0 Views

        หรงหว่านซีไม่ปฏิเสธคำขอขึ้นรถม้าคันเดียวกันของเฉินอ๋องและย่อกายทำความเคารพเล็กน้อย “เชิญเตี้ยนเซี่ยเพคะ”

        เฉินอ๋องกระโดดขึ้นรถม้าและหันกลับมาส่งมือให้นางเพราะอยากจะช่วยดึงนางขึ้นรถม้า ทว่าหรงหว่านซีกลับทำเป็นมองไม่เห็น ยืนใบหน้าราบเรียบและขึ้นรถม้าด้วยตนเองโดยไม่แม้แต่ชายตามอง

        เมื่อถูกหรงหว่านซีหมางเมิน เฉินอ๋องกลับไม่รู้สึกเดือดร้อน ยกยิ้มและออกคำสั่งกับสารถี “ไปร้านหลินเหลียงเก๋อ”

        “ไปที่นั่นทำไมกันเพคะ?” แน่นอนว่าหรงหว่านซีไม่รู้ว่าเฉินอ๋องอยากให้นางไปด้วย

        ร้านหลินเหลียงเก๋อคือร้านขายของหายากโดยเฉพาะของเมืองหลวง แตกต่างจากร้านขายของอื่นๆ และไม่มีข้อจำกัดที่ชัดเจน ไม่ว่าจะผ้าไหมผ้าแพร ปิ่นปักผมทำจากหยกหายาก ของทำมือฝีมือประณีต สิ่งของสำหรับประดับประดาที่ไม่คุ้นตา ทองคำสีม่วงของแคว้นเหลย (แคว้นแห่งสายฟ้า) หยกสีเลือดของแคว้นหั่ว (แคว้นแห่งไฟ) ปะการังเจ็ดสีของแคว้นยวี่ (แคว้นแห่งฝน) รวมถึงหินสีขาวบริสุทธิ์ของเขาชางแห่งแคว้นอวิ๋น (แคว้นแห่งเมฆา) … ของหายากแต่ละอย่างจากที่กล่าวมาล้วนแต่มีอยู่ที่นั่น นี่คือหนึ่งในความรุ่งเรืองของแคว้นเฟิงก็คือการค้าที่พัฒนาแล้ว

        เมื่อเห็นหรงหว่านซีเอ่ยถามทางสายตา เฟิงเป่ยเฉินกลับอุบเอาไว้ “ถึงแล้วเจ้าก็รู้เอง”

        หรงหว่านซีไม่เอ่ยถามต่อไปและเอาแต่นั่งเงียบรอให้รถม้ามุ่งหน้าไปถึงสถานที่ที่ควรจะไป คาดว่าเขาคงได้ยินว่ามีของหายากน่าสนใจและอยากจะไปซื้อกระมัง

        แม้จะบอกว่าร้านหลินเหลียงเก๋อเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ทว่ามิได้ตั้งอยู่ในถนนสายหลักอันครึกครื้น แต่กลับตั้งอยู่บนถนนอีกสายหนึ่งรวมกับหอนางโลมและโรงสุราจำนวนหนึ่ง

        เมื่อมาถึงร้านหลินเหลียงเก๋อ เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยลงรถม้าไปก่อน เขาเปิดม่านและยังคงเอื้อมมือออกมาเพื่อประคองหรงหว่านซี

        ครั้งนี้หรงหว่านซีไม่แกล้งทำเป็นไม่เห็นและเอ่ย “ขอบพระทัยเตี้ยนเซี่ย ทว่ารถม้าคันนี้ไม่สูงนัก จึงไม่กล้าลำบากเตี้ยนเซี่ยเพคะ”

        ขณะกล่าวเบี่ยงกายหลบมือของเฉินอ๋องและลงจากรถม้าด้วยตนเอง

        เฉินอ๋องมองมือของตน ยกยิ้มเหยเกเล็กน้อยพลางชักมือกลับ หรงหว่านซีผู้นี้ เจ้าจะจริงจังถึงเพียงนี้ไปทำไมกัน?

        เมื่อเฉินอ๋องเสด็จมาเยือน เด็กดูแลร้านจึงรีบออกมาต้อนรับ ค้อมคำนับอย่างนอบน้อมมากพิธี “ข้าน้อยคำนับ…”

        “ช่างเถิด อยู่ข้างนอกไม่จำเป็นต้องสนใจพิธีพวกนี้”

        “ฮี่ๆ… ข้าน้อยขอบพระทัยเตี้ยนเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ” เด็กดูแลร้านขานรับและชวนเฉินอ๋องพูดคุย “เตี้ยนเซี่ย ของที่ท่านต้องการมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

        เพราะพวกเขาทำการค้าขายกับขุนนางระดับสูงและตระกูลมั่งคั่ง เด็กดูแลร้านไม่แสดงท่าทีเจียมตัวเป็นอย่างมาก ไม่เกรงกลัวพวกผู้มีฐานะเหล่านี้แม้แต่นิด แน่นอนว่าข้อแรกเป็นเพราะผู้มีฐานะเหล่านี้ล้วนเป็นแขกประจำ หากไม่รู้จักฐานะทางสังคมย่อมต้องแสดงท่าทีนอบน้อมมากกว่านี้ เพราะไม่แน่ว่าอาจมีวันใดที่ฝ่าบาทเสด็จออกมาที่นี่ด้วยพระองค์เอง

        “ไอหยา… เตี้ยนเซี่ยเสด็จมาเสียที…” เจ้าของร้านเดินลงบันไดมาต้อนรับ “ของที่เตี้ยนเซี่ยสั่งไว้มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อวานยามผู้จัดหาพึ่งจะส่งมาได้ถูกใต้เท้าจี้เห็นเข้าเสียแล้ว เขากระหายอยากได้เสียยิ่งกว่าอะไรดี แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นของเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยจึงไม่กล้าคิดจะครอบครองพ่ะย่ะค่ะ”

        อาจเพราะยามสายเหล่าขุนนางขั้นสูงต่างอยู่ในกรมของตน ภายในร้านไม่มีแขกอื่น หรงหว่านซีจึงรู้สึกสบายอกสบายใจไม่น้อย เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยกับเจ้าของร้านขึ้นไปชั้นบน หรงหว่านซีจึงเดินดูชั้นล่างระหว่างไม่มีอะไรทำ ผลคือไม่เสียทีที่ชื่อว่าร้าน “หลินเหลียงเก๋อ*” ถือว่าเหมาะสมกับชื่อนี้เลยทีเดียว

        หรงหว่านซีกำลังตั้งใจมองพิจารณาเครื่องลายครามสามสี ทันใดนั้นได้ยินเสียงเฉินอ๋องกล่าวว่า “หรงหว่านซี อีกครู่เจ้าค่อยดู! หากเจ้าถูกใจสิ่งใด เปิ่นหวางจะซื้อให้เจ้าทั้งหมด แต่ตอนนี้เข้าขึ้นมาข้างบนเสียก่อน!”

        หรงหว่านซียกยิ้มเมื่อได้ยินประโยคนี้ ช่างฟังดูคล้ายรักใคร่นางไม่น้อยเสียจริง

        “พระชายาเหนียงเหนียงช่างมีบุญวาสนายิ่งนักที่ได้รับความรักถึงเพียงนี้จากเฉินอ๋อง! เป็นบุญวาสนาที่ต่อให้สตรีไม่น้อยนางสั่งสมหลายต่อหลายชาติภพก็ไม่มีทางได้พ่ะย่ะค่ะ!” เด็กดูแลร้านด้านข้างเอ่ยประจบ

        “เรียกข้าว่าคุณหนูหรงก็พอแล้ว” หรงหว่านซีเอ่ยอย่างราบเรียบ

        นางยกชายกระโปรงเดินขึ้นชั้นบน เฉินอ๋องยืนรออยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้ายเพื่อรอนาง

        เขามองดูสตรีนางนี้สวมอาภรณ์สีชมพูขับผิวของนางให้ขาวขึ้นเล็กน้อย บริเวณชายกระโปรงปักลวดลายต้นลิลลี่ ภายใต้ความอ่อนหวานเผยให้เห็นถึงความงามอย่างเรียบหรู นางมวยผมไปไว้ข้างหนึ่ง แลดูสุภาพอย่างอธิบายไม่ถูก นอกจากนั้นยังมีความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว…

        นี่คือสตรีงามไร้ที่ติจริงๆ หากแต่งเข้าจวนเพื่อเป็นเครื่องดับก็ถือว่าเป็นเครื่องประดับที่งามเจริญหูเจริญตาชิ้นหนึ่ง

        นางตามเฉินอ๋องเข้าไปในห้องรับรองห้องหนึ่งของชั้นสอง ห้องมีขนาดไม่กว้างมาก ภายในมีโต๊ะกลมตัวเล็ก ด้านบนจัดวางไว้ด้วยขนมหน้าตางดงามและน้ำชา กลิ่นหอมลอยโชยทำให้จิตใจผู้คนสงบ

        “เชิญเตี้ยนเซี่ยกับเหนียงเหนียงรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปเอามาประเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” เจ้าของร้านเอ่ย

        “ท่านซื้ออะไรหรือเพคะ?” หรงหว่านซีเอ่ยถามเขาหนึ่งประโยค

        “อีกครู่เจ้าก็จะรู้แล้ว” เฉินอ๋องยังคงอุบเอาไว้

        หรงหว่านซีจึงไม่เอ่ยถามอีก

        ทางด้านเฉินอ๋องสรุปแล้วว่าสตรีนางนี้ช่างไม่โรแมนติคสักนิด หากเป็นหญิงร่างอรชรนางอื่นๆ คงจะถามซักไซ้เขาไม่ยอมหยุดไปนานแล้ว

        รวดเร็วยิงนัก เจ้าของร้านเอากล่องงามประณีตใบหนึ่งออกมาและเอ่ย “เมื่อคืนวานให้ช่างฝีมืออดหลับอดนอนทำทั้งคืนเพื่อรอให้เตี้ยนเซี่ยเสด็จมารับในวันนี้พ่ะย่ะค่ะ”

        เมื่อเปิดกล่องออกดูคือกำไลข้อมือทำจากหยกสีแดงวงหนึ่ง

        หรงหว่านซีพึ่งจะเคยเห็นหยกสีนี้เป็นครั้งแรก ทว่าไม่นึกแปลกใจแม้แต่นิด เพราะนี่คงจะเป็นหยกสีเลือดของแคว้นหั่ว

        ร้านหลินเหลียงเก๋อกว้างขวางไม่น้อยจริงๆ คาดว่าคำเล่าลือคงจะเป็นจริง แคว้นเฟิง (แคว้นแห่งลม) และแคว้นหั่วไม่ไปมาหาสู่กันแต่อย่างใด ทว่าวันนี้หยกสีเลือดแห่งแคว้นหั่วกลับมาอยู่ในมือของพวกเขา นอกจากนั้นจากคำกล่าวเมื่อครู่ของเจ้าของร้านสามารถฟังออกว่าเมื่อเห็นสิ่งของเช่นนี้ในร้านหลินเหลียงเก๋อ ทุกคนกลับไม่รู้สึกว่าไม่เหมาะสมแต่อย่างใด

        เฉินอ๋องพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “เปิ่นหวางรู้ว่าท่านหยางเจ้าของร้านคือผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุด”

        เจ้าของร้านแซ่หยางเอ่ยพลางยิ้ม “ล้วนแต่เพื่อให้เตี้ยนเซี่ยพอพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

        เฉินอ๋องหยิบกำไลหยกออกมาและเอ่ยกับหรงหว่านซี “เอามือมาให้ข้า”

        หรงหว่านซีมองกำลังหยกนี้ นางไม่ส่งมือออกไป กลับเอ่ยถามว่า “เตี้ยนเซี่ยจะมอบกำไลนี้ให้กับเฉินหนวี่หรือเพคะ?”

        “เจ้ากับข้าจะเข้าพิธีมงคลกันอยู่แล้ว เปิ่นหวางไม่เคยมอบอะไรให้เจ้า คิดดูแล้วถือว่าไม่เหมาะสมเท่าใด”

        หรงหว่านซีถอนสายบัวทำความเคารพ “ขอบพระทัยเตี้ยนเซี่ยเป็นอย่างยิ่งที่ทรงนึกถึงเฉินหนวี่เพคะ”

        “มือ” เฉินอ๋องเอ่ย

        หรงหว่านซีกลับแบบมือทั้งสองข้างทำท่ารอรับสิ่งของ “เฉินหนวี่ขอบพระทัยเตี้ยนเซี่ยเพคะ”

        เฉินอ๋องหัวเราะ เขาวางกำไลลงในมือนางตามที่นางปรารถนา

        “เจ้าชอบแจกันสามสีที่อยู่ชั้นล่างใช่หรือไม่? พวกเราไปลองเลือกดูอีกสักหน่อย หากเจ้าชอบอะไรก็ซื้อกลับไปจัดไว้ในห้องของเจ้า” เฉินอ๋องเอ่ย

        “เฉินหนวี่แค่ดูเท่านั้นเพคะ” หรงหว่านซีเดินตามเฉินอ๋องออกมาและเดินลงชั้นล่าง “มิกล้าให้เตี้ยนเซี่ยสิ้นเปลืองเพคะ”

        “ไม่เป็นอะไร” เฉินอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “อย่างไรก็จะแต่งภรรยา ใช้จ่ายเงินทองสักหน่อยถือเป็นเรื่องสมควร”

        เฉินอ๋องจะลงไปเลือกสิ่งของจำนวนหนึ่งที่ชั้นล่าง ทว่าหรงหว่านซีกลับไม่ยอมเลือก เฉินอ๋องไม่สนใจและเลือกของประดับตกแต่งจำนวนตามความพอใจของตน

        หลังออกจากร้านหลินเหลียงเก๋อ เฉินอ๋องขึ้นรถม้าตระกูลหรงอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีหรงหว่านซีตามขึ้นไป

        ภายในรถม้า นางกลับยื่นกำไลหยกที่ถือไว้ในมือมาตลอดให้เฉินอ๋อง “ของขวัญชิ้นนี้ของเตี้ยนเซี่ยเดิมทีไม่ใช่ของเฉินหนวี่ เฉินหนวี่ไม่อยากแย่งของผู้อื่นเพคะ”

*หลินเหลียงเก๋อ หมายถึงหยกงามหรือสิ่งของล้ำค่า


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)