0 Views

        เฉินอ๋องมองนางครู่หนึ่ง เอ่ยอย่างด้วยความสนใจว่า “หรงหว่านซี จู่ๆ เปิ่นหวางก็รู้สึกรอคอย ‘วันข้างหน้าที่ยังยาวไกล’ นี้… เปิ่นหวางไม่ใช่ผู้ที่รู้จักทะนุถนอมคนงามสักเท่าใด ในเมื่อเจ้าเสนอก็จงเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เปิ่นหวางรับปากเจ้า ทว่าพวกเราจะต้องปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อย”

        “เตี้ยนเซี่ยโปรดตรัสเพคะ”

        “เปิ่นหวางไม่อยากจำเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ ดังนั้นไม่ว่าเจ้าหรือเปิ่นหวาง การให้รางวัลและบทลงโทษระหว่างพวกเราทั้งสอง จะต้องให้รางวัลหรือมอบบทลงโทษนั้นให้แล้วเสร็จภายในสามวัน หากไม่จัดการให้แล้วเสร็จ เมื่อพ้นสามวันนี้ไปจะไม่นับรวม เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้ายกย่องชมเชยไม่กี่หน เมื่อถึงยามสำคัญกลับนึกขึ้นได้แล้วฉีกหน้าเปิ่นหวาง เปิ่นหวางไม่อาจขายหน้า เจ้าคิดว่าวิธีนี้ดีหรือไม่?”

        “วิธีการของเตี้ยนเซี่ยย่อมต้องดีอยู่แล้วเพคะ” หรงหว่านซีเอ่ยพลางยกยิ้ม

        “ดี ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ตกลงกันเช่นนี้” เฉินอ๋องเอ่ย

        ทั้งที่รู้ดีว่าแม้สตรีนางนี้ไม่ได้รุกฆาตเขาจนแพ้ราบคาบและสามารถเสมอกับเขา ทว่าภายในใจกลับค่อนข้างเฝ้ารอและรู้สึกว่าการประลองฝีมือครั้งนี้น่าสนุก

        เฉินอ๋องโบกมือ “หลายวันจากนี้เจ้าจงอยู่ที่จวนอย่างว่าง่ายและให้เปิ่นหวางมาสู่ขอ”

        “หม่อมฉันส่งเสด็จท่านอ๋องเพคะ”

        เมื่อเห็นเฉินอ๋องขึ้นรถม้า ไม่นานนักรถม้าเคลื่อนตัวไปถึงหัวมุมถนน หรงหว่านซีส่ายหน้า รู้สึกน่าขบขันเพราะช่างคล้ายกับการแข่งขันระหว่างเด็กผู้หญิงที่ไม่มีผู้ใดแพ้ผู้ใดชนะไม่มีผิด

        เดิมทีเฉินอ๋องคิดจะใช้วิธีนี้ควบคุมนาง ให้นางประพฤติตนเป็นคนว่านอนสอนง่าย เฉินอ๋องคิดว่านางคงต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อไม่ให้ถูกการกระทำกิริยาหยาบคายเช่นเมื่อครู่ แน่นอนว่านางต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่ถ้านางต้องระวังเพียงฝ่ายเดียวก็ถือเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดไม่น้อย

        ปกติความสัมพันธ์ระยะยาวต่างต้องมีความเสมอภาคกันถึงจะดี หากเริ่มต้นก็พ่ายแพ้เสียแล้ว ภายหน้าเกรงว่าคงต้องถูกผู้อื่นจูงจมูกให้เดินตาม

        แม้ภายนอกนางไม่ยอมแสดงท่าทีอกตัญญูต่อเฉินอ๋อง ทว่าภายในใจก็ไม่เคยมีความเคารพเชื่อฟังถึงเพียงนี้มาก่อน แน่นอนว่าเฉินอ๋องรู้ข้อนี้ดี ด้วยเหตุนี้ถึงคิดจะควบคุมนาง แต่ท้ายที่สุดเหตุใดถึงไม่อาจควบคุม? นั่นไม่ใช่เพราะนางมากแผนการ แต่เพียงเพราะ…เฉินอ๋องผู้นี้เป็นคนใจกว้างคนหนึ่ง

        หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับองค์รัชทายาท เกรงว่าผลสรุปคงจะต่างกันโดยสิ้นเชิง

        หากหรงหว่านซีรู้ว่าภายในจวนองค์รัชทายาทในขณะเดียวกันเกิดเหตุการณ์อะไร แน่นอนว่านางต้องไม่รู้สึกว่าตนใส่ร้ายองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน

        ภายในจวนองค์รัชทายาท ณ เรือนหลังเล็กหลังสวนดอกไม้ในมุมหนึ่ง

        องค์รัชทายาททรงพระดำเนินวกไปวนมา แม้ฝีพระบาทไม่เร็วนัก แต่ก็ไม่ยอมหยุดเช่นกัน และทรงคิดพิจารณาเรื่องหนึ่งอยู่ตลอด

        ฉินอิ่นเยว่ยืนนอบน้อมอยู่ด้านหนึ่ง นางนิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด

        นางก็รู้แล้วว่าแผนการล้มเหลว แม้จะบอกว่าที่เรื่องนี้ล้มเหลวไม่ได้เป็นเพราะนางคิดแผนการไม่แยบยล แต่ผู้ใดจะรับรองได้ว่าองค์รัชทายาทไม่ทรงตำหนินาง?

        ขณะนิ่งเงียบ ภายในใจคิดแผนการอีกหนึ่งแผนการเป็นที่เรียบร้อย ยังมีเวลาอีกหกวันก่อนจะถึงวันที่แปดเดือนห้า ระยะเวลาหกวันนี้ องค์รัชทายาทคงไม่คิดยอมแพ้กระมัง?

        แต่เวลามีจำกัด หากยังล้มเหลวอีกจะต้องไม่มีโอกาสอีกครั้งอย่างแน่นอน ดังนั้นจะต้องคิดให้รอบคอบจนมั่นใจได้จึงจะดี

        องค์รัชทายาททรงพระดำเนินอีกไม่กี่ก้าว ในที่สุดก็ประทับนั่งลงบนเก้าอี้ของโต๊ะกลม

        ฉินอิ่นเยว่รีบเดินก้มหน้าเข้าไปนวดพระอังสาให้องค์รัชทายาททันที

        “ดีที่แม้ครั้งนี้จะล้มเหลว ทว่าไม่ได้สร้างความเสื่อมเสียใดๆ ต่อเปิ่นกง ข่าวลือที่กระจายออกไปถือว่าไม่กว้างมากนัก ถึงไทเฮากับเสด็จพ่อจะทรงทราบก็ไม่ใส่พระทัยแต่อย่างใด เพราะทรงคิดว่าเป็นเพียงการพูดคุยทั่วไปของประชาชน” องค์รัชทายาทตรัส

        “องค์รัชทายาทเพียงแต่อยากระบายโทสะเท่านั้น ถือเป็นเรื่องที่สมควรยิ่งนัก สวรรค์ย่อมต้องคุ้มครองคนดีเพคะ” ฉินอิ่นเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

        “แต่เหลือเพียงแค่หกวัน หรือเปิ่นกงต้องปล่อยให้พวกเขาเข้าพิธีมงคลอย่างราบรื่น กลายเป็นที่สรรเสริญเยินยอของประชาชน? และทำให้ไทเฮากับเสด็จพ่อทรงพอพระทัย?” องค์รัชทายาทตรัส

        ถือว่ายกประโยชน์ให้เจ้าสามเกินไปแล้ว

        ประเด็นสำคัญก็คือหรงหว่านซี เมื่อลองคิดว่านางกับบุรุษอื่นจะถูกผู้คนสรรเสริญเยินยอ ภายในใจรู้สึกกระสับกระส่ายจนไม่อาจอธิบาย

        วันนี้หมู่โฮ่ว[1] ทรงเรียกเขาไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักคุนหนิงกง ทั้งยังตรัสถามอยู่พักใหญ่ ดูจากท่าทีของหมู่โฮ่ว เดิมคงอยากจะตำหนิติเตียน แต่โชคดีที่เขาแก้ต่างอย่างเหมาะสม ถึงทำให้นางคิดว่าเขาไม่ได้จงใจปล่อยข่าวลือ ทว่าหมู่โฮ่วยังตรัสตักเตือนว่าอย่าได้เฝ้าคะนึงหาคุณหนูตระกูลหรงผู้นั้น ภายหน้าจะเลือกสตรีที่ดีกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่ามาเป็นพระวรชายาขององค์รัชทายาท

        แต่ถ้าเขาสามารถจัดการได้อย่างแยบยล นอกจากจะได้ล้างแค้นยังทำให้เสด็จพ่อและไทเฮาไม่อาจจับผิด หากยังเฝ้าคะนึงหาจะมีอะไรให้น่ากังวล? เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีผลร้าย

        การระวังตัวเป็นเรื่องจำเป็น แต่อย่าได้ระวังตัวจนเกินไปจะกลายเป็นคนขี้ขลาด

        และเขาดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทได้ขี้ขลาดมากเกินไปแล้ว…

        “ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงมีแผนการแล้วหรือไม่เพคะ?” เมื่อเห็นองค์รัชทายาทนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ฉินอิ่นเยว่จึงเอ่ยถาม

        องค์รัชทายาทส่ายพระพักตร์ “ยังไม่มีชั่วคราว ก่อนหน้านี้ก็คิดมาไม่กี่อย่าง แต่รู้สึกว่าไม่น่าจะใช้การได้นัก… ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่าเจ้ามีแผนการอะไร? เปิ่นกงเห็นว่าเจ้าคล้ายจะคิดแผนการได้แล้ว”

        “แผนการของหม่อมฉัน เมื่อเทียบกับแผนการของไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยย่อมไม่มีค่าพอจะเอ่ยถึงเพคะ” ฉินอิ่นเยว่เอ่ย “ทว่าผู้คนมักจะบอกว่านักปราชญ์ยังรู้พลั้ง คิดว่าหากเตี้ยนเซี่ยจะนึกไม่ถึงวิธีก็คงเป็นไปได้ ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจะขอโอ้อวดแล้วนะเพคะ”

        “เจ้ารีบบอกมาเถิด” องค์รัชทายาทตรัส

        “เตี้ยนเซี่ย แม่ทัพหรงอารักษ์เขตพรมแดนระหว่างแคว้นเฟิงและแคว้นเหลยมานานหลายปี ได้ยินว่าแม่ทัพหรงเป็นคนซื่อตรง เกรงว่าขณะรับหน้าที่ตลอดหลายปีมานี้ คงสร้างความบาดหมางต่อผู้อื่นเป็นจำนวนไม่น้อยกระมัง? หม่อมฉันได้ยินว่าชาวแคว้นเหลยถนัดเรื่องการต่อสู้ ทั่วทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยคนมากตัณหาและป่าเถื่อนไร้อารยธรรม มีผู้คนจำนวนหนึ่งทำการค้ามนุษย์ระหว่างสองแคว้นมานานปี โดยลักลอบส่งสตรีแคว้นเฟิงไปให้บุรุษของแคว้นตนเพคะ”

        ฉินอิ่นเยว่เอ่ยพลางยกยิ้ม “เตี้ยนเซี่ยทรงคิดว่า จากลักษณะนิสัยของแม่ทัพหรง ตลอดหลายปีมานี้คงขวางทางร่ำรวยของผู้คนจำนวนมากใช่หรือไม่เพคะ? หากจะถูกผู้อื่นคิดแค้นฝังใจคงจะเป็นเรื่องปกติกระมัง? ยามนี้แม่ทัพหรงกลับมาอยู่เมืองหลวงอย่างสงบสุข รอบกายไม่มีกองทัพคอยคุ้มกัน หากมีคนคิดจะแก้แค้นคงเป็นเรื่องง่ายดายใช่หรือไม่เพคะ?”

        เมื่อองค์รัชทายาทได้ยินดังนั้นพลันเข้าพระทัย ใช่แล้ว หากหรงหว่านซีถูกคนกักขฬะเหล่านั้นจับตัวไป ยังจะเหลือชื่อเสียงอยู่อีกรึ? เมื่อไม่มีชื่อเสียงเกียรติยศไม่หลงเหลือ อย่าว่าแต่ออกเรือนกับเฉินอ๋อง เกรงว่าภายหน้าแม้แต่คุณสมบัติไปเป็นอนุของผู้อื่นก็ยังไม่มีแล้วกระมัง?

        ถึงยามนั้นหากเขาไม่รังเกียจและแสดงออกว่าเห็นแก่ความรู้สึกในวันวาน ยินยอมที่จะรับหรงหว่านซีเข้าจวน หรงชิงผู้นั้นคงจะซาบซึ้งในบุญคุณของเขา? ยังจะวางมาดใหญ่โตได้อีกงั้นหรือ?

        ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยสตรีที่ถูกสามีผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ทอดทิ้งให้อยู่ในจวนของนาง ไทเฮาต้องทรงรู้สึกขวางพระเนตรพระกรรณ หากเขาลอบรับนางเข้าจวนเพื่อถือเป็นการช่วยเสด็จพ่อและไทเฮากำจัดปัญหาใหญ่ เสด็จพ่อกับไทเฮาก็คงไม่สืบสาวราวเรื่อง จะต้องปิดพระเนตรข้างหนึ่งและปล่อยผ่านอย่างแน่นอน

        เมื่อมีแผนการนี้ ยังจำเป็นต้องสวมหมวกสีเขียว[2] ให้เจ้าสามที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกหรือ? เพราะแผนการนี้สามารถทำให้งานแต่งของหรงหว่านซีกับเจ้าสามพังไม่เป็นท่าเลยด้วยซ้ำ!

        วิธีการนี้ไม่เลวจริงๆ เหตุใดถึงไม่คิดได้เร็วกว่านี้เล่า!

        ทว่าแผนการนี้ไม่ง่ายดายเช่นแผนการก่อนหน้าและต้องฝ่าอันตราย จำเป็นต้องวางแผนให้รัดกุมถึงจะดี

[1]หมู่โฮ่ว คำใช้เรียกฮองเฮาขององค์หญิงและองค์ชาย หมายถึงพระมารดาผู้เป็นฮองเฮา

[2]สวมหมวกสีเขียวหมายถึงการถูกนอกใจ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)