0 Views

        เฉินอ๋องได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามหลัง จึงหันกลับมาเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “พี่ใหญ่โปรดหยุดก่อนเถิด จากฐานะของท่านกับข้า หากออกไปส่งคุณชายพร้อมกัน เกรงว่าเขาจะทนรับวาสนาดีครั้งนี้เอาไว้ไม่ไหวนะพ่ะย่ะค่ะ!”

        ขณะกล่าวใช้แขนข้างหนึ่งล็อกคอซงซวี่ ก่อนจะก้มหน้าลงไปกระซิบบางอย่าง

        องค์รัชทายาทเห็นเพียงซงซวี่เผยสีหน้าตกตะลึง ตามด้วยถูกเฉินอ๋องลากลงไปยังชั้นล่างอย่างไม่อาจขัดขืน นอกจากนั้นยังเห็นซงซวี่พยักหน้ารับเล็กน้อย

        ภายในใจลอบร้องว่า “ไม่ดี” แต่หากตามออกไปตอนนี้ เท่ากับเผยให้เห็นว่าเขาไม่อาจระงับสติอารมณ์? กลายเป็นการหยิบยื่นเรื่องน่าขบขันให้เจ้าสามเอาไปหัวเราะเยาะ

        ถ้าเขารู้ว่าเฉินอ๋องพูดกับซงซวี่ว่า “เจ้าลองเดาดูสิว่าเหตุใดองค์รัชทายาทถึงอยากจะไปส่งเจ้าให้ได้” รวมถึงคำพูดที่มิได้เอ่ยอย่างหยอกล้อ คาดว่าเขาจะต้องโมโหเจียนตายอย่างแน่นอน

        เฉินอ๋องส่งซงซวี่เดินลงชั้นล่าง จากนั้นจงใจถ่วงเวลาอยู่ชั้นล่างอีกครู่ใหญ่ก่อนจะกลับไป ทำให้ผู้อื่นคิดว่าเขากับซงซวี่เสียเวลาเจรจากัน

        ถือว่าองค์รัชทายาทระงับสติอารมณ์ได้ดี เขาเอาแต่นั่งฟังบทเพลงอยู่ในห้องเพื่อรอเฉินอ๋อง แม้อยากออกไปจากที่นี่ แต่เขาก็ยังจำเป็นต้องรักษาหน้าเอาไว้เช่นกัน ควรคิดหาคำพูดบอกปัดเจ้าสามต่อหน้า แต่มิอาจลุกลี้ลุกลนคล้ายต้องการจะหนีเช่นนี้

        เรื่องมาถึงขั้นนี้ หากไม่อาจระงับสติอารมณ์ ยังจะมีคุณสมบัติเป็นบุรุษได้อีกหรือ?

        เฉินอ๋องเดินกลับมาอย่างเอ้อระเหย เอ่ยพลางยกยิ้ม “เสด็จพี่ยังไม่กินนกพิราบย่างเนยจนหมดใช่หรือไม่? เพราะนั่นคืออาหารจานโปรดของข้าเชียวนะพ่ะย่ะค่ะ”

        องค์รัชทายาทหยัดการลุกขึ้น เอ่ยพลางยิ้มว่า “เปิ่นกงยังไม่ทันได้แตะต้องเสียด้วยซ้ำ หากเมื่อครู่ซงซวี่ไม่เตือน เปิ่นกงก็คงจะลืมไปเสียสนิท เปิ่นกงรับปากแล้วว่าจะเข้าวังไปทานอาหารกลางวันกับหมู่โฮ่ว เปิ่นกงคงต้องรีบเข้าวัง เกรงว่าหมู่โฮ่วคงกำลังรออยู่เป็นแน่!”

        เฉินอ๋องยังคงไม่รั้งดังเดิม เพียงแต่เอ่ยด้วยความเสียดาย “นี่มันอะไรกัน? เดิมคิดอยากจะเชิญเสด็จพี่กับคุณชายซงให้ร่วมสนุกสนานด้วยกัน นอกจากนั้นยังเตรียมการแสดงอีกหลายอย่าง พวกท่านต่างพากันกลับไปก่อน…ช่างเถิด ข้าดูคนเดียวก็ได้! สนุกคนเดียวย่อมดีกว่าไม่ได้สนุก”

        “ต้องขอโทษน้องสามจริงๆ วันหน้าเหวยซงจะชวนเจ้ามาดื่มสุราดอกไม้เป็นการไถ่โทษ” องค์รัชทายาทเอ่ยทั้งรอยยิ้ม

        ขณะกล่าวหลังเดินไปทางประตู

        เฉินอ๋องลุกขึ้นและเอ่ย “น้อมส่งเสด็จพี่พ่ะย่ะค่ะ”

        เมื่อเห็นองค์รัชทายาทจากไป เฉินอ๋องยกยิ้มและนั่งลงดื่มสุราอย่างเอ้อระเหย เขาลิ้มรสอาหารชั้นเลิศตรงหน้าอย่างเชื่องช้า คล้ายกับต้องการนั่งเสพสุขที่นี่เพียงลำพังจริงๆ

        องค์รัชทายาทรีบออกจากเรือนซูหนวี่ฟางและขึ้นรถม้ารีบมุ่งหน้ากลับจวนองค์รัชทายาท มิได้รับรู้ว่าทั้งด้านหน้าและด้านหลังตนถูกลอบติดตามโดยผู้ที่มีฝีเท้าว่องไวยิ่งนัก

        ครั้นเห็นองค์รัชทายาทเสด็จกลับจวน คนทั้งสองจึงหลบอยู่มุมกำแพงจวนองค์รัชทายาท แต่รออยู่ครู่ใหญ่กลับไม่เห็นองค์รัชทายาทเสด็จออกมา หลังสนทนากันเสียงเบา หนึ่งในนั้นรีบปลีกตัวออกมาและมุ่งหน้าไปยังเรือนซูหนวี่ฟาง

        ได้ยินเป็นเสียงคนผู้หนึ่งเคาะประตู “เตี้ยนเซี่ย”

        “เข้ามา”

        “เตี้ยนเซี่ย…” ผู้มาเยือนกระซิบเสียงเบาข้างหูเฉินอ๋องไม่กี่ประโยค

        เฉินอ๋องครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยออกคำสั่ง “เจ้าไปบอกให้เหลยถิงจับตาดูเขาต่อไป เปิ่นหวางจะไปหาตระกูลหรง อีกครู่เจ้าค่อยตามไป”

        “พ่ะย่ะค่ะ” จุยเฟิงขานรับ

        หลังจุยเฟิงออกไป เฉินอ๋องรอให้ผ่านไปครู่หนึ่ง จากนั้นให้รางวัลอิงอิงกับเยี่ยนเยี่ยนก่อนจะออกจากเรือนซูหนวี่ฟางเช่นกัน

        เดิมทีเขาคิดว่าองค์รัชทายาทจะรีบร้อนไปยังสถานที่คุมขังหรงหว่านซี ประการที่หนึ่งคือตรวจดูว่านางยังอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าหรงชิงไม่มีความสามารถมากพอที่จะหานางพบ ประการที่สองคือสั่งให้คนส่งตัวหรงหว่านซีกลับมา เพื่อไม่ให้เกิดหายนะในภายหลัง เมื่อเป็นไปตามนี้ ขอเพียงเขามุ่งหน้าไปยังสถานที่คุมขังหรงหว่านซี องครักษ์เงาทั้งสองของเขาจะเข้ากุมตัวองค์รัชทายาท สามารถรวบได้ทั้งตัวโจรและหลักฐาน

        ถึงยามนั้นแค่ให้องครักษ์เงาทั้งสองคนแสร้งทำเป็นไม่รู้ถึงฐานะขององค์รัชทายาท บอกว่าตนคือโจรที่ลอบสะกดรอยตามองค์รัชทายาทมาเพราะเห็นว่ารถม้าของเขาหรูหราและสวมอาภรณ์ตัวงาม คิดแค่ว่าเขาเป็นคนร่ำรวย จึงอยากจะปล้นเงินจำนวนหนึ่ง แต่นึกไม่ถึงว่าแม่นางน้อยของเขาจะหน้าตางดงามถึงเพียงนี้ ทำให้เกิดความคิดอกุศล

        รอให้อาเฟิงและอาเหลยรวบทั้งโจรและของกลาง เขาค่อยอ้างว่าเห็นคนลอบตามเสด็จพี่มา เพราะรู้สึกไม่ชอบมาพากลจึงติดตามมาเช่นกัน คาดไม่ถึงว่าเสด็จพี่จะเป็นคนลักพาตัวหรงหว่านซี เมื่อเป็นเช่นนี้ พยานหลักฐานล้วนมีพร้อม อีกทั้งตนยังเป็นผู้เห็นกับตา จึงไม่ต้องกังวลว่าองค์รัชทายาทจะไม่ยอมรับ

        แต่องค์รัชทายาทเสด็จกลับจวนและไม่ได้เสด็จออกไปที่ใด

        หรือเป็นเพราะแผนการของเขาไม่ได้ผล องค์รัชทายาทจึงดูไม่ออกว่าซงซวี่สารภาพอะไรกับเขา หรือ…แท้จริงแล้วหรงหว่านซีอยู่ในจวนองค์รัชทายาท ดังนั้นหลังองค์รัชทายาทกลับจวนจึงไม่ได้ออกจากจวนไปจัดการอะไร

        ข้อสันนิษฐานแรกเป็นไปได้น้อยยิ่งนัก ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังรับรู้ถึงความสงสัยและการเสียดสีจากคำพูดของเขา กอปรกับเขาจงใจออกไปส่งซงซวี่ สร้างโอกาสที่จะได้อยู่เพียงลำพังสองคน องค์รัชทายาทจะต้องนึกสงสัยอย่างแน่นอน แต่เสด็จพี่ไม่ใช่ผู้ที่ฉลาดมากจนเกินไป ต่อให้ดูออกว่าเขาสงสัยและจงใจเหน็บแนม แต่ไม่มีทางดูออกว่าเขาจงใจวางแผนให้เขาตกหลุมพราง

        เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นข้อสันนิษฐานอย่างหลังแน่นอน

        “นางคงอยู่ในจวนองค์รัชทายาท หรือไม่ภายในจวนองค์รัชทายาทอาจมีทางลับที่สามารถทะลุไปยังสถานที่คุมขังหรงหว่านซี เพราะฉะนั้นหลังกลับจวนองค์รัชทายาทจึงไม่จำเป็นต้องออกมา” ภายในรถม้า เฉินอ๋องเอนกายพิงหมอนรองอย่างเกียจคร้านและหลับตารวบรวมสมาธิ ทว่าปากกลับเอ่ยเสียงเบากับตนเอง

        เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ในท้ายที่สุดก็คือ หรงหว่านซีถูกส่งตัวกลับมาอย่างเงียบเชียบ

        แต่ถ้าองค์รัชทายาทมั่นใจในการอำพรางของตนยิ่งนัก อาจจะใช้โอกาสนี้สร้างเรื่องวุ่นวาย คงไม่มีทางลอบทำอย่างลับๆ แต่จะต้องส่งตัวนางกลับมาอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อให้ผู้คนรู้ว่าหรงหว่านซีถูกคนลักพาตัวไปหนึ่งคืนแล้วค่อยถูกส่งตัวกลับมา

        แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหน จวนแม่ทัพจะต้องคอยจับตามองอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย ทางฝั่งจวนองค์รัชทายาทก็คงไม่มีทางหละหลวมเช่นกัน

        เฉินอ๋องนั่งรถม้ามาถึงจวนแม่ทัพและสั่งให้สารถีเอารถม้าเข้าไปไว้ในจวน ทว่าตนกลับเดินออกมาและรออยู่ข้างรูปปั้นหินขนาดใหญ่รูปสิงโตบริเวณหน้าประตูจวน

        แม่ทัพหรงประหลาดใจหลังได้ยินว่าเฉินอ๋องมาส่งรถม้าแต่กลับออกไปอีกแล้ว แต่เขาคิดว่าเรื่องนี้น่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเฉินอ๋อง เพราะไม่เช่นนั้นเขาจะมีใจมานั่งรถม้ามาส่งรถม้าหรือ? แต่เขากลับไม่รู้ว่ายามนี้เฉินอ๋องกำลังยืนพิงรูปปั้นหินรูปสิงโตอยู่หน้าจวนแม่ทัพราวกับเป็นเทพผู้พิทักษ์ประตู

        ในฤดูใบไม้ผลิ แสงอาทิตย์ยามคล้อยบ่ายสาดส่องลงมาแลดูเกียจคร้านไม่ต่างกัน เฉินอ๋องนั่งรอโดยการพิงรูปปั้นหินรูปสิงโต จนกระทั่งแสงอาทิตย์แผดเผาบนร่างเขาจนรู้สึกร้อน บุรุษผู้ชอบง่วงเหงาหาวนอนจึงลุกขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด

        ทว่าไม่ปรากฏสีหน้าลังเลแต่อย่างใด เขายังคงพิงรูปปั้นหินอย่างใจเย็นดังเดิม เพียงแต่เปลี่ยนท่าทางให้รู้สึกสบายขึ้นเท่านั้น

        เสด็จพี่ไม่ใช่คนที่ระงับสติอารมณ์ได้ดีนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผู้อื่นสืบสาวไปถึงตัวเขา เขาจะต้องรีบรามือโดยการส่งตัวหรงหว่านซีกลับมาเพื่อจบสิ้นเรื่องนี้ เพียงแต่เหตุใดถึงนานนัก…หรือว่า… เสด็จพี่คิดจะย่ำยีก่อนค่อยส่งกลับมา?

        เฉินอ๋องส่ายหน้า เขาคิดว่าแม้ภายนอกเสด็จพี่ดูเป็นคนเช่นนั้นจริง ทว่าความจริงแล้วไม่ใช่ผู้ที่จะทำเรื่องเช่นนี้

        เพราะเป็นผู้ที่มีสายเลือดของเชื้อพระวงศ์แคว้นเฟิงไหลเวียนอยู่ในร่างกายเช่นกัน ดังนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เฉินอ๋องสามารถยืนยัน นั่นก็คือ— องค์รัชทายาทเป็นผู้หยิ่งในศักดิ์ศรี

        ฉวยโอกาสขณะสตรีนางหนึ่งไม่ได้สติทำเรื่องเช่นนี้ แม้แต่บุรุษผู้มีสายเลือดของคนทั่วไปยังรู้สึกว่าน่ารังเกียจ

        เฉินอ๋องสามารถอดทนอดกลั้น และองค์รัชทายาทก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ

        หลังองค์รัชทายาทกลับถึงจวนของตนจึงรีบเข้าไปในทางลับตรงผนังฝั่งทิศตะวันตกของห้องบรรทมทันที ตลอดทางเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังสนามฝึก แต่ไม่ว่าอย่างไรสนามฝึกก็ตั้งอยู่เขตชานเมือง ต่อให้เร่งฝีเท้ามากเท่าใด ผนวกกับยังต้องออกคำสั่ง หากจะกินเวลากว่าหนึ่งชั่วยามย่อมเป็นเรื่องปกติ

        พระอาทิตย์เอียงไปฝั่งทิศตะวันตกเล็กน้อยและพ้นยามอู่* ทว่าหน้าประตูจวนแม่ทัพยังคงไร้ความเคลื่อนไหว จุยเฟิงที่เฝ้าอยู่ประตูด้านหลังจวนไม่มารายงานความเคลื่อนไหว เหลยถิงที่เฝ้าอยู่นอกจวนองค์รัชทายาทก็ไม่มารายงานความเคลื่อนไหวเช่นกัน

        เฉินอ๋องบิดเอวไล่ความเกียจคร้าน ทว่าเขายังสามารถอดกลั้น…

        ทันใดนั้นได้ยินเสียงคนใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินอยู่ด้านบนศีรษะ!

        เฉินอ๋องเงยหน้าขึ้นมอง พบเพียงชายชุดดำผู้หนึ่งใช้ผ้าปิดหน้ารูปร่างไม่สูงนักกำลังแบก…คน คนผู้หนึ่งที่ถูกห่อจนไม่ต่างจากบ๊ะจ่างขนาดใหญ่ มาได้เสียที

        ชายชุดดำเคลื่อนไหวได้ว่องไวและระมัดระวังตัวยิ่งนัก เขาดึงฟูกนอนที่ใช้ห่อกายหรงหว่านซีออก ตามด้วยโยนหรงหว่านซีลงบนพื้น

        หรงหว่านซีก็ช่างโชคร้ายเหลือเกิน ครั้นพึ่งจะล้มกระแทกบันไดหินอ่อนขั้นแรก หลังจากนั้นยังกลิ้งตกบันไดอีกสามขึ้นก่อนจะกระแทกลงบนพื้นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันผ้าห่มทำจากผ้าป่านได้คลายออก สตรีนางนี้จึงใช้ท้องฟ้าแทนผ้าห่ม ใช้ผืนดินแทนเตียงนอน และนอนราบอาบแสงอาทิตย์แผดเผาอยู่บนพื้นอย่างหลับสนิท…

        เฉินอ๋องเอนหลังพิงรูปปั้นหินรูปสิงโตหน้าประตูจวน เขามองสตรีนางนี้ที่ยังคงนอนหลับฝันหวานอย่างเอ้อระเหย นางสวมชุดนอนสีกลีบดอกบัว ผิวขาวราวหิมะ…และ…ดูไม่ออกมาก่อนว่ารูปร่างจะน่าชมยิ่งนัก

        หลังชื่นชมจนพอใจ เฉินอ๋องค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ข้างกายหรงหว่านซี จัดการอุ้มนางในท่าเจ้าสาวโดยไม่เอากระทั่งผ้าห่ม

        เขาเคาะประตูจวนแม่ทัพ “เปิดประตู”

        เขาไม่คิดจะตามชายชุดดำไป ทั้งยังไม่คิดจะไปยื้อแย่งเอาฟูกนอนทำจากผ้าไหมที่อาจเป็นหลักฐานมัดตัวองค์รัชทายาท เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ และเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย

        ชายชุดดำผู้นี้นำตัวหรงหว่านซีมาทิ้งไว้หน้าประตูจวนแม่ทัพอย่างเงียบเชียบ เขาเลือกที่จะไม่แบกหรงหว่านซีไปโอ้อวดกลางตลาดเพื่อเชิญชวนให้ผู้คนพบเห็น แสดงให้เห็นว่าองค์รัชทายาทไม่มีความมั่นใจมากพอ

        ครั้งนี้เสด็จพี่ถูกข่มขู่จนหวาดกลัวจริงๆ เสียแล้ว เพราะตีตนไปก่อนไข้ ไม่เช่นนั้นแล้วเดิมทีก็ควรจะชนะ

        เมื่อเห็นเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยพาคุณหนูของตนกลับมา เด็กรับใช้ที่อยู่ในลานพลันร้องตะโกนไปตลอดทาง “นายท่าน คุณหนูกลับมาแล้วขอรับ…”

        เด็กรับใช้ไปเก็บผ้าห่มจากหน้าประตูจวน จัดการเก็บกวาดหน้าประตูจวนแม้ทัพจนเกลี้ยงเกลา คล้ายเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        แม่ทัพหรงเป็นคนเก็บตัว เมื่อครั้งจะสร้างจวนจึงเลือกตรอกที่ไม่คึกคักจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นตรอกที่ห่างไกลจากผู้คน เนื่องจากรอบข้างมีผู้คนสัญจรไปมาน้อย เพราะการเก็บตัว ครั้งนี้จึงถือเป็นโชคดี เพราะขณะหรงหว่านซีถูกโยนกลับมาไว้ที่นี่ นอกจากเฉินอ๋องก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นเหตุการณ์

        หรงชิงได้ยินคนในจวนเข้ามารายงานจึงรีบออกมารับ ผลคือพบว่าเฉินอ๋องอุ้มบุตรสาวของตนกลับมา! การที่เฉินอ๋องอุ้มบุตรสาวเช่นนี้ดูจะไม่เหมาะสมนัก แต่เมื่อคิดว่าบุตรสาวของตนถูกยาสลบจุ้ยเมิ่งฉาง ยามนี้กำลังหลับใหลไม่รู้สึกตัว หากเฉินอ๋องจะอุ้มเข้ามาก็สมเหตุสมผลอยู่บ้าง

        นอกจากนั้นบนกายของหรงหว่านซียังมีอาภรณ์ของเฉินอ๋องคลุมเอาไว้ ย่อมดีกว่าผ้าห่มที่อยู่ในมือเด็กรับใช้ ถือว่าใช้ได้ไม่น้อย

        แท้จริงแล้วเฉินอ๋องไม่คิดว่าจะต้องใช้อาภรณ์คลุมกายให้หรงหว่านซี แต่หลังจากเด็กรับใช้ผู้นั้นร้องตะโกน ผู้คนในจวนที่ออกมาดูกลับพากันรีบหลบ คงไม่ดีนักหากจะให้สตรีนางนี้สวมเพียงชุดนอนยามอยู่ต่อหน้าข้ารับใช้ ด้วยเหตุนี้เขาถึงถอดเสื้อคลุมของตนมาห่อกายของนางอย่างแน่นหนา

*ยามอู่ เวลา 11.00 น. – 13.00 น. เป็นช่วงที่แสงสว่างเริ่มลดลง แต่ม้ายังคงวิ่งเป็นพันลี้ ม้าเป็นตัวแทนของความครึ้ม จึงเรียกเวลานี้ว่ายามมะเมียหรือม้า


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)