0 Views

คาดไม่ถึงว่าคนทั้งสองจะต่อสู้กันบนหลังคาบ้านเรือนในตลาด เจ้าถอยข้ารุก เจ้ารุกข้าถอย โดยไม่มีผู้ใดยอมผู้ใด ช่างเหมือนกับจอมยุทธ์จากยุทธภพกำลังตัดสินบุญคุณความแค้น

หลิงอ๋องรู้ว่าเฉินอ๋องต้องการสู้กับเขาเพียงลำพังเพราะไม่อยากให้เขาสั่งเคลื่อนกำลังองครักษ์รักษาพระองค์ที่ติดตามมา และไม่อยากให้เกิดการต่อสู้ระหว่างองครักษ์รักษาพระองค์ของเขากับองครักษ์รักษาพระองค์ที่มารับเกี้ยวเจ้าสาวของจวนเฉินอ๋อง เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนไม่อาจเก็บกวาดในภายหลัง

เพราะรับน้ำใจของเขาและรู้ว่าฝีมือการต่อสู้ของเฉินอ๋องไม่อาจเทียบตน ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้กระบวนท่าตั้งรับ นอกจากนั้นยังคิดหาโอกาสบุกไปยังเกี้ยวเจ้าสาว จัดการทำลายเกี้ยวเจ้าสาวแล้วพาซีเอ๋อร์หนีไป

ทว่าหลังผ่านไปหลายกระบวนท่า คาดไม่ถึงว่าวิชากระบี่ของเฉินอ๋องจะพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก มีหลายครั้งที่เขาเกือบพลาดท่าเสียที ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจดูแคลนและต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง

นึกไม่ถึงว่าเจ้าสามที่แลดูลุ่มหลงหญิงงามและเสียงดนตรี แต่ละวันใช้ชีวิตอย่างเสเพล แท้จริงแล้วจะมีฝีมือเก่งกาจด้านการต่อสู้ นอกจากนั้นยังบรรลุวิชากระบี่ขั้นสูงอย่างเกินความคาดหมาย ทว่าหลังประมือกันไปมากลับพบว่าวิชาตัวเบายังด้อยอยู่บ้าง

ทว่าปัญหาก็คือตลอดหลายปีมานี้เขาฝึกวิชาการต่อสู้บนหลังม้า วิชาตัวเบาจึงไม่ได้พัฒนาเช่นกัน แม้จะมองเห็นข้อด้อยของเฉินอ๋อง แต่ความเป็นจริงวิชาตัวเบาของตนกับเขาก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก

คนทั้งสองต่อสู้กันอยู่นานจนผู้ชมด้านล่างต่างพากันปวดคอ แต่ก็ยังดูไม่ออกว่าผู้ใดแพ้ชนะ

แม้จะบอกว่านั่งอยู่ในเกี้ยวไม่อาจมองเห็นการต่อสู้ด้านนอก ทว่าใบหน้าของหรงหว่านซีกลับไม่ฉายแววเคร่งเครียดแม้แต่นิด ยังคงราบเรียบดังเดิม เพราะนางรู้ว่าต่อให้ร้อนรนไปก็ไร้ประโยชน์ มิสู้ฉวยโอกาสในตอนนี้รีบคิดหาทางแก้ปัญหาแต่โดยเร็ว

แม้เฉินอ๋องไม่มีวิธีที่ดีที่สุดสำหรับระงับความวุ่นวายเพราะการชิงตัวเจ้าสาว ในทางกลับกันเขายังทำให้เป็นเรื่องใหญ่มากกว่าเดิม แต่นางรู้ว่าคราแรกเฉินอ๋องต้องการไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อขัดแย้ง และนางก็ยังได้ยินเสียงถกเถียงของชาวบ้านรอบข้าง จึงรู้ว่าหลิงอ๋องพาองครักษ์สวมเครื่องแบบทหารติดตามมาด้วยจำนวนไม่น้อย

หรงหว่านซีรู้ว่าการต่อสู้ตัวต่อตัวเช่นนี้ แม้จะดูเหมือนเฉินอ๋องเป็นฝ่ายทำให้เรื่องยิ่งตึงเครียด แต่ความเป็นจริงก็ยังคงเป็นเฉินอ๋องที่ใจกว้าง พยายามสุดความสามารถเพื่อควบคุมเรื่องนี้ไม่ให้ยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่

เหตุที่เฉินอ๋องใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหา เพราะนี่คือวิธีที่ดีสุดและได้ผลที่สุดยามเผชิญหน้ากับความเด็ดเดี่ยวของหลิงอ๋อง

มิใช่ว่าในใจของนางไม่รู้สึกซาบซึ้ง…

ทว่าความซาบซึ้งนี้กลับน้อยนิดเสียจนไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึง เมื่อเทียบกับความซาบซึ้งใจเพราะพี่หลิงมาขวางการแต่งงาน เพียงแต่ในความเป็นจริงสองสิ่งนี้ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบ เฉินอ๋องทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะคำนึงถึงเกียรติของตน เกียรติของเชื้อพระวงศ์ รวมถึง… อาจคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจริงๆ

พี่หลิงก่อเรื่องเช่นนี้โดยไม่สนว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร คาดว่าจะต้องถูกฝ่าบาทและไทเฮาลงโทษสถานหนักอย่างแน่นอน

เขาไม่ใช่คนไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้เขากลับยอมทำลายชื่อเสียงวีรบุรุษหนุ่มของตนเพื่อนาง ทิ้งความกตัญญูและคุณธรรมที่ยึดถือมาโดยตลอดไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังคาดไม่ถึงว่าเขาจะมาชิงตัวภรรยาน้องชายกลางตลาดและลงมือกับน้องชายที่ตนรักและให้ความสำคัญมาโดยตลอด

มารดาของพี่หลิงคือฮุ่ยจาวอี๋ บุตรีที่เกิดจากฮูหยินเอกคนใหม่ของพระราชครูเซิ่น หลังพระราชครูเซิ่นแต่งงานใหม่เพราะฮูหยินเอกคนก่อนเสียชีวิต คือน้องสาวคนสนิทต่างมารดาของพระสนมเอกเซิ่น พี่หลิงเคยเล่าว่าในบรรดาพระโอรสเหล่านี้ เขาค่อนข้างสนิทกับน้องสามมากกว่าผู้อื่น เพราะนอกจากจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดฝ่ายบิดา พวกเขายังมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดฝ่ายมารดาด้วยเช่นกัน

วันนี้พี่หลิงกลับทำเพื่อนาง…

แต่ทำเช่นนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไรท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมมิใช่หรือ

หากเป็นไปได้ นางยินดีที่ไม่เอาความซาบซึ้งใจนี้ สิ่งที่นางต้องการมีเพียงให้เขามีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและสงบสุข นางหวังว่าเขาจะไม่มาที่นี่ หวังว่าเขาจะไม่รู้เรื่องการแต่งงานของนาง หรือต่อให้เขารู้ เขาก็ไม่เคยคิดที่จะเร่งรีบตามมา

เพราะไม่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะมีบทสรุปเช่นไร นางก็ตัดสินใจแล้วว่าจะออกเรือนกับเฉินอ๋อง

ตอนนี้นางอยู่ระหว่างทางออกเรือนไปยังจวนเฉินอ๋อง มีทั้งสมรสพระราชทานจากไทเฮาและพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบาท หากระหว่างทางนางเลือกไปกับหลิงอ๋อง จะไม่เป็นการทำให้เชื้อพระวงศ์ของแคว้นเฟิงกลายเป็นที่หัวเราะเยาะของผู้คนใต้หล้าได้อย่างไรไทเฮากับฝ่าบาทจะทรงเห็นชอบด้วยอย่างนั้นหรือ?

นางไม่กลัวหากจะต้องหนีสุดหล้าฟ้าเขียว ทว่านางกลัวว่านางจะทำลายชีวิตเขา…

เขามีหัวใจอุทิศแด่บ้านเมืองและประชาชนถึงเพียงนี้ เป็นทั้งปราชญ์ด้านวรรณกรรมและยุทธศาสตร์การทหาร ทว่าแต่นี้ต่อไปต้องถูกบิดาของตนสั่งตามล่า ถูกผู้คนในครอบครัวทอดทิ้ง จากนี้ต่อไปกลายเป็นผู้ที่ถูกเนรเทศอย่างนั้นหรือ?

ยิ่งไปกว่านั้นหากเขาชิงตัวนางหนีไปได้จริงๆ ไทเฮากับฝ่าบาทต้องไม่ปล่อยท่านพ่อไปอย่างแน่นอน

ขณะหรงหว่านซีกำลังคิดว่าควรจะใช้วิธีใดหยุดการต่อสู้ครั้งนี้ ควรทำใช้วิธีใดถึงทำให้เขาได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและสามารถโน้มน้าวให้เขาล้มเลิกการชิงตัวเจ้าสาว แต่จู่ๆกลับได้ยินเสียงแหลมเล็กดังขึ้น…

ไทเฮามีพระราชเสาวนีย์…ขอให้พระชายาเฉินอ๋องลงจากเกี้ยวมารับพระราชเสาวนีย์พ่ะย่ะค่ะ…”

เหตุใดเรื่องนี้จึงไปถึงวังหลวงเร็วนัก

ไทเฮามีพระราชเสาวนีย์…ขอให้พระชายาเฉินอ๋องลงจากเกี้ยวมารับพระราชเสาวนีย์พ่ะย่ะค่ะ…”

เมื่อมาถึงหน้าเกี้ยวเจ้าสาว ขันทีฝ่ายในผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดพระราชเสาวนีย์จึงเอ่ยย้ำอีกหน

เมื่อได้ยินเสียงขันทีฝ่ายในผู้นี้ นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเจี่ยงกงกง เมื่อย้อนกลับไปคิด เสียงผู้ที่มาถ่ายทอดพระราชเสาวนีย์กับเสียงขันทีที่สั่งให้ “ยกเกี้ยว” เมื่อครั้งอยู่หน้าจวนแม่ทัพคือเสียงเดียวกัน ดังนั้นการที่พระราชเสาวนีย์มาถึงเร็วเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แสดงว่าขันทีที่ไทเฮาทรงส่งมาเป็นผู้ดำเนินพิธีก็คือเจี่ยงกงกง เพราะหากเป็นกงกงผู้อื่น เมื่อรู้เรื่องหลิงอ๋องมาชิงตัวเจ้าสาวอาจไม่รวดเร็วเช่นนี้ แต่เจี่ยงกงกงกลับแตกต่างออกไป

หรงหว่านซียกชายกระโปรงเดินลงจากเกี้ยว เพราะบนศีรษะมีผ้าคลุมทำให้ไม่สะดวกนัก จึงได้แต่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าเกี้ยวเจ้าสาวและขานรับ “เฉินหนวี่รับพระราชเสาวนีย์เพคะ”

หากไทเฮามีรับสั่งให้นางออกเรือนกับเฉินอ๋องอย่างชัดเจนก็จะสามารถขจัดความลำบากใจของนาง ทำให้นางไม่ต้องเป็นผู้เอ่ยวาจาทำร้ายพี่หลิง แต่หากไทเฮามีรับสั่งให้นางเป็นผู้เลือก ถ้าเช่นนั้นสถานการณ์ก็จะยังย่ำแย่เช่นเดิม เพราะนั่นหมายความว่ามีเพียงการที่นางเอ่ยวาจาทำร้ายพี่หลิงเท่านั้น ถึงจะสามารถยุติเรื่องนี้

เจียงกงกงร้องประกาศเสียงดัง—

บุตรสาวตระกูลหรงเพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความรู้ หากจะเป็นที่ชอบพอของวีรบุรุษย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา เพราะทรงทราบว่าความสัมพันธ์ของหนุ่มสาว มิใช่สิ่งที่ผู้อาวุโสจะสามารถทำลาย ในเมื่อเฉินอ๋องและหลิงอ๋องต่างมีใจรักมั่น ดังนั้นบุตรสาวตระกูลหรงจงเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ฝ่าบาทและอายเจียยินดีที่จะส่งเสริมเรื่องมงคลของชนรุ่นหลัง และช่วยให้คู่ที่เหมาะสมกันอย่างแท้จริงได้สมหวัง”

ภายในใจของหรงหว่านซีหนักอึ้ง ผลคือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอย่างที่คิดเอาไว้

พระชายาเฉินอ๋อง รับพระราชเสาวนีย์เถิด…” เจี่ยงกงกงเอ่ย

เขาจงใจเน้นย้ำคำว่า “พระชายาเฉินอ๋อง”

และหรงหว่านซีรู้ว่านี่คือคำแนะนำจากไทเฮา

หรงหว่านซียกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ เจียงกงกงวางพระราชเสาวนีย์ลงบนฝ่ามือนาง หรงหว่านซีเอ่ย “เอ๋อร์เฉิน…ขอบพระทัยในพระเมตตาเพคะ”

นางไม่ได้แทนตัวว่า “เฉินหนวี่” เช่นเมื่อครู่ และนี่ก็คือเครื่องยืนยันว่านางเลือกทางใด

พระราชเสาวนีย์ม้วนนี้ หากมองจากมุมของเชื้อพระวงศ์ถือว่าปราดเปรื่องยิ่งนัก

หากไม่อยากให้การชิงตัวเจ้าสาวในครั้งนี้วุ่นวายจนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของผู้คนทั่วหล้า แต่ในขณะเดียวกันก็อยากกลายเป็นที่กล่าวขานในด้านดีงาม วิธีเดียวที่จะพลิกสถานการณ์ได้ก็คือการทำสิ่งนอกเหนือความคาดหมายของผู้คน

ทุกคนต่างคิดว่าการที่หลิงอ๋องกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องผิดมหันต์ คงต้องถูกฝ่าบาทตำหนิและลงโทษสถานหนักอย่างแน่นอน ทว่าไทเฮากลับบอกว่านางและฝ่าบาทคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไประหว่างคนหนุ่มสาว นอกจากนั้นยังแสดงถึงความใจกว้างของผู้อาวุโส ทำให้ดูเหมือนแก้ไขปัญหานี้โดยใช้มุมมองของผู้ใหญ่และชนรุ่นหลัง เมื่อผู้คนได้ฟังจะไม่รู้สึกว่าฝ่าบาททรงมีพระเมตตาเป็นล้นพ้นได้อย่างไร?

แต่…ชื่อเสียงอันดีงามของเชื้อพระวงศ์และภาระอันหนักอึ้งทุกประการกลับกดทับลงมาบนร่างของนางเสียแล้ว

เจตจำนงของไทเฮาก็คือบีบบังคับให้นางกล่าววาจาตัดขาดต่อหน้าหลิงอ๋อง

แน่นอนว่านี่ถือเป็นการลงโทษนางอย่างมีพระเมตตาเช่นกัน

เพราะไม่เช่นนั้นคงมีพระราชเสาวนีย์อย่างตรงไปตรงมาว่านางโลเลดุจดอกหยางไหลตามสายน้ำ ควรจะประหารเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ผลักความรับผิดชอบทั้งหมดมายังสตรีต้อยต่ำเช่นนาง และองค์ชายทั้งสองยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเดิม แต่ถ้าเลือกทำเช่นนี้ก็ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

เพราะฉะนั้นไทเฮาและฝ่าบาทจึงเลือกวิธีที่ชาญฉลาดที่สุด ในขณะเดียวกันยังสามารถไว้ชีวิตนาง และรักษาชีวิตคนทั้งตระกูลหรง

ขณะทุกคนกำลังรอหรงหว่านซีตัดสินใจ เจี่ยงกงกงได้หันไปเอ่ยกับเฉินอ๋องและหลิงอ๋องที่หยุดต่อสู้แล้วลงมายืนอยู่ข้างเกี้ยวเจ้าสาว “เตี้ยนเซี่ยทั้งสอง ไทเฮาทรงมีรับสั่งถึงเตี้ยนเซี่ยทั้งสองพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

เฉินอ๋องและหลิงอ๋องคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกัน

จากนั้นฟังเจียงกงกงเอ่ย “หลิงเอ๋อร์ เฉินเอ๋อร์ พวกเจ้าทั้งสองต่างเป็นหลานรักของอายเจีย ล้วนแต่มีสายตาเฉียบคมในการเลือกหยกชิ้นงาม อายเจียรู้สึกเบาใจยิ่งนัก ทว่าหญิงที่ดีมีเพียงหนึ่งเดียว ยามนี้อายเจียให้บุตรีตระกูลหรงเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ว่าบุตรีตระกูลหรงจะตัดสินใจเช่นไร พวกเจ้าทั้งสองล้วนไม่อาจมีข้อโต้แย้ง จงหยุดก่อเรื่องวุ่นวายนับแต่บัดนี้ ควรจะเข้าพิธีสมรสจงเข้าพิธีสมรส ควรหลีกทางก็จงหลีกทาง หากรู้สึกคิดถึงอายเจียก็จงเข้าวังมาพูดคุยกับอายเจียในตำหนัก ย่อมดีกว่าทำตัวเป็นเด็กและก่อเรื่องตามใจตนอยู่ข้างนอก”

เมื่อได้ยินรับสั่งเช่นนี้ของไทเฮา เฉินอ๋องและหลิงอ๋องต่างน้อมคำนับแล้วเอ่ยพร้อมกันว่า—

ซุนเอ๋อร์* ขอบพระทัยเสด็จย่าที่ทรงเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ”

ซุนเอ๋อร์ขอบพระทัยเสด็จย่าที่ทรงให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อเจี่ยงกงกงอ่านรับสั่งของไทเฮาเสร็จจึงหันกลับไปหาหรงหว่านซีเพื่อขอคำสั่ง เมื่อรู้ว่าเจี่ยงกงกงเดินมาหยุดตรงหน้าและกำลังค้อมคำนับ เขายังไม่ทันได้เอ่ยถาม หรงหว่านซีกลับเอ่ยอย่างราบเรียบว่า “ข้าตัดสินใจไว้นานแล้ว…”

เพราะนางกลัวว่าเจี่ยงกงกงจะเอ่ยเตือนนางด้วยการเรียกนางว่า “พระชายาเฉินอ๋อง” ครั้งนี้พี่หลิงกำลังยืนอยู่ตรงหน้า หากเขาระแคะระคายใจขึ้นมา เกรงว่าเขาคงจะไปก่อเรื่องถึงในตำหนักของไทเฮาเอาได้

นางไม่อาจปล่อยให้เขาทำผิดเพราะนางอีก

หรงหว่านซีมองรองเท้าสำหรับใส่ออกรบของเขาและเดินเข้าไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว หลังทำความเคารพเขาหนึ่งหนจึงคุกเข่าลง ตามด้วยเอ่ยออกมาว่า “ขอบพระทัยในความรักมั่นของเตี้ยนเซี่ยเพคะ ทว่า…ข้าคือพระชายาเฉินอ๋องตั้งแต่วินาทีที่เฉินอ๋องรับข้าขึ้นเกี้ยวหน้าจวนแม่ทัพ พี่รอง หากท่านไม่เร่งรีบ สามารถไปร่วมดื่มสุรามงคลที่จวนก่อนจากไปก็ได้นะเพคะ”

แม้หลิงอ๋องจะมองนางอย่างเลื่อนลอย แต่เขากลับสามารถเข้าใจสิ่งที่นางเอ่ยอย่างแจ่มแจ้ง เข้าใจแล้วว่านางเลือกผู้ใด

และเขาก็สามารถคาดเดาได้ว่านางกำลังกังวลสิ่งใด

เขาเอาแต่มองนางเช่นนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าหวาดกลัว แต่เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะหาทางออกแทนเจ้าเอง ข้าจะช่วยหาทางออกของทุกปัญหาให้เจ้า เจ้า…ไม่เชื่อข้าอย่างนั้นหรือ?”

หัวใจของหรงหว่านซีคล้ายมีเลือดสีสดไหลออกมา

แต่หลังจากเขาเอ่ยจบ นางชะงักเพียงครู่ ตามด้วยเอ่ยออกมาว่า “เตี้ยนเซี่ยเพคะ ท่านลืมพระราชเสาวนีย์ของไทเฮาแล้วหรือเพคะหม่อมฉันเลือกแล้ว เรื่องนี้ยุติแต่เพียงเท่านี้เพคะ”

หลิงอ๋องยังเอาแต่จ้องมองนาง เขากำลังจ้องมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง

ครู่หนึ่งเอ่ย “หนึ่งภพหนึ่งชาติคนหนึ่งคู่ ตราบจนผมขาวต่างมองดูมิรู้หน่าย”

 

 

*ซุนเอ๋อร์ คำแทนตัวของพระราชนัดดา ซุนคือหลาน เอ๋อร์คือบุตร


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)