0 Views

        หลังชูเซี่ยปรนนิบัตินางล้างหน้า บ้วนปาก และสวมชุดแต่งงานสีแดงสดชุดนั้นที่จวนเฉินอ๋องส่งมา…

        จือชิวได้ยกเครื่องประดับที่ส่งมาในวันเดียวกันมายังหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง และท่านอาเซิ่นผู้มีฝีมือประณีตที่สุดในจวนเป็นผู้หวีผมให้นาง

        ทันใดนั้นได้ยินเสียงเด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านนอกเพื่อรอคำสั่งเอ่ยขึ้นว่า “นายท่าน”

        ท่านพ่อมาแล้ว

        “พ่อเข้าไปได้หรือไม่?” แม่ทัพหรงเอ่ย

        “ท่านพ่อรีบเข้ามาเถิดเจ้าค่ะ” หรงหว่านซีเอ่ยและลุกขึ้นไปรับบิดา

        ครั้นแม่ทัพหรงเข้ามาเห็นบุตรสาวของตนสวมชุดแต่งงานสีแดง ขอบตาพลันแดงก่ำ เขารีบข่มสติอารมณ์เอาไว้และประคองบุตรสาว

        “ไม่มีอะไร พ่อแค่จะมาดูเจ้า” แม่ทัพหรงแสร้งกล่าวออกมาอย่างสบายใจ

        เมื่อเห็นบุตรสาวของตนยังไม่หวีผม แม่ทัพหรงจึงเอ่ย “พ่อแค่มาดูเจ้าเพียงครู่ เจ้าไปเตรียมตัวต่อเถิด อย่าได้ชักช้าเสียเวลา”

        “เจ้าค่ะ” หรงหว่านซีคำนับบิดาและขานรับ

        นางนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งและมองดูหวีในมือท่านอาเซิ่นหวีตั้งแต่โคนจรดปลายผม…

        “หวีครั้งที่หนึ่งขอให้ครองคู่ชั่วชีวิต…”

        ขณะท่านอาเซิ่นเอ่ย หวีในมือได้หวนกลับไปอยู่บนโคนผมอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆหวีลงมาจนถึงปลายผม “หวีครั้งที่สองขอให้ครองคู่จนผมขาว…”

        หวีในมือท่านอาเซิ่นกลับมาอยู่บนโคนผมอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงระคนสะอื้นเล็กน้อย “หวีครั้งที่สามขอให้มีลูกหลานเต็มเมือง…”

        “หวีครั้งที่สี่ขอให้ความรักยืนยาวตลอดกาล…”

        หรงหว่านซีมองบิดาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้กลมข้างเตียงผ่านกระจก พบว่าบิดาลอบมองนางผ่านหางตา… น้ำตาตีตื้นโดยพลัน ขอบตาแดงก่ำเล็กน้อย ทว่านางยังอดทนเอาไว้ นางกลั้นน้ำตาที่พานจะไหลออกมาให้ไหลกลับเข้าไปอีกครั้ง เมื่อกล้ำกลืนน้ำตาจนสิ้น ใบหน้าจึงกลับมาราบเรียบดังเดิม

        นางไม่อยากให้บิดาต้องเป็นห่วงนาง

        ท่านอาเซิ่นหวีผมตั้งแต่โคนจรดปลายอย่างเชื่องช้า เมื่อหวีผมเสร็จจึงเริ่มเกล้ามวยผม

        ฝีมือท่านอาเซิ่นประณีตเป็นอย่างมาก มวยผมทรงดอกบัวนี้งามยิ่งนัก นอกจากนั้นยังเหมาะกับเครื่องประดับทำจากทองคำบริสุทธิ์และหินโมราสีแดงที่ถูกส่งมาจากจวนเฉินอ๋องยิ่งนัก

        เมื่อท่านอาเซิ่นหวีผมเสร็จ เงาสะท้อนในกระจกได้กลายเป็นเจ้าสาวที่พร้อมออกเรือนเสียแล้ว

        “คุณหนู ให้หนูปี้แต่งหน้าให้คุณหนูดีหรือไม่เจ้าคะ” ท่านอาเซิ่นเอ่ย

        หรงหว่านซีพยักหน้า

        ท่านอาเซิ่นรู้ดีว่าคุณหนูของตนไม่ชอบแต่งหน้าด้วยสีสันฉูดฉาด เพราะเหตุนี้นางจึงแต่งหน้าด้วยสีอ่อนให้คุณหนู เพื่อไม่ให้ความงามดุจดอกบัวงามของคุณหนูหายไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็กำลังจะออกเรือน หากแต่งหนาบางเบาจนเกินไปก็จะดูไม่โอ่อ่าเท่าใดนัก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงใช้ผงชาดผสมน้ำ จากนั้นหาก้านไม้สำหรับเขียนคิ้วที่ยังไม่ใช้จากในกล่องเครื่องแป้ง หลังจุ่มลงบนชาดจึงวาดรูปดอกเหมยสีแดงหนึ่งดอกบริเวณหว่างคิ้วคุณหนู

        “ท่านอาเซิ่นอย่างฝีมือประณีตยิ่งนัก” ชูเซี่ยโน้มกายเข้ามาดูเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ดอกเหมยนี้เบ่งบานอยู่ใต้หน้าผากตรงกึ่งกลางระหว่างคิ้วสีดำของคุณหนู ช่างสวยงามราวกับมีชีวิตอย่างไรอย่างนั้นเจ้าค่ะ”

        หรงหว่านซีมองดูการแต่งหน้าเช่นนี้แล้วรู้สึกพอใจเช่นกัน

        หลังมองดูครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ท่านอาเซิ่นวาดได้ดียิ่งนัก…”

        “เป็นเพราะคุณหนูเกิดมาหน้าตางดงามต่างหากเจ้าค่ะ” ท่านอาเซิ่นมองคนงามในกระจกอย่างไม่อาจละสายตา “การได้แต่งงานกับคุณหนูที่งดงามเหนือผู้คนทั่วหล้าเช่นนี้ ถือเป็นบุญวาสนาของเฉินอ๋องจริงๆ เจ้าค่ะ…”

        รอยยิ้มของหรงหว่านซีแฝงความขมขื่นเล็กน้อย…

        ทั้งมวยผม การแต่งหน้า และชุดแต่งงานล้วนดีงามยิ่งนัก ทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบ… แต่เหตุใดภายในใจของนางถึงไม่รู้สึกยินดี แต่ที่แปลกประหลาดคือนางกลับไม่รู้สึกเสียใจเช่นกัน

        หรงชิงค่อยหยัดกายลุกขึ้นแล้วเอ่ย “ลูกกินข้าวสักหน่อยเถิด บ่ายวันนี้ยังต้องเหน็ดเหนื่อยอีก พ่อจะกลับไปที่เรือนด้านหน้าเสียก่อน คาดว่าแขกเหรื่อคงมาถึงแล้ว”

        หรงหว่านซีลุกขึ้นไปส่งบิดา ทว่าหรงชิงในยามนี้ไม่กล้ามองบุตรสาวของตนเสียแล้ว

        วันนี้บุตรสาวของเขา จะต้องออกเรือนแล้ว…

        หลังบิดาออกไปได้ไม่นานได้ยินข้ารับใช้เข้ามาเรียนว่า ไทเฮา ฝ่าบาท ฮองเฮา รวมถึงกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงต่างส่งคนนำสิ่งของมาแสดงความยินดีจำนวนหนึ่ง

        ทว่าหรงหว่านซีคือเจ้าสาว จึงไม่จำเป็นต้องออกไปแสดงความขอบคุณแต่อย่างใด

        หรงหว่านซีกินข้าวต้มและผักดองเข้าไปเล็กน้อย นางเช็ดปากและเม้มแผ่นชาดอีกครั้ง จากนั้นนั่งรออยู่บนเตียง

        ขุนนางสื่อราชสำนักแซ่หงเดินทางมาถึงและรีบสวมผ้าปิดหน้าให้นาง หลังกำชับหลักปฏิบัติที่อีกครู่จะต้องระวังก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก

        ไม่นานนักได้ยินเสียงคนป่าวประกาศหน้าประตูว่า “ถึงฤกษ์งามยามดี— เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยเสด็จมารับตัวเจ้าสาว—”

        ชั่วพริบตา ภายในจวนแม่ทัพพลันบรรเลงเสียงเพลงแห่งความปีติยินดี เพราะเสียงนี้ดังขึ้นอย่างกะทันหันจึงค่อนข้างบาดหู หรงหว่านซีขมวดคิ้วเป็นปมเพราะรู้สึกไม่ดีนัก

        แม่สื่อแซ่หงประคองนาง เพราะเสียงดนตรีแห่งความปีติยินดีนี้ ฝีเท้าของหรงหว่านซีจึงหนักอึ้งยิ่งนัก…

        “สามีคือหินใหญ่ ภรรยาคือต้นอ้อ ต้นอ้อมั่นคงเหนียวแน่นดังเส้นไหม หินใหญ่ไม่มีวันโยกย้าย… พี่หลิง ข้าชอบกลอนบทนี้…”

        ในความคิดของหรงหว่านซีพลันปรากฏประโยคที่นางเคยกล่าว ในยามนั้นนางถือหนังสือที่ชื่อว่า “เพลงชาวบ้าน” และชี้ไปยังประโยคนั้นขณะอ่านให้เขาฟัง นางใบหน้าแดงก่ำและเห่อร้อนยิ่งนัก ครั้นนางลืมตาขึ้น เบื้องหน้ากลับเต็มไปด้วยสีแดงสด

        นั่นคือสิ่งที่นางอยากจะบอกกับเขา นั่นคือสิ่งที่นางตอบกลับความรักมากล้นของเขา นางรู้ว่าเขาเข้าใจสิ่งที่นางเอ่ย

        “สามีคือหินใหญ่ ภรรยาคือต้นอ้อ ต้นอ้อมั่นคงเหนียวแน่นดังเส้นไหม หินใหญ่ไม่มีวันโยกย้าย…”

        หรงหว่านซีชะงักฝีเท้า

        ยามนี้ในหัวของนางปรากฏเป็นภาพใบหน้าของเขา

        เขากำลังขี่ม้าและหันหลังกลับมายิ้มในนาง รอยยิ้มนั้นช่างเปล่งประกายและอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์…

        เขาบอกว่า “ซีเอ๋อร์ รอเจ้าฉลองวันเกิดครบรอบสิบเจ็ดปีเสียก่อน ข้าจะไปที่จวนเพื่อสู่ขอเจ้ากับท่านอาจารย์ ดีหรือไม่?”

        นางขวยเขินและไม่เอ่ยตอบ

        เขารีบเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “ซีเอ๋อร์ เจ้าไม่อยากแต่งกับข้าหรือ? ข้ามีอะไรที่ยังไม่ดีพออย่างนั้นหรือ?”

        เขาให้คำมั่น “ซีเอ๋อร์ ข้าสัญญาว่าชั่วชีวิตนี้จะดีต่อเจ้าเพียงผู้เดียว จะไม่มองหญิงอื่น พวกเราจะครองคู่กันชั่วชีวิตไม่เหนื่อยหน่ายจนผมขาว เจ้าว่าดีหรือไม่?”

        นางวิ่งหนีไปไกลและเอ่ยทิ้งท้ายกับเขาเพียงสองประโยค “ท่านจะมาก็มาเพราะไม่มีผู้ใดห้ามท่านสักหน่อย! ถึงอย่างไรท่านพ่อข้าก็พอใจท่านไม่น้อย!”

        เขาตามมาและวิ่งวนรอบกายนาง เอ่ยด้วยความดีใจจนนึกอยากเอาตะกร้อครอบปาก “ดียิ่งนัก! ซีเอ๋อร์รับปากข้าแล้ว ซีเอ๋อร์จะมาเป็นพระชายาของข้า… ข้าดีใจยิ่งนัก… ข้าดีใจมากจริงๆ …”

        และเดือนหน้าวันที่สิบก็คือวันเกิดครบรอบอายุสิบเจ็ดของนาง

        แม่สื่อแซ่หงเอ่ยเร่งนางเสียงเบา “คุณหนู?”

        หรงหว่านซีปิดเปลือกตาลงและสูดหายใจเข้า… ครั้นลืมตาขึ้นจึงย่างฝีเท้าอย่างเด็ดเดี่ยว

        เมื่อก้าวผ่านธรณีประตู ฝีเท้าของนางยิ่งเด็ดเดี่ยวมากขึ้น

        บนโลกใบนี้ ไม่มีหนทางให้ย้อนกลับ

        จากสถานการณ์เมื่อครึ่งเดือนก่อน นางไม่มีทางเลือกอื่น

        นางทำผิดต่อเขาจริง แต่หากเป็นเรื่องของหัวใจ นางไม่รู้สึกผิดต่อเขา

        หรงหว่านซีเดินมาถึงเรือนหลักโดยมีแม่ซื่อแซ่หงเป็นผู้ประคอง จากนั้นเดินจากเรือนหลักมายังหน้าประตู

        ประตูใหญ่สีแดงถูกเปิดออก…

        “คุณหนูออกเรือนแล้ว” แม่สื่อแซ่หงร้องประกาศเสียงดัง

        แม่ทัพหรงเดินตามมาส่งบุตรสาวถึงหน้าประตูด้วยแข้งขาอ่อนล้า ครั้นผู้อื่นพบเห็นเข้า ในวันมงคลเช่นนี้ แม่ทัพหรงกลับดูชรากว่าเดิมเป็นสิบปี ผลคือคำกล่าวที่ว่า “บุตรสาวออกเรือนเสมือนถูกตัดเนื้อ” ช่างเหมาะสมยิ่งนักเมื่อนำมาใช้กับแม่ทัพหรงผู้รักบุตรสาวดังชีวิต ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันถอดถอนหายใจ

        หรงหว่านซีรับรู้ถึงฝีเท้าของบิดา และรู้ว่าบิดาหยุดฝีเท้าอยู่หลังธรณีประตู

        ครั้นก้าวเท้ามาอยู่หน้าบันไดขั้นแรก หรงหว่านซีจึงชะงักฝีเท้าและค่อยๆ หลังกลับ

        นางหันไปทางประตูที่บิดายืนอยู่และคุกเข่า..คำนับแนบศีรษะลงกับพื้นสามหน…

        ไร้คำกล่าวใด ทว่าน้ำตากลับเอ่อคลอ เพราะมีผ้าคลุมหน้า ครั้งนี้หรงหว่านซีจึงไม่อดกลั้นเอาไว้และปล่อยให้หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมา

        เฉินอ๋องสวมชุดมงคลสีแดงและนั่งอยู่บนหลังม้างามสีขาวที่กำลังยืนอยู่หน้ารูปปั้นหินรูปสิงโต เขามองสตรีบอบบางนางนี้โขกศีรษะคำนับแนบลงกับพื้นไม่ยอมลุก… แววตาของเขาวูบไหวต่างจากยามปกติชั่วครู่

        การออกเรือนของสตรี ชั่วชีวิตมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

        เฉินอ๋องมองเจ้าสาวชุดแดงเดินลงบันไดจวนแม่ทัพ นางหันมาทำความเคารพเขาอย่างรู้หลักปฏิบัติ จากนั้นขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวโดยมีแม่สื่อแซ่หงเป็นผู้ประคอง

        สตรีนางนี้สุขุมหนักแน่นตั้งแต่ต้นจนจบ ท่าทีเช่นนี้ช่างงามสง่าอย่างไม่เหมือนผู้ใด

        “ท่านอ๋องรับพระชายากลับจวน… ยกเกี้ยว….” ขันทีฝ่ายในที่ไทเฮาทรงส่งมาเป็นพิธีกรร้องประกาศ

        เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงขึ้นอีกครั้งอย่างครึกครื้น ตรอกบนถนนสายยาวกว่าสิบตรอกต่างตกอยู่ภายใต้บรรยากาศครื้นเครงของเสียงบรรเลงนี้

        ประชาชนทั่วไปต่างออกมาดูตามข้างทาง ด้านหลังเกี้ยวเจ้าสาวคือเหล่าขุนนางใหญ่ที่แสดงความยินดีในจวนแม่ทัพเสร็จเรียบร้อยและกำลังตามไปแสดงความยินดีที่จวนเฉินอ๋อง

        ด้านหน้าเกี้ยวเจ้าสาวคือทหารกองเกียรติยศ เฉินอ๋องนั่งอยู่บนหลังม้าหน้ากองทหารเกียรติยศ ทั้งร่างสวมอาภรณ์สีแดง บริเวณหน้าอกมีดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ของเจ้าบ่าวห้อยเอาไว้ ทว่ายังคงไม่อาจบดบังความสง่างามของเขา สีแดงสดเช่นนี้ โดยปกติบุรุษทั่วไปสวมใส่แล้วไม่น่ามองนัก แต่เมื่ออยู่บนร่างสูงสง่าของเขา ชุดสีแดงที่ไม่เหมาะกับบุรุษเช่นนี้กลับแลดูงามสง่าอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้ผู้คนรู้สึกตั้งแต่คราแรกที่ได้เห็นว่า เดิมทีสีแดงสดเช่นนี้สามารถสื่อถึงแข็งแกร่งของบุรุษเช่นกัน

        ท่ามกลางผู้คนมีสตรีสวมอาภรณ์สีม่วงดึงทึ้งผ้าเช็ดหน้าในมือตน

        สายตาของนางมองตามร่างของเขา แม้จะมองอย่างลุ่มหลงเมามาย ทว่าภายในใจกลับเจ็บปวด…

        “คุณหนู” หญิงรับใช้สวมอาภรณ์สีเขียวด้านข้างเอ่ย “พวกเรารีบกลับกับเถิดเจ้าค่ะ บนถนนมีผู้คนมากมาย ชาวบ้านทั่วไปเหล่านี้จะชนคุณหนูเอาได้นะเจ้าคะ”

        ฉินอิ่งเซวียนตำหนินาง “ปากมาก”

        เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดผู้ที่นั่งอยู่ในเกี้ยวถึงไม่ใช่นาง…

        การคัดเลือกนางในเมื่อสามปีก่อน เดิมทีนางมีโอกาสได้เข้าไปรับใช้ในจวนเฉินอ๋อง แต่นางกลับล้มป่วยจนพลาดการคัดเลือกนางใน ทำให้ต้องล่าช้ามาถึงสามปี อีกสามเดือนพระราชวังจะมีการคัดเลือกนางในอีกครั้ง ทว่ายามนี้เฉินอ๋องมีพระชายาไปแล้ว ฝ่าบาทกับไทเฮาอาจไม่พระราชทานนางในให้เขาอีก

        นางรู้สึกเสียดายยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะต้องรักษาเกียรติและไม่อยากให้บิดารู้ว่าตนมีความคิดเช่นนี้ ผู้ที่นั่งอยู่ในเกี้ยววันนี้อาจเป็นนางก็ได้…

        เสียงดนตรีบรรเลงอย่างครื้นเครง หรงหว่านซีนั่งเงียบอยู่ภายในเกี้ยว เกี้ยวเจ้าสาวสั่นโคลงเคลง เสียงดนตรีบรรเลงอย่างสนุกสนาน ทว่าภายในใจของนางกลับเงียบสงบยิ่งนัก

        อีกครู่คงมีพิธีเล็กน้อยให้นางทำ นางแค่ทำตามผู้ชักนำก็พอ ไม่มีอะไรสำคัญนัก

        ทันใดนั้นได้ยินเสียงของความผิดปกติ ตามด้วยเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจผสมปนเปกันไป เสียงดนตรีบรรเลงต่อไม่เท่าใดก็หยุดลง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)