลับอย่างสุขุม


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)