0 Views

        “อะไรกันเพคะ เตี้ยนเซี่ยทรงคิดว่าหม่อมฉันจะต้องมาหรือเพคะ?” หรงหว่านซีเอ่ยทั้งรอยยิ้ม

        “หากเจ้าไม่มา…” เฉินอ๋องกล่าวพลางยื่นมือไปทัดผมข้างหูให้นาง “เหตุใดถึงมักไม่ระวังเช่นนี้? หญิงรับใช้ปรนนิบัติเจ้าอย่างไรกัน? หือ?”

        ขณะเฉินอ๋องกล่าวได้หันหน้าไปมองชูเซี่ย

        ชูเซี่ยไม่เกรงกลัวเฉินอ๋องสักนิด กลับเอ่ยออกมาว่า “เป็นเพราะเส้นผมของคุณหนูนุ่มเกินไปเพคะ มิอาจโทษว่าเป็นความผิดของหนูปี้”

        เฉินอ๋องหัวเราะและหันกลับไปเอ่ยต่อจากประโยคเมื่อครู่ “หากเจ้ามาไม่ บิดาของเจ้าจะวางใจได้อย่างไรกัน?”

        หรงหว่านซีมองเฉินอ๋อง…

        ทว่าท้ายที่สุดยังคงไม่เอ่ยสิ่งใด

        เฉินอ๋องรู้ว่านางจะมา เขายังรู้ว่านางไม่มีทางมายังจวนเฉินอ๋องเพื่อให้หมัวหมั่วตรวจสอบ และไม่ได้มาเพราะต้องการยืนยันอะไรกับเขา

        การทำข้อแลกเปลี่ยนกับคนฉลาดเช่นนี้ ช่างประหยัดแรงกายแรงใจเสียจริง

        “กินข้าวเช้ามาแล้วหรือไม่?” เฉินอ๋องเอ่ยถาม

        “กินมาแล้วเพคะ” หรงหว่านซีตอบ

        “แต่เปิ่นหวางยังไม่กิน อยู่กินข้าวกับเปิ่นหวางเสียก่อน เจ้าว่าอย่างไร?”

        “เพคะ”

        คนทั้งสองเดินไปยังตำหนักจาวเสียน อวิ๋นฉางพาบรรดาเด็กรับใช้ไปจัดสำรับยามเช้า จากนั้นเฉินอ๋องสั่งให้พวกนางออกมา

        อวิ๋นฉางไม่เข้าใจ นางยังคงไม่ออกไปเพื่อคอยปรนนิบัติเฉินอ๋องอย่างเป็นธรรมชาติ

        หรงหว่านซีเห็นเช่นนี้จึงรู้ว่าเวลาเฉินอ๋องทานอาหารมักมีอวิ๋นฉางคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย เพราะฉะนั้นครั้งนี้ที่เฉินอ๋องสั่งให้ออกไป อวิ๋นฉางจึงคิดไม่ถึงว่าหนึ่งในนั้นรวมถึงนางด้วย

        ทว่าความหมายของเฉินอ๋องในวันนี้ น่าจะหมายความว่าให้พวกนางทั้งหมดออกไป

        ผลคือได้ยินเฉินอ๋องเอ่ยว่า “อวิ๋นฉาง เจ้าก็ออกไปเถิด”

        “เพคะ” อวิ๋นฉางขานรับและวางตะเกียบเงินที่พึ่งหยิบขึ้นมาเพื่อเตรียมคีบอาหารให้เฉินอ๋อง

        ภายในห้องเหลือเพียงชูเซี่ยที่เป็นข้ารับใช้ เฉินอ๋องหันไปมองชูเซี่ย “อะไรกัน กลัวว่าข้าจะกินคุณหนูของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

        หรงหว่านซียกยิ้มแล้วเอ่ย “ชูเซี่ย เจ้าก็ออกไปเถิด”

        ชูเซี่ยมองคุณหนูอย่าเป็นกังวลหนหนึ่ง แสดงออกว่ากลัวคุณหนูจะถูกผู้อื่นล่วงเกิน

        หรงหว่านซีพยักหน้าให้นาง ชูเซี่ยถึงได้ยอมออกไป

        “หญิงรับใช้ของเจ้านางนี้อายุเท่าใด?” เฉินอ๋องเอ่ยถาม

        “สิบหกเพคะ”

        “ถึงวัยสมควรหาเด็กรับใช้ชายมาเป็นคู่ครองแล้ว วันหน้าเปิ่นหวางจะหาคนที่ดีให้นางแล้วไล่นางออกไป” เฉินอ๋องเอ่ยวาจาหยอกล้อ

        หรงหว่านซีหันมองประตูที่ปิดสนิท เมื่อพบว่าชูเซี่ยไม่ได้อยู่นอกประตูถึงวางใจ เพราะไม่อย่างนั้นหลังกลับไปถึงจวนเด็กคนนี้คงมาร้องห่มร้องไห้กับนาง

        “นี่คือหญิงรับใช้ของหม่อมฉัน” หรงหว่านซีเอ่ยเตือน

        “ก็เพื่อป้องกันไม่ให้นางมาขวางเรื่องระหว่างสามีภรรยาของข้ากับเจ้า” เฉินอ๋องเอ่ยพึมพำเหมือนเด็กเล็ก

        เมื่อเห็นหรงหว่านซีใบหน้าไร้อารมณ์คล้ายไม่พอใจ เฉินอ๋องจึงโบกมือและเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “เอาล่ะ ไม่ล้อเจ้าเล่นแล้ว เจ้าก็ช่างหยอกล้อไม่ได้เสียจริง”

        ทันใดนั้นมองหรงหว่านซีด้วยสีหน้าจริงจัง “เรื่องเมื่อวาน เปิ่นหวางรู้ว่าเจ้าได้รับความไม่เป็นธรรม แต่ร่างกายของเจ้าน่าจะยังบริสุทธิ์ ฉะนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลใจ วันพรุ่งนี้เจ้าก็แค่แต่งเข้ามาอย่างราบรื่นเป็นพอ”

        “เพราะไม่ว่าอย่างเปิ่นหวางกับเสด็จพี่ก็เติบโตมาในเขตดูแลองค์ชายด้วยกัน เปิ่นหวางพอจะมั่นใจเรื่องนี้ เขาเป็นคนเจ้าชู้มักมากในกามจริง แต่ไม่มีทางทำเรื่องบั่นทอนศักดิ์ศรีตนเองเช่นนี้” เฉินอ๋องเอ่ยอธิบายหลังเห็นความประหลาดใจในแววตาของหรงหว่านซี

        เมื่อได้ยินคำอธิบายจากเฉินอ๋อง หรงหว่านซีจึงยิ่งมั่นใจว่าคนผู้นี้เป็นผู้หูตากว้างไกล

        “ลำบากเตี้ยนเซี่ยต้องเป็นกังวลพระทัยแล้วเพคะ…” หรงหว่านซีเอ่ย หลังใคร่ครวญครู่หนึ่งจึงเอ่ย “เฉินหนวี่ตรวจสอบด้วยตนเองแล้วเพคะ ยังคงบริสุทธิ์โดยมิต้องสงสัย”

        “หือ? เจ้า…”

        “เฉินหนวี่ให้ชูเซี่ยไปซื้อตำราเกี่ยวกับเรื่องนี้และอ่านหน้าแรกไม่กี่หน้าเพคะ” หรงหว่านซีไม่หลบเลี่ยง

        เมื่อได้ยินเฉินอ๋องกล่าวเช่นนี้ คาดไม่ถึงว่าเฉินอ๋องก็ไม่รู้สึกว่าไม่เหมาะสมแต่อย่างใด เอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “ไม่เข้าใจก็เรียนรู้ สมกับเป็นนิสัยของเจ้าจริงๆ”

        หรงหว่านซีนิ่งงันและหันมองเฉินอ๋อง…

        คาดไม่ถึงว่าเขาจะเข้าใจนางอยู่บ้าง…

        ทว่าความคิดนี้กลับปรากฏขึ้นมาแค่เพียงชั่วครู่

        ทันใดนั้นนึกอยากจะหยอกล้อ จึงเอ่ยถามทั้งรอยยิ้ม “เมื่อครู่เตี้ยนเซี่ยตรัสว่าเรื่องที่ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยเจ้าชู้เป็นความจริง ถ้าเช่นนั้นมิทราบว่า… เรื่องที่เตี้ยนเซี่ยเจ้าชู้ เป็นความจริงหรือเท็จเพคะ?”

        เฉินอ๋องยกยิ้มมองหรงหว่านซี แววตาฉายแววหยอกล้อ “แล้วเจ้าคิดว่าจริงหรือไม่?”

        หรงหว่านซีหัวเราะและไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

        จะจริงหรือเท็จก็ไม่เกี่ยวกับนาง นางจะถามเรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน? ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ตนเกิดนึกอะไรขึ้นมา?

        หลังร่วมทานอาหารเช้ากับเฉินอ๋องเสร็จจึงพาชูเซี่ยกลับจวน สิ่งแรกที่ทำคือไปยังห้องของบิดาเพื่อบอกว่าวันพรุ่งนี้ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามเดิม

        หรงชิงมองบุตรสาวด้วยความปวดใจ “ลูก เจ้าต้องกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมเสียแล้ว”

        “ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ” หรงหว่านซีเอ่ย “หากไม่ออกเรือนกับเฉินอ๋อง จากฐานะของลูก ไม่ช้าก็เร็วคงหนีไม่พ้นการคัดเลือกนางใน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ ลูกไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรต้องกล้ำกลืนเจ้าค่ะ ท่านพ่ออย่าได้เป็นกังวลเพราะลูกเลย ไม่เช่นนั้นหัวใจดวงนี้ของลูกคงรู้สึกไม่ดีนัก”

        หรงชิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ได้ยินว่าในจวนเฉินอ๋องมีอนุชายามากมาย ทั้งที่มีตำแหน่งไม่มีตำแหน่งจำนวนหลายสิบนาง…”

        หรงหว่านซีเอ่ยปลอบใจบิดา “มีตระกูลสูงศักดิ์ใดไม่เป็นเช่นนี้บ้างเจ้าคะ? นอกจากนั้นการพามาอยู่ในจวนย่อมดีกว่าอยู่นอกจวนสักหน่อยเจ้าค่ะ ยิ่งคนในจวนมากเท่าใดก็ยิ่งไม่มีผู้ใดสนใจแก่งแย่งชิงดี เพราะทุกคนต่างใช้ชีวิตของตนเองนะเจ้าคะ”

        “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเถิด…” หรงชิงถอนหายใจ

        หลังสนทนาเรื่อยเปื่อยครู่หนึ่ง หรงหว่านซีจึงลาบิดากลับห้องของตน

        วันพรุ่งนี้คือวันที่คุณหนูจะออกเรือน ทุกคนในจวนแม่ทัพจึงพากันยุ่งวุ่นวาย เจ้ามาข้าไปไม่มีหยุดหย่อน ทว่าบรรยากาศภายในเรือนหรงหว่านซีกลับเงียบสงัดยิ่งนัก

        หรงหว่านซีหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านและปล่อยให้ผ่านไปอย่างเงียบเชียบเช่นนี้ตลอดครึ่งวัน

        ชูเซี่ยกับจือชิวช่วยกันโน้มน้าวในนางลองชุดแต่งงานอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นนางไม่อยากลองจึงไม่พากันโน้มน้าวต่อ

        วันพรุ่งนี้คือวันที่นางจะต้องออกเรือน ทว่าภายในใจของหรงหว่านซีในยามนี้กลับไม่ยินดียินร้าย

        ผู้คนในจวนแม่ทัพวุ่นวายกันถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าในจวนเฉินอ๋องก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่วันนี้เฉินอ๋องไม่ได้อยู่ในจวนตลอดทั้งวัน

        หลังจากหรงหว่านซีกลับไป เฉินอ๋องจึงเข้าวังไปเข้าเฝ้าไทเฮากับหมู่เฟย หลังร่วมเสวยอาหารกลางวันกับหมู่เฟยเสร็จจึงออกจากวังหลวงและมุ่งหน้าไปดื่มสุราที่เรือนซูหนวี่ฟาง

        เขาเที่ยวเล่นเช่นนี้อยู่ครึ่งค่อนวัน ครั้นกลับมาถึงจวนก็ใกล้เวลาอาหารค่ำ ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท

        เมื่อเห็นภายในจวนตกแต่งเสร็จเรียบร้อย ทุกหนทุกแห่งล้วนแขวนไว้ด้วยโคมไฟสีแดง ไม่ว่าจะบนต้นไม้ ชายคา และประตูหน้าต่างล้วนประดับด้วยผ้าแพรสีแดง เฉินอ๋องเกิดถูกภาพเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าเขาจะนึกถึงหน้าหรงหว่านซี

        เมื่อมองภาพนี้ สิ่งแรกที่โลดแล่นเข้ามาในโสตประสาทของเขาคือใบหน้าของหรงหว่านซี แต่ทันใดนั้นตามด้วยภาพหญิงงามที่อยู่ในจวนองค์รัชทายาทผู้นั้น

        “หญิงงามมีเพียงหนึ่ง มีหรือจะทดแทนกันได้…” เฉินอ๋องเมามายเล็กน้อย เอ่ยพึมพำและผลักประตูเข้าไปในห้อง

        อวิ๋นฉางเข้ามารับหน้า เมื่อเห็นเฉินอ๋องเมามายจึงรีบสั่งให้ข้ารับใช้ไปทำซุปสร่างสุรามา

        นางคิดจะประคองเฉินอ๋องไปนอนบนเตียงด้านใน ทว่าเฉินอ๋องกลับผลักนางออกและไปนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องตำรา

        ภายในตำหนักจาวเสียนของเฉินอ๋องแบ่งออกเป็นสามห้องเล็ก โดยมีประตูพระจันทร์แกะสลักลวดลายดอกไม้คั่นกลางจำนวนสองบาน ตรงกลางคือโถงกว้างที่เฉินอ๋องใช้รับรองแขกและเสวยอาหาร ห้องทางฝั่งทิศตะวันออกคือห้องบรรทม ส่วนห้องฝั่งทิศตะวันคือห้องตำราขนาดเล็ก

        เฉินอ๋องนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวยาวภายในห้องตำราขนาดเล็ก เขาจดจ้องกระดาษเซวียนจื่อ[1] สีขาวราวหิมะแผ่นหนึ่งบนโต๊ะและค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ผ่านไปครู่ใหญ่ยังคงไม่คิดจะหยิบพู่กันขึ้นมาวาดภาพหรือขีดเขียนอักษร ทว่าสายตาของเขากลับยังจดจ้องอยู่บนกระดาษเซวียนจื่อแผ่นนั้น

        “เตี้ยนเซี่ยเพคะ?” อวิ๋นฉางเป็นกังวลเล็กน้อย จึงเอ่ยเรียกเสียงเบา

        เฉินอ๋องขมวดคิ้วเป็นปม เห็นได้ชัดว่าคำพูดของอวิ๋นฉางทำให้เขาเสียสมาธิ

        เดิมทีเขาอยากจะวาดภาพอิ่นเยว่ แต่หลังจากนึกอยู่พักใหญ่กลับนึกไม่ออกว่าองคาพยพบนใบหน้าของนางเป็นเช่นไร

        เพราะหลังสำเร็จการศึกษาจากไท่เฉว[2] เมื่อครึ่งปีก่อน เขาก็ไม่เคยพบนางอีก

        เขาคิดจะสารภาพความในใจกับนางหลังจบการศึกษาจากไท่เฉวและรับนางเข้าจวน แต่เขาไม่เคยคิดว่าก่อนจะจบการศึกษาหนึ่งเดือน นางได้กลายเป็นผู้หญิงของเสด็จพี่และไม่มาร่ำเรียนอีกต่อไป

        เดิมทีเขาคิดว่าเสด็จพี่อาจขืนใจนาง แต่หลังจากไปจวนองค์รัชทายาทและพบนางสองหน ดูจากท่าทางจงรักภักดีที่นางมีต่อองค์รัชทายาท เกรงว่าคงจะไม่เป็นเช่นนั้น

        เขาไม่รู้กระทั่งว่านางกับองค์รัชทายาทชอบพอกันตั้งแต่เมื่อใด

        หลังได้ใกล้ชิดกับหรงหว่านซี แม้หรงหว่านซีจะไม่เต็มใจ ทว่าภายนอกก็ยังให้ความร่วมมือกับเรื่องเล็กน้อยบางเป็นอย่างดี ทำให้เขานึกได้ว่า อิ่นเยว่อาจจะไม่ได้ยินยอม แต่เรื่องมาถึงขึ้นนี้แล้ว เขาไม่อาจล้มเลิกกลางคัน

        เมื่อไม่อาจนึกไปมากกว่านี้ เฉินอ๋องจึงไม่พยายามคิดถึงเรื่องนี้อีก อาจเป็นเพราะเขาเมาแล้วจริงๆ เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องสู่ขอคุณหนูหรงเข้าจวนกลับเกิดความคิดน่าขบขัน มุมปากพลันหยักยิ้มและนั่งหลังตรง เอ่ยออกคำสั่งกับอวิ๋นฉางว่า “ฝนหมึก”

        แต่เขากลับไม่ทิ้งร่องรอยของตัวอักษรไว้บนกระดาษเซวียนแผ่นนี้ หันไปหยิบกระดาษธรรมดาสำหรับเขียนจดหมายและขีดเขียนลงไปเพียงไม่กี่ตัวอักษร

        “พรุ่งนี้ข้าจะไปรับคุณหนูเข้าจวน หวังว่าคุณหนูจะเข้านอนเร็วสักหน่อย ขอให้ชิง[3] นอนหลับฝันดี” เฉินอ๋องเขียนประโยคเหล่านี้แล้วส่งให้อวิ๋นฉาง “เอาไปส่งให้คุณหนู”

        อวิ๋นฉางไม่อ่านร่องรอยปลายพู่กันและพับจดหมาย ดึงซองปิดผนึกจดหมายออกมาจากชั้นด้านหลังเฉินอ๋อง เมื่อสอดจดหมายเข้าไปเรียบร้อยจึงถอนสายบัวทำความเคารพเฉินอ๋อง “หนูปี้จะไปส่งจดหมายประเดี๋ยวนี้เพคะ”

        เงาของร่างใต้แสงเทียนของเฉินอ๋องแลดูอ่อนล้า ขาค่อยๆ ปิดเปลือกตาและเริ่มรู้สึกง่วงงุน…

        หากชีวิตเป็นดังความฝัน แล้วเมื่อใดถึงจะตื่น?

        มีเพียงการทำการใหญ่เท่านั้น ถึงจะไม่อาจเมามาย

        หรงหว่านซีกำลังจะพักผ่อน ทันใดนั้นได้ยินเสียงเด็กรับใช้เข้ามาเรียน “คุณหนู มีคนมาจวนเฉินอ๋องขอรับ”

        หรงหว่านซีให้ชูเซี่ยออกไปดู ไม่นานนักชูเซี่ยถือจดหมายฉบับหนึ่งเข้ามาและบอกว่า “เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยส่งมาให้คุณหนูเจ้าค่ะ”

        หรงหว่านซีรับมาและเปิดออก มีเพียงใจความสั้นๆ ไม่กี่อักษรว่า—

        พรุ่งนี้ข้าจะไปรับคุณหนูเข้าจวน หวังว่าคุณหนูจะเข้านอนเร็วสักหน่อย ขอให้ชิงนอนหลับฝันดี

        นางยกยิ้มพลางส่งจดหมายให้ชูเซี่ย “เอาไปเผาไฟเถิด”

        คาดว่าเฉินอ๋องคงทำตัวเจ้าชู้ประตูดินจนเคยชิน เมื่อจู่ๆ เปลี่ยนคู่จึงอดไม่ได้

        หรงหว่านซีไม่ใส่ใจ นางยิ้มเพราะรู้สึกขบขันเพียงเท่านั้น

        ตลอดคืนเงียบสงัดไร้เสียงพูดคุย เช้าวันถัดมาขณะฟ้ายังไม่สว่าง เมื่อมองออกไปข้างนอกกลับพบชูเซี่ยและจือชิวพาหญิงรับใช้จำนวนหนึ่งยืนรออยู่นอกประตูอย่างนอบน้อม

        น้อยนักจะได้เห็นเด็กรับใช้ทั้งสองปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้

        เมื่อเห็นคุณหนูเปิดประตู ชูเซี่ยจึงเอ่ย “คุณหนู จะหวีผมล้างหน้าเลยหรือไม่เจ้าคะ?”

        “เข้ามาเถิด” หรงหว่านซีเอ่ย

        วันนี้ไม่เหมือนทุกวันที่ผ่านมา หญิงรับใช้ที่ตามชูเซี่ยกับจือชิวเข้ามามีทั้งหมดหกนาง พวกนางถืออ่าง ผ้าซับหน้า และยื่นน้ำมา…แต่ละคนต่างจดจ้องและสนใจแค่หน้าที่ของตน

[1]กระดาษเซวียนจื่อคือกระดาษชนิดที่ได้รับการยอมรับจากชาวจีนว่าดีและเหมาะสมมากที่สุดสำหรับ การวาดภาพและเขียนตัวอักษร เป็นหนึ่งใน “สิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ”

[2]ไท่เฉวคือชื่อเรียกสถาบันการศึกษาของจักรพรรดิหรือโรงเรียนชั้นสูง

[3]ชิงคือคำใช้เรียกระหว่างสามีภรรยาเพื่อแสดงความรักใคร่สนิทสนม


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)