0 Views

        ประการแรก จะไปหาศัตรูชาวแคว้นเหลยของหรงชิงมาจากที่ใด? ต่อให้หาพบแล้ว ต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถเร่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นเฟิงเพื่อลงมือตามแผนการ? เกรงว่าหากส่งคนจากเมืองหลวงไปตามหาถึงแคว้นเหลยก็คงต้องใช้เวลาหกวันแล้วกระมัง?

        ยังมีอีก หากมีคนสารภาพว่าเขาเป็นคนสั่งการเรื่องนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของเสด็จพ่อและไทเฮา เขายังจะมีโอกาสแก้ตัวหรือไม่?

        นอกจากนั้นแม้ตอนนี้หรงชิงจะพำนักอยู่ในเมืองหลวง ทว่าความสามารถในการรบราฆ่าฟันศัตรูคงไม่ลดน้อยลง ถึงตอนนี้การป้องกันของจวนแม่ทัพจะไม่เข้มงวดนัก ล้วนมีแต่ข้ารับใช้ในเรือนที่ไร้ความสามารถ แต่แค่แม่ทัพหรงเพียงผู้เดียวก็สามารถจัดการโจรกระจอกเหล่านั้นได้แน่นอน

        ปัญหาแรก… สามารถแก้ไข ไม่จำเป็นต้องไปหาคนมาจากแคว้นเหลย จะเอาจริงเอาจริงถึงขนาดนั้นไปทำไมกัน? ให้คนจำนวนหนึ่งแต่งกายเป็นคนของแคว้นเหลยก็เพียงพอแล้ว ทว่าจะต้องปลอมตัวให้เหมือนทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้ผู้คนรู้ได้ทันทีที่เห็นว่านี่คือคนแคว้นเหลย ห้ามไม่ให้มีพิรุธแม้แต่น้อย

        ปัญหาที่สอง… แท้จริงแล้วก็แก้ไขได้ง่ายดายเช่นกัน ขอเพียงหาสิ่งที่สามารถสั่งการคนผู้นั้นให้ลงมือ ให้พวกเขายอมตายแต่ไม่กล้าสารภาพออกมาก็เป็นพอ แท้จริงแล้วเรื่องนี้สามารถมอบหมายให้เป็นหน้าที่ขององครักษ์เงา องครักษ์เงาเหล่านี้ กระทั่งหมู่โฮ่วกับท่านตาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน จะนับประสาอะไรกับไทเฮาหรือเสด็จพ่อ? และหากไทเฮากับเสด็จพ่อทรงทอดพระเนตรเห็นพวกเขาก็ไม่มีทางรู้ว่าเป็นคนของเขาอย่างแน่นอน

        ส่วนปัญหาที่สาม… แท้จริงแล้วช่างง่ายดายยิ่งนัก ขอเพียงกระทำด้วยความระมัดระวังสักหน่อยและไม่ให้แม่ทัพหรงรู้ตัวก็พอ จวนแม่ทัพมีอาณาเขตกว้างขวางไม่น้อย หากขณะหรงหว่านซีถูกลักพาตัวไม่ส่งเสียงร้อง จะสามารถทำให้ผู้ใดตกใจกัน? จะมีผู้ใดออกมาขัดขวางงั้นหรือ?

        เมื่อเห็นองค์รัชทายาทเผยสีพระพักตร์ยินดี ฉินอิ่งเยว่จึงรู้ว่าองค์รัชทายาทไม่เพียงแต่ยอมรับแผนการของนาง แต่ยังคิดหาวิธีการลงมือเรียบร้อยแล้ว ทว่านางกลับยังแสร้งถาม “เตี้ยนเซี่ย… ความคิดของหม่อมฉันเป็นอย่างไรบ้างเพคะ? หากแผนการนี้ไม่ดีขอเตี้ยนเซี่ยอย่าทรงตำหนิหม่อมฉัน โปรดทรงอภัยที่หม่อมฉันโง่เขลาด้วยเถิดเพคะ”

        “หือ เปิ่นกงจะตำหนิเจ้าได้อย่างไรกัน? เจ้าตั้งใจช่วยเปิ่นกงคิดแผนการเยี่ยงนี้ เปิ่นกงนึกเอ็นดูเจ้ายังช้าไปเสียด้วยซ้ำ” องค์รัชทายาทตรัส

        ขณะกล่าวตบลงบนบ่านางอย่างเบามือ “เจ้าจงว่านอนสอนง่าย เปิ่นกงจะไปจัดการเรื่องนี้”

        “หม่อมฉันส่งเสด็จเตี้ยนเซี่ยเพคะ… เตี้ยนเซี่ย คืนนี้…ท่าน…จะยังเสด็จมาหรือไม่เพคะ?” ฉินอิ่งเยว่เอ่ยถามอย่างขัดเขิน

        “วันนี้ไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจัดการเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าพักผ่อนไปก่อนเถิด ไม่จำเป็นต้องรอเปิ่นกง” องค์รัชทายาทตรัส

        “เพคะ… เตี้ยนเซี่ยทรงอย่าได้เหน็ดเหนื่อยจนดึกดื่นนักนะเพคะ โปรดรักษาสุขภาพไว้เป็นหลัก” น้ำเสียงและสีหน้าของฉินอิ่งเยว่แลดูผิดหวังยิ่งนัก

        แต่หลังจากองค์รัชทายาทเสด็จออกจากเรือน ฉินอิ่งเยว่ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น บนใบหน้าไร้ซึ่งความผิดหวังแม้เพียงเศษเสี้ยว

        หลังออกจากจวนองค์รัชทายาท องค์รัชทายาทจึงมุ่งหน้าไปยังจวนฉางเล่อโหว[1]

        แต่ไม่เสด็จเข้าไปทางประตูหน้า กลับเสด็จเข้าไปทางประตูหลังจวน จากนั้นตรงไปยังเรือนพำนักของท่านโหวน้อยซงซวี่ผู้เป็นรัฐทายาท[2] ของจวนฉางเล่อโหว หากเข้ามาทางประตูหลักคนทั้งจวนจะต้องออกมาต้อนรับ เขาไม่อยากทำให้เป็นเรื่องเอิกเกริกถึงเพียงนั้น เพราะหากภายหลังมีคนนึกขึ้นได้จะไม่เป็นการดี

        รัฐทายาทของฉางเล่อโหวผู้นี้ แม้จะอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี ปีนี้พึ่งจะอายุยี่สิบ ทว่าพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ติดตามหรงชิงและหลิงอ๋องไปอารักษ์ชายแดนเป็นเวลาสองปี นับถือหรงชิงเป็น ‘อาจารย์’ มาโดยตลอด เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหรงชิงมากที่สุด เขาเดินทางกลับราชสำนักในเวลาเดียวกันกับหรงชิง หลังกลับมายังราชสำนัก หรงชิงมักเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในจวน ทำให้ห่างเหินกันเล็กน้อย

        ทว่ามีความชอบที่ถูกคอกับเขาจึงไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ทั้งยังเคยโน้มน้าวหรงชิงเพราะอยากให้หรงชิงยอมรับการหมั้นหมาย ทว่าตาแก่หรงชิงกลับไม่ยอมรับฟัง

        ซงซวี่สูงเจ็ดฉื่อ[3] มีบุคลิกคล้ายกับบัณฑิตรูปงามยิ่งนัก ความสามารถทางด้านวรรณกรรมไม่เลว นอกจากนั้นยังชอบร่ำเรียนกระบวนท่าวิชากระบี่ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ชอบพอของสตรีในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อย

        พบซงซวี่กำลังฝึกกระบี่อยู่ใต้ต้นหลิวภายในลาน ตวัดกระบี่จนใบต้นหลิวปลิวละล่อง องค์รัชทายาทแย้มสรวลพลางปรบพระหัตถ์ “ดี! ดีมาก! วิชากระบี่ของคุณชายช่างล้ำเลิศจริงๆ!”

        เมื่อได้ยินเสียงขององค์รัชทายาท ซงซวี่รีบโยนกระบี่ในมือทิ้ง วิ่งตามทางมายังหน้าประตูแล้วค้อมคำนับ “ไม่ทราบว่าองค์รัชทายาทเสด็จมา จึงเสียมารยาทที่ไม่ได้รับเสด็จ… ข้ารับใช้ของข้าน้อยมัวทำอะไรอยู่ ไม่รู้จักมาเรียนให้ทราบสักนิด! เป็นเหตุให้หมางเมินต่อไท่จื่อเตี้ยนเซี่ย อีกประเดี๋ยวข้าน้อยจะลงโทษพวกเขาให้หนักพ่ะย่ะค่ะ!”

        “ไอหยา คุณชายไม่จำเป็นต้องมากพิธี” องค์รัชทายาทตรัส “เปิ่นกงไม่ให้พวกเขามาบอกเจ้าเอง คุณชายรีบลุกขึ้นเถิด”

        ซงซวี่ลุกขึ้น “ในเมื่อเป็นพระประสงค์ของไท่จื่อเตี้ยนเซี่ย ข้าน้อยก็จะปล่อยพวกเขาไป เตี้ยนเซี่ยทรงมีพระเมตตายิ่งนัก ข้าน้อยละอายใจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”

        องค์รัชทายาทแย้มสรวลและทอดพระเนตรมองผู้คนรอบข้าง ซงซวี่เห็นเช่นนี้จึงเข้าใจในทันที เขารีบไล่ข้ารับใช้ที่ถือถาดน้ำชาและถาดผลไม้ออกไปจนหมด

        ภายในลานเงียบสงบ ซงซวี่จึงเชิญองค์รัชทายาทเข้าไปในห้อง

        องค์รัชทายาทรู้เรื่องนี้ไม่อาจปกปิด หากมัวแต่ปกปิดจนพูดจาเยิ่นเย้อวกไปวนมาคงไม่ได้ฟังเรื่องที่มีประโยชน์อะไร ด้วยเหตุนี้ทันทีที่นั่งลงจึงเอ่ยถึงเรื่องชายแดน

        แต่ก็ไม่อาจพูดโจ่งแจ้งออกไป และไม่มีทางบอกออกไปตามตรงว่า ‘เปิ่นกงต้องการให้คนปลอมตัวเป็นโจรแคว้นเหลยเพื่อไปปล้นคุณหนูหรง’

        “เปิ่นกงอ่านหนังสืออยู่ในจวน จู่ๆ อ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับแคว้นเหลยแล้วเกิดความสนใจ จึงมาที่นี่เพื่อพูดคุยกับเจ้า”

        เมื่อได้ยินองค์รัชทายาทตรัสเช่นนี้ แน่นอนว่าซงซวี่ย่อมต้องพูดทุกอย่างที่รู้ ไม่ว่าองค์รัชทายาทตรัสถามสิ่งใด เขาล้วนแต่ตอบคำถามอย่างน้ำไหลไฟดับ

        ครั้นสนทนากันจนหนึ่งชั่วยาม องค์รัชทายาทจึงพอเข้าใจถึงเอกลักษณ์ของชาวแคว้นเหลย และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายปีนั้นตอนแม่ทัพหรงประจำการอยู่ชายแดน

        แท้จริงแล้วชาวแคว้นเหลยก็ไม่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอะไรนัก สรุปได้เพียงคำเดียวว่า — บึกบึน บุรุษแคว้นเหลยมีรูปร่างกำยำมากกว่าคนทั่วไปในแคว้นเฟิงเล็กน้อย เรื่องอื่นไม่แตกต่างเท่าใดนัก

        รูปแบบการแต่งกายไม่แตกต่างจากแคว้นเฟิงเท่าใด เพียงแต่ประเพณีนิยมปลูกฝังให้มีความแข็งแกร่งกล้าหาญ ดังนั้นต่อให้เป็นตระกูลมั่งคั่งสักหน่อยก็ไม่ชอบสวมอาภรณ์เนื้อดีเพราะเดินเหินไม่สะดวก เพราะฉะนั้นผู้คนทั่วไปต่างชอบสวมผ้าป่านเนื้อหยาบ ในบางครั้งแม้แต่องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหลยยังสวมผ้าป่านเนื้อหยาบเหมือนประชาชนทั่วไปยามเสด็จประพาส

        จากคำกล่าวของซงซวี่ เขาได้รับรู้เรื่องที่มีประโยชน์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือคดีหนึ่งที่แม่ทัพหรงสะสางก่อนจะเดินทางกลับราชสำนัก ในปีนั้นหรงหว่านซีกับหลิงอ๋องร่วมมือกันวางแผนและสามารถจับกุมตัวการใหญ่ของเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดของชายแดนแคว้นเหลยจำนวนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงสามารถพังทลายเครือข่ายนี้ได้สำเร็จ

        เหตุผลที่เครือข่ายนั้นสามารถก่อคดีตามหัวเมืองชายแดนแคว้นเฟิงโดยไม่ถูกค้นพบ เพราะพวกเขาใช้เครื่องหอมชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “จุ้ยเมิ่งฉาง[4]” กล่าวกันว่าเครื่องหอมนี้สามารถส่งกลิ่นได้ไกลและมีฤทธิ์เป็นเวลานาน ผู้ที่สูดดมเครื่องหอมนี้จะหลับสนิทอยู่ในห้วงความฝัน ต่อให้มีคนมาตีกลองข้างหูก็ไม่รู้สึกตัว

        องค์รัชทายาทนำเรื่องทั้งสองมาปะติดปะต่อกัน แน่นอนว่าหากมีแค่สองเรื่องนี้ แผนการคงยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ถ้ารวมเรื่องเครื่องหอม “จุ้ยเมิ่งฉาง” เข้าไปก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องสำเร็จ และสามารถทำให้ตนพ้นจากผู้ต้องสงสัยเรื่องนี้

        “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเครื่องหอม ‘จุ้ยเมิ่งฉาง’ นี้มีวิธีการทำอย่างไร? มีชื่อที่ดีถึงเพียงนี้ คาดว่ากลิ่นคงต้องหอมรัญจวนยิ่งนัก” องค์รัชทายาทตรัส

[1]โหวคือชื่อบรรดาศักดิ์ขุนนาง เรียงจากสูงไปต่ำคือ อ๋อง กง โหว ปั๋ว จื่อ หนาน

[2] รัฐทายาทหมายถึงบุตรชายผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา

[3]เจ็ดฉื่อ ประมาณ160-175 เซนติเมตร

[4]จุ้ยเมิ่งฉาง แปลว่าเมามายในห้วงนิทราอันยาวนาน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)