0 Views

        บุรุษสวมอาภรณ์สูงค่าสีม่วงอ่อนก้าวลงจากรถม้า มองเพียงหน้าตาถือว่าเป็นผู้ที่จัดอยู่ในประเภทได้คะแนนเต็ม ชูเซี่ยเคยนินทากับคุณหนูของตนมาก่อน ครั้นถกเถียงถึงเรื่องหน้าตา หากเฉินอ๋องถูกกล่าวขานว่ารูปงามเป็นอันดับที่สอง ภายในเมืองหลวงแห่งนี้คงไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นครองอันดับที่หนึ่ง ทว่าท่านอ๋องรูปงามจอมเจ้าชู้ผู้นี้กลับเป็นแขกประจำของหอนางโลม การดื่มสุราและหาความสุขใส่ตัวคืองานอดิเรกสำคัญของเขา เมื่อก่อความโกลาหลขึ้นมา ถ้าเทียบกับองค์รัชทายาทเกรงว่าคงจะชนะขาดลอย สารภาพตามตรงว่าคนผู้นี้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ยิ่งนักในเมืองหลวง

        เฟิงเป่ยเฉินลงจากรถม้า เอียงคอมองพิจารณาสตรีตรงหน้า ก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้นเขกศีรษะตนคล้ายกับถึงบางอ้อในฉับพลัน “อ้อ เปิ่นหวางจำได้แล้ว เจ้าคือบุตรีของแม่ทัพหรงไม่ใช่รึ?”

        “คือเฉินหนวี่เองเพคะ”

        “เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่? เจ้าสนิทกับองค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ?” ขณะเฉินอ๋องเอ่ยถามประโยคนี้ แววตาฉายแววหยามเหยียดอย่างเห็นได้ชัด

        หรงหว่านซีไม่กรุ่นโกรธแม้แต่นิดและแย้มยิ้มบาง “ไม่สนิทเพคะ เพียงแต่มีเรื่องจะขอร้ององค์รัชทายาทเพคะ”

        “อ้อ เช่นนี้เองรึ เจ้าจะเข้าไปพร้อมข้าเลยหรือไม่? ข้าก็มีเรื่องที่ต้องพบเขาพอดี?”

        “ไม่เป็นอะไรเพคะ ขอบพระทัยเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ย เฉินหนวี่รออยู่ตรงนี้ก็พอเพคะ”

        “ได้ ถ้าเช่นนั้นเปิ่นหวางเข้าไปก่อนก็แล้วกัน”

        เมื่อมองเฉินอ๋องเดินเข้าไปอย่างองอาจ ชูเซี่ยจึงอดเอ่ยเสียงเบาไม่ได้ “คุณหนูเจ้าคะ เฉินอ๋องผู้นี้ต้องจงใจแน่นอนเจ้าค่ะ ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ว่าเกิดเรื่องกับนายท่าน เขารู้ดีแต่ยังแสร้งถามเพราะอยากให้ท่านลำบากใจเจ้าค่ะ”

        “ไม่เป็นอะไร ไยต้องใส่ใจสายตาผู้คนรอบข้างเหล่านั้น” หรงหว่านซีไม่ใส่ใจเรื่องนี้สักนิด

        ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเห็นองค์รัชทายาทสวมฉลองพระองค์ลายพญางูเสด็จออกมาพร้อมเฉินอ๋อง คนทั้งสองแลดูอารมณ์ดีไม่น้อย ระหว่างเดินออกมายังสนทนากันไปพลาง

        หรงหว่านซีเห็นเช่นนั้นจึงรีบรุดเข้าไปและถอนสายบัวทำความเคารพ “ไท่จื่อ[1] เตี้ยนเซี่ยเพคะ เฉินหนวี่หรงหว่านซี…?”

        เป็นไปตามคาด นางยังกล่าวไม่ทันจบก็เห็นองค์รัชทายาทโบกพระหัตถ์อย่างรำคาญพระทัย “เปิ่นกงจะออกไปข้างนอก หากมีเรื่องอะไรก็รอกลับมาเสียก่อนค่อยว่ากัน”

        ขณะตรัส ตั้งแต่ต้นจนจบมิทอดพระเนตรหรงหว่านซีสักนิด

        ครั้นตรัสจบ องค์รัชทายาทจึงเสด็จขึ้นประทับบนรถม้าเป็นผู้แรก ทว่าเฉินอ๋องกลับชะงักฝีเท้าและหันกลับมาเอ่ยหยอกเย้าทั้งรอยยิ้ม “พวกเราจะไปดื่มสุราที่เรือนซูหนวี่ฟาง[2] หากเจ้ามีเรื่องเร่งด่วนนัก จะไปกับพวกเราหรือไม่?”

        ชูเซี่ยคิดว่าคุณหนูจะต้องตอบปฏิเสธวาจาเหลวไหลเช่นนี้ของเฉินอ๋อง แต่จะไปรู้ได้อย่างไรว่าคุณหนูกลับกล่าวเพียงหนึ่งคำ คือคำว่าดี

        ไม่ผิด หรงหว่านซีพูดคำว่าดีออกไป แม้แต่เฉินอ๋องยังตกตะลึง…

        มีคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้ใดจะกล้าไปหอนางโลมที่เป็นสถานที่เช่นนั้นกับบุรุษสองคนเช่นพวกเขา? หากถูกกล่าวขานออกไป นางยังจะอยากรักษาชื่อเสียงไว้อยู่หรือไม่?

        เมื่อเห็นสีหน้าเหลือเชื่อของเฉินอ๋อง หว่านซีจึงยกยิ้มบาง “วาจาของเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยมีค่าดังทองพันชั่ง เมื่อตรัสออกมาแล้วย่อมต้องทำได้ ใช่หรือไม่เพคะ?”

        “เอ่อ… หากเจ้าอยากมา เปิ่นหวางก็ยินดี”

        “คุณหนู…?” ชูเซี่ยรีบรุดเข้ามาข้างหน้าคล้ายอยากจะเอ่ยบางสิ่ง

        “ชูเซี่ย เจ้ากลับไปรอข่าวคราวของข้าที่จวนเสียก่อน ข้าไม่เป็นอะไร” หลังทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ หรงหว่านซีจึงขึ้นรถม้าไปกับเฉินอ๋อง

        ครั้นองค์รัชทายาทเฟิงเป่ยหลินเห็นหรงหว่านซีจึงรู้สึกไม่ดีนัก เผยสีหน้าไม่อยากเชื่อราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น…

        “เหตุใดเจ้าถึงพานางมาด้วย?”

        “ข้าเห็นคุณหนูหรงยืนรออยู่หน้าประตูอย่างเดียวดาย จึงถามว่านางจะไปเรือนซูหนวี่ฟางด้วยกันหรือไม่ หลังจากนั้นนางก็ตามมาเสียแล้ว” เฟิงเป่ยเฉินแบมือทั้งสองข้างเพื่อสื่อว่าตนจนปัญญายิ่งนัก แค่พูดหยอกล้อเพียงประโยคเดียว ผู้ใดจะรู้ว่าคุณหนูหรงกลับคิดจริง

        โชคดีที่ภายในรถม้ากว้างขวาง เมื่อคนทั้งสามนั่งอยู่ด้วยกันจึงไม่เบียดเสียด

        เฉินอ๋องพอจะรู้มารยาทอยู่บ้าง เขานั่งลงข้างองค์รัชทายาท และให้หรงหว่านซีนั่งอีกฝั่งเพียงลำพัง

        ดวงตาทั้งหกของคนทั้งสามสบตากัน บรรยากาศพลันน่าอึดอัดจนไม่อาจบรรยาย…

        ดวงพระเนตรขององค์รัชทายาทกำลังทอดพระเนตรใบหน้าของหรงหว่านซี พระองค์ทรงจดจ้องใบหน้าของนางตามพระทัยตน

        ใบหน้านี้ช่างงามล่มเมืองไม่ผิด ทว่าสิ่งที่ดึงดูดเขาอย่างแท้จริงกลับเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของหรงหว่านซี

        “ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยเพคะ เฉินหนวี่มาในวันนี้เพราะอยาก…?” แม้หรงหว่านซีจะไม่คุ้นชินกับการถูกจดจ้องเช่นนี้ แต่ก็อดกลั้นเอาไว้เพราะในใจอยากช่วยบิดา นางพะว้าพะวังอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถึงเจตจำนงชัดเจน

        แต่ผู้ใดจะรู้ว่าทันทีที่เอ่ยปากออกไปกลับถูกองค์รัชทายาทตรัสปฏิเสธ…

        “ตอนนี้เปิ่นกงไม่มีอารมณ์จะพูดคุยเรื่องอะไรทั้งนั้น”

        หรงหว่านซีนิ่งเงียบอีกครั้ง…

        แท้จริงแล้วองค์รัชทายาทต้องการแก้แค้นนาง ถึงได้กลั่นแกล้งสารพัดอย่างเพื่อให้นางต้องลำบากใจ

        หลังจากนั้นคนทั้งสามไม่ปริปากเอ่ยวาจา เฉินอ๋องไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด เขาเอนกายพิงรถม้าและปิดเปลือกตางีบหลับครู่หนึ่ง

        ทางด้านองค์รัชทายาทไม่จดจ้องหรงหว่านซีและหันไปมองนอกรถม้า โดยไม่รู้ว่าภายในใจกำลังนึกคิดสิ่งใด

        ผ่านไปไม่นานนักจึงมาถึงเรือนซูหนวี่ฟาง องค์รัชทายาทลงจากรถม้าเป็นผู้แรก

        ครั้นเฉินอ๋องลงจากรถม้าจึงเอ่ยอย่างลังเลว่า “แม่นางหรง ที่นี่คือหอนางโลม หรือไม่เจ้าก็ไม่ต้องเข้าไป?”

        “ไม่เป็นอะไรเพคะ ตลอดหลายปีมานี้ข้าไม่ได้ออกข้างนอก และไม่สนใจต่อคำครหาของผู้คน ผู้อื่นอยากจะเอ่ยสิ่งใดจงเอ่ยไป ข้าเพียงแต่อยากพูดคุยกับองค์รัชทายาท เพื่อทำให้เรื่องกระจ่างแจ้งและช่วยบิดาของข้าออกมาเท่านั้น”

        เมื่อเห็นนางดื้อรั้นเช่นนี้ เฉินอ๋องจึงไม่กล่าวสิ่งใด หันหลังเดินเข้าไปในเรือนซูหนวี่ฟาง โดยมีหรงหว่านซีเดินตามอยู่ข้างหลังอย่างเงียบเชียบ

        ผู้คนในเมืองหลวงไม่มีเคยพบหน้าหญิงผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งตามคำเล่าลือ จึงคิดว่านางเป็นเพียงหญิงงามผู้รู้ใจของเฉินอ๋องหรือองค์รัชทายาท

        กระทั่งเถ้าแก่ของเรือนซูหนวี่ฟางนามหลานอี๋ยังเอ่ยหยอกเย้าทั้งรอยยิ้ม “เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยเพคะ คาดไม่ถึงว่าไม่พบหน้ากันเพียงไม่กี่วันจะยิ่งเปี่ยมเสน่ห์จนมีหญิงงามผู้รู้ใจที่งามเลิศถึงเพียงนี้”

        สถานที่เช่นนี้ หากจะเอ่ยหยอกเย้ากันบ้างย่อมมิใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก เฉินอ๋องเพียงแต่ยกยิ้มบาง ไม่บอกปัดและไม่อธิบายแต่อย่างใด

        หรงหว่านซีมิได้ถือสาหาความและทำเป็นไม่ได้ยิน ในเมื่อเตรียมใจจะมาช่วยบิดา นางก็รู้แล้วว่าตนจะต้องพานพบเหตุการณ์เช่นไร นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าองค์รัชทายาทจะต้องไม่ยอมรามือเป็นแน่

        ภายในห้องรับรองขนาดใหญ่ชั้นบนสุดของเรือนซูหนวี่ฟาง

        มีนางระบำจำนวนสิบกว่านาง บรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก เห็นทีองค์รัชทายาทกับเฉินอ๋องคงจะเป็นแขกประจำ ถึงได้ดูสนิทสนมกับแม่นางเหล่านี้ยิ่งนัก

        หลังจากนางระบำผู้หนึ่งขับขานท่วงทำนองเพลงพื้นเมืองของเมืองเจียงหนาน[3]

        องค์รัชทายาททรงโอบกอดนางระบำไว้แนบพระอุระด้วยท่าทางเกษมสำราญอย่างเห็นได้ชัด ครั้นน้ำจัณฑ์หลายต่อหลายจอกตกถึงพระอุทรจึงเริ่มมีอารมณ์เล็กน้อย เขาหรี่ดวงตามองหรงหว่านซีครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดกระดิกนิ้วเรียก “เจ้า— มารินสุราให้เปิ่นกง”

        เมืองเจียงหนานคือเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียงหรือแม่น้ำแยงซีเกียง

        เฉินอ๋องกำจอกสุราและหันหน้าไปมองหรงหว่านซีครู่หนึ่ง พบว่านางยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า

        เขานึกสนใจใคร่รู้ไม่น้อย ท้ายที่สุดสตรีวิเศษผู้นี้จะมีปฏิกิริยาเช่นไร ยามต้องเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งขององค์รัชทายาท?

        ทว่าเขากลับเห็นเพียงหรงหว่านซีในชุดกระโปรงสีขาวเอื้อมมือไปหยิบกาสุราและรินจนเต็มจอก จากนั้นค่อยๆ เยื้องย่างเข้าหาองค์รัชทายาท

        สายพระเนตรขององค์รัชทายาทฉายแววหยามเหยียด…

        หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่องเพียบพร้อมอะไรกัน สตรีวิเศษเลิศเลออะไรกัน หญิงงามผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งงั้นรึ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็นเพียงสิ่งจอมปลอมทั้งนั้น เขาเอ่ยเพียงประโยคเดียว นางก็ยอมเข้ามาประจบสอพลออย่างว่าง่ายเสียแล้ว?

        นางก็ไม่ได้ต่างจากหญิงร้องรำทำเพลงเหล่านี้สักนิดมิใช่หรือ?

        ท่าทางเย้ยหยันขององค์รัชทายาท หรงหว่านซีล้วนประจักษ์แก่สายตา นางคลี่ยิ้มขณะส่งจอกสุราและเอ่ยด้วยน้ำเสียงตรึงใจ “เตี้ยนเซี่ยโปรดดื่มเพคะ”

        ขณะองค์รัชทายาทเอื้อมพระหัตถ์ไปรับ ภายในชั่วพริบตา หรงหว่านซีกลับปล่อยมืออย่างกะทันหัน สุราทั้งจอกจึงหกรดลงบนฉลองพระองค์ขององค์รัชทายาท…

        “หรงหว่านซี ช่างขวัญกล้านัก เจ้ารนหาที่ตายงั้นรึ?” องค์รัชทายาทพิโรธเป็นอย่างยิ่ง

        ทันใดนั้นผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์ต่างพากันตื่นตกใจจนใบหน้าถอดสี…

        เฉินอ๋องรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง สายตาที่ใช้มองหรงหว่านซีเริ่มแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

[1]ไท่จื่อคือองค์รัชทายาท

[2]เรือนซูหนวี่ฟางแปลว่าเรือนของบรรดาหญิงงาม

[3]เมืองเจียงหนานคือเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียงหรือแม่น้ำแยงซีเกียง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)