0 Views

        คิดไว้ว่าหากสามารถทำ ‘จุ้ยเมิ่งฉาง’ ย่อมถือเป็นการดี ภายหน้ายังสามารถใช้การได้ แต่หากทำไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทิ้งจดหมายไว้ให้หรงชิง ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสิ่งนี้

        คาดไม่ถึงว่าซงซวี่กลับเอ่ยอย่างมีลับลมคมในว่า “ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ย ขอไม่ปิดบังท่าน ข้าก็มี ‘จุ้ยเมิ่งฉาง’ ที่ทำเสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ ความจริงแล้วของชิ้นนี้ไม่ใช่ของที่พวกคนกักขฬะชั้นต่ำนั่นทำขึ้นมา แต่ได้มาจากชายชราที่ท่องเที่ยวแคว้นเหลยแล้วซื้อไว้ใช้เป็นจำนวนมากพ่ะย่ะค่ะ ถือว่าบังเอิญไม่น้อย วันนั้นพวกเขาทำการซื้อขายครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงนำของสิ่งนี้มาด้วยเป็นจำนวนไม่น้อย ข้าจึงรับไว้ทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”

        แน่นอนว่าองค์รัชทายาทย่อมต้องดีพระทัย “อ้อ? จะแบ่งให้เปิ่นกงจำนวนหนึ่งได้หรือไม่?”

        “ย่อมได้พ่ะย่ะค่ะ เตี้ยนเซี่ยโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปเอามาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” ซงซวี่เอ่ย

        ไม่นานนัก ซงซวี่ถือขวดลายครามขนาดเล็กเท่ากับกำปั้นของบุรุษด้วยมือทั้งสองข้างและยกมือขึ้น “ถวายทั้งหมดแด่ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ”

        “ไอหยา ข้าไม่ใช้มากถึงเพียงนี้” องค์รัชทายาทตรัส “เปิ่นกงแค่รู้สึกแปลกใหม่ ใช้กระดาษห่อกลับจวนจำนวนหนึ่งเป็นพอ”

        “หากเก็บไว้กับข้าน้อยก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรพ่ะย่ะค่ะ ภายในจวนโหวไม่มีท่านหมอผู้มีชื่อเสียงที่เข้าใจเรื่องสมุนไพร ไม่อาจศึกษาวิธีการใช้ประโยชน์พ่ะย่ะค่ะ” ซงซวี่กล่าว

        องค์รัชทายาทแย้มสรวล “ก็ดี ขอบน้ำใจคุณชายเป็นอย่างยิ่ง เปิ่นกงจะมอบให้กับหมอในจวน อาจจะประโยชน์ไม่น้อย”

        แท้จริงแล้วจุ้ยเมิ่งฉางที่อยู่ในมือซงซวี่ไม่ได้มีเพียงแค่ขวดเดียว แต่แน่นอนว่าเขาไม่มีทางให้องค์รัชทายาทรู้เรื่องนี้

        ครั้นสนทนาเรื่อยเปื่อยอีกครู่หนึ่ง องค์รัชทายาทอยากวางแผนเรื่องนี้จึงไม่มัวชักช้าและลุกขึ้นขอตัวกลับจวนองค์รัชทายาท ผนังห้องทางทิศตะวันตกภายในห้องบรรทมขององค์รัชทายาทคือประตูลับ หน้าประตูลับมีตู้สูงห้าฉื่อตั้งประดับตกแต่งภายในห้อง บริเวณชั้นสี่ระหว่างแถวที่สี่และแถวที่ห้าของตู้มีกลไกเชื่อมโยงกับกระบี่ล้ำค่าบนผนังที่ถูกดันจนประตูลับค่อยๆ เปิดออก

        องค์รัชทายาทดันตู้ออกห่างเพื่อให้มีขนาดสำหรับคนหนึ่งคน เขาเดินเข้าไปในประตูลับและดันตู้กลับตำแหน่งเดิมเพื่อเป็นการปิดกลไก ภายในห้องบรรทมขององค์รัชทายาทเงียบสนิท ไม่มีความผิดปกติใดๆ

        ประตูลับบานนี้เชื่อมต่อกับทางลับสายยาวเส้นหนึ่ง สามารถทะลุไปถึงด้านล่างภูเขาปลอมในหมู่บ้านแถบชานเมือง ด้านล่างภูเขาปลอมคือสนามฝึกใต้ดินที่มีไว้สำหรับฝึกองครักษ์เงา ทุกๆ ปีจะมีเพียงหนึ่งคนที่สามารถรอดชีวิตออกมาจากที่แห่งนี้ ผู้ที่สามารถรู้ว่าด้านบนภูเขาปลอมคือที่ใด ย่อมกลายเป็นองครักษ์เงาที่ฟังคำสั่งโดยตรงจากเขาเท่านั้นตั้งแต่บัดนี้

        องค์รัชทายาทสวมหน้ากากที่แขวนไว้ตรงประตูบานที่สองและเข้าไปข้างใน

        “นายท่าน” เมื่อสตรีสวมอาภรณ์สีดำทะมัดทะแมงเห็นประตูถูกเปิดออกจึงรีบเข้ามาเอ่ยอย่างนอบน้อม

        องค์รัชทายาทยกพระหัตถ์ขึ้นข้างหนึ่งและใช้พระสุรเสียงทุ้มต่ำตรัสว่า “ไม่ต้อง”

        เขากวักมือเพื่อบอกให้นางตามไปยังนอกภูเขาปลอม

        องครักษ์เงาก่อตั้งมาเป็นเวลาสามปี จือซิงคือองครักษ์เงาคนแรกที่สามารถเดินออกมาจากที่แห่งนี้ ตอนนี้นางเป็นผู้ฝึกฝนว่าที่องครักษ์เงาที่ถูกคัดเลือกมาใหม่จำนวนเหล่านี้

        เมื่อออกจากภูเขาปลอม เดินอ้อมไปทางด้านหลังภูเขา เมื่อมาถึงป่าไม้เขียวชอุ่มมีเรือนงามหลังหนึ่ง องค์รัชทายาทสร้างเรือนหลังนี้ขึ้นมา เบื้องหน้าเอาไว้สำหรับศึกษาตำราอย่างเงียบสงบ ทว่าเบื้องหลังกลับเป็นสถานที่ใช้สั่งการองครักษ์เงา

        “เจ้าลงเลือกมาสามคน” หลังเข้ามาข้างในห้อง องค์รัชทายาทหันพระขนองให้จือซิงและตรัสด้วยพระสุรเสียงทุ้มต่ำ “วรยุทธ์ไม่จำเป็นต้องเก่งกาจมากนัก แต่จะต้องกำยำล่ำสันแลดูคล้ายคนแคว้นเหลย ผงยาจำนวนนี้ของข้า เจ้าจงเอาไปให้พวกเขา”

        องค์รัชทายาทไม่ได้มอบผงยาให้กับจือซิงโดยตรง กลับวางห่อยาขนาดเล็กนี้ลงบนโต๊ะด้านหน้า

        “ยังมีอีกเรื่อง เจ้าเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ต้องเขียนให้บิดเบี้ยวน่าเกลียดเช่นตัวหนังสือของคนป่าเถื่อนที่พึ่งหัดเขียนหนังสือ…”

        ขณะองค์รัชทายาทออกคำสั่ง จือซิงตั้งใจฟังอย่างละเอียดโดยไม่กล้าสะเพร่าแม้แต่นาทีเดียว

        “คนทั้งสามคนนี้… หลังกลับมาจงกำจัดเสีย” องค์รัชทายาทตรัส

        “เพคะ” จือซิงขานรับ

        องค์รัชทายาทโบกพระหัตถ์ “ไปเตรียมการเถิด อีกสามวันให้หลังจงลงมือในคืนวันที่ห้าเดือนห้า และหลังจากนี้อีกสามวันกลับมารายงานข้าที่นี่ในยามจื่อ*

        หากลงมือเร็วเกินไปก็เป็นปัญหาเช่นกัน เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือการลงมือก่อนใกล้ถึงวันแต่งงาน หลังจากนั้นหนึ่งวันหรือหนึ่งคืนก่อนวันแต่งงานค่อยโยนนางกลับไปอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อแสดงให้เห็นว่า ‘เพลิดเพลินจนสมใจแล้ว’

        เวลาสั้นๆ เพียงสองวัน เขาเชื่อว่าแม้ตระกูลหรงกับเจ้าสามจะเก่งกาจมากเพียงใดก็ไม่มีทางหาตัวหรงหว่านซีพบ…

        หรงหว่านซี เมื่อเจ้าไร้เกียรติและกลายเป็นหญิงที่ถูกทอดทิ้ง หากเจ้าไม่อ้อนวอนให้เปิ่นกงครอบครองเจ้า นั่นถึงจะเป็นเรื่องแปลก…

        สองวันมานี้ขุนนางสื่อราชสำนักแซ่หงแวะเวียนมายังจวนเพื่อหารือเรื่องพิธีมงคลกับท่านพ่ออยู่บ่อยครั้ง ภายในจวนก็ตระเตรียมทุกสิ่งอย่างจนพร้อมหมดแล้ว ชั่วพริบตาเดียววันเวลาได้เดินมาถึงวันที่ห้าเดือนห้า ชุดแต่งงานที่ช่างปักผ้าในจวนเร่งรีบลงมือถูกส่งมาตั้งแต่เช้าตรู่

        หรงหว่านซีสวมแล้วรู้สึกพอดีตัวยิ่งนัก แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าพึงพอใจเสียทั้งหมด

        “คุณหนูสวมแล้วงามจริงๆ เจ้าค่ะ” ข้ารับใช้มีอายุนามจ้าวเซิ่นเอ๋อร์เอ่ย

        “หลายวันมานี้ทุกคนต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะเร่งตัดชุดแต่งงานเสียแล้ว…” หรงหว่านซีเอ่ย พลางส่งสัญญาณบอกให้ชูเซี่ยมอบรางวัล “พวกเจ้าจะเอาไปหาของอร่อยกินก็ได้ ถือเป็นการหาความสุขสักหน่อย ไม่ต้องปฏิเสธ”

        จ้าวเซิ่นเอ๋อร์เห็นหรงหว่านซีตั้งใจให้รางวัลเช่นนี้ จึงคิดว่านางพึงพอใจชุดแต่งงานไม่น้อย หลังกล่าวขอบคุณจึงถอยออกไปอย่างมีความสุข

        “คุณหนู หนูปี้ดูแล้วชุดแต่งงานนี้ยังไม่งามเท่าใดเลยเจ้าค่ะ แลดูล้าหลังไปสักหน่อย ไม่ต่างจากชุดที่คุณหนูตระกูลมั่งคั่งทั่วไปสวมใส่สักนิด ช่วยขับความสง่าและใบหน้าอันงดงามของคุณหนูได้เสียเมื่อใดกัน?”

        “ภายในระยะเวลาสั้นๆ สามารถทำได้ประณีตถึงเพียงนี้ก็ดีมากแล้ว สวมใส่แค่เพียงวันเดียว จะงามหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ” หรงหว่านซีเอ่ยเสียงเรียบ “เอาไปเก็บเถิด”

        “เดิมทีคุณหนูควรจะได้สวมชุดแต่งงานตัวงามที่คุณหนูเย็บเอง…” ชูเซี่ยยังกล่าวไม่ทันจบก็หุบปากฉับทันที

        กลับทำให้หรงหว่านซีเกิดความคิดหนึ่ง นางเดินตามชูเซี่ยไปยังตู้ใบนั้นและเอาชุดแต่งงานที่พึ่งเย็บได้ครึ่งตัวออกมา

        ผ้าไหมสีแดงละลานตา ปักด้ายสีทองเป็นมงคล…

        นี่คือชุดที่นางเย็บปักด้วยตนเองและรอสวมใส่ยามออกเรือนกับพี่หลิง ทว่าตอนนี้กลับไม่อาจสวมใส่เสียแล้ว

        “คุณหนู…” ชูเซี่ยก้มหน้า รู้ว่าตนพลั้งปากพูดออกไป “หนูปี้ปากมากไปแล้วเจ้าค่ะ…”

        “ไม่ใช่ความผิดเจ้า” หรงหว่านซีเอ่ย “ชุดแต่งงานชุดนี้จงหาอาภรณ์ตัวอื่นมาปกปิดไว้ วันหน้าพวกเราจะไม่อยู่ในจวนอีกนาน อย่าให้มันถูกฝุ่นเกาะ”

        “เจ้าค่ะ” ชูเซี่ยขานรับ

        แต่…เก็บไว้แล้วจะมีประโยชน์อะไร? จดหมายเหล่านั้นก็เช่นกัน มีแต่จะเพิ่มความโศกเศร้ายามได้เห็น คุณหนูรักมั่นต่อหลิงอ๋องเตี้ยนเซี่ยยิ่งนัก หากพยายามรักษาความสัมพันธ์เอาไว้เช่นนี้ กลับจะยิ่งทำให้นางไม่อาจก้าวผ่านไปได้…

        ครั้นพึ่งจะเก็บชุดแต่งงานเสร็จ ทันใดนั้นได้ยินเสียงเด็กรับใช้เข้ามาเรียนว่า “คุณหนูเจ้าคะ จวนเฉินอ๋องส่งคนมาเจ้าค่ะ”

        หรงหว่านซีออกไปต้อนรับ เพราะไม่รู้ว่าเฉินอ๋องส่งคนมาด้วยเรื่องอะไร

        ผู้ที่มาคือหญิงรับใช้สามนาง ผู้ที่ยืนอยู่ข้างหน้าคล้ายจะเป็นผู้ดูแลสั่งการ อีกสองนางที่เหลือในมือถือถาดสีทองสองใบ

        “หนูปี้นามอวิ๋นฉางคำนับคุณหนูเจ้าค่ะ…” หญิงรับใช้ผู้เป็นหัวหน้าเอ่ย

        หรงหว่านซีมองดวงหน้าเรียวเล็กรูปไข่ช่างน่าเอ็นดูและใบหน้าสวยพริ้มเพราของนาง เมื่อเห็นนางวางตัวอย่างเหมาะสม จึงรู้ได้ทันทีว่านางคือหัวหน้าหญิงรับใช้ผู้ดูแลงานของเฉินอ๋อง เอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “เชิญกูเหนียงเข้ามาพูดคุยกันข้างในเถิด”

*ยามจื่อ : เวลา 23.00 – 24.59 น.


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)