0 Views

        หรงหว่านซีคิดว่าน้ำเสียงฟังดูเกียจคร้านนี้ช่างคล้ายคลึงกับน้ำเสียงของเฉินอ๋องในยามที่ได้พบกันครั้งแรก

        “ทูลพระสนม คือขนมกลีบดอกกุหลาบ[1] ที่เฉินหนวี่เตรียมมาเพื่อเหนียงเหนียงเพคะ” หรงหว่านซีเอ่ย “เฉินหนวี่ไม่ทราบว่าเหนียงเหนียงทรงโปรดรสใด จึงทำขนมรสอ่อนมาหลายอย่าง หวังว่าเหนียงเหนียงจะไม่ทรงรังเกียจเพคะ”

        พระสนมเอกเงยพระพักตร์ขึ้นเล็กน้อย จิ่นยวี้ผู้เป็นนางกำนัลข้างกายจึงรีบเข้าไปรับเอาไว้

        “เงยหน้าขึ้นให้เปิ่นกงมองดูสักหน่อย”

        หรงหว่านซีขานรับ “เพคะ” นางเงยหน้าขึ้นแต่ยังคงกดสายตาลงต่ำ ไม่กล้ากระทำการเสียงมารยาทต่อพระสนมเอก

        พระสนมเอกมองพิจารณานางครู่หนึ่ง “คือหญิงงามไม่ผิด มิน่าองค์รัชทายาทยังคงโหยหามานานปีถึงเพียงนี้ กระทั่งเจ้าถูกจับคู่ให้ผู้อื่น เขาก็ยังไม่ยอมแพ้เช่นนี้”

        หรงหว่านซีย่อกายถอนสายบัว นางไม่กล้ายอมรับและปฏิเสธ เพียงแต่เอ่ยอย่างสุขุมหนักแน่น “สามปีก่อนไท่จื่อทรงขอหมั้นหมายเฉินหนวี่กับท่านพ่อ เรื่องนี้เฉินหนวี่ทราบ ทว่าท่านพ่อได้ทูลปฏิเสธองค์รัชทายาทไปแล้วเพคะ เฉินหนวี่เก็บตัวและออกนอกเรือนน้อยหนมาโดยตลอด องค์รัชทายาทคือมกุฎราชกุมารของแคว้น แน่นอนว่าพระองค์ทรงไม่ใส่ใจสตรีผู้ต่ำต้อยนางหนึ่งมานัก หลังจากนั้นเป็นต้นมา เฉินหนวี่กับไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยจึงไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันเพคะ”

        “เจ้ามักเก็บตัว ข้อนี้เปิ่นกงเข้าใจดี” พระสนมเอกตรัส “ทว่าไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงใส่พระทัยเจ้าหรือไม่ ในราชสำนักและผู้คนทั่วไปมีผู้ใดไม่รู้กันบ้าง? หรงหว่านซี ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงรักมั่นต่อเจ้า ภายในใจเจ้าคงหวั่นไหวบ้างใช่หรือไม่? เพราะอย่างไรก็คือสตรี ผู้ใดจะไม่ชอบผู้ที่มีใจรักมั่นยืนยาว?”

        น้ำเสียงของพระสนมเอกไม่ช้าไม่เร็ว และปราศจากความขุ่นเคือง กลับฟังดูแฝงความเอ็นดูในประโยคหยอกเย้า ทว่าหรงหว่านซีไม่กล้าเบาใจ ยังคงย่อเข่าทำความเคารพ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและไม่ดังจนเกินไป “เฉินหนวี่ไม่ขอปิดบังเหนียงเหนียง แท้จริงแล้วเมื่อครั้งเข้าเฝ้าไท่โฮ่ว ไท่โฮ่วตรัสถึงเรื่ององค์รัชทายาทกับเฉินหนวี่เช่นกันเพคะ”

        “และ… คาดว่าเหนียงเหนียงคงจะทราบเรื่องบิดาของเฉินหนวี่ เฉินหนวี่พึ่งจะรู้ถึงความรู้สึกที่ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงมีต่อเฉินหนวี่เมื่อไม่นานมานี้เพคะ อาจเพราะเตี้ยนเซี่ยทรงนึกถึงเฉินหนวี่ขึ้นมากะทันหัน แม้เฉินหนวี่จะรู้แล้ว แต่ก็ไม่อาจแสร้งทำว่าไม่รู้โดนสิ้นเชิง เฉินหนวี่คิดมาโดยตลอดว่า หากจิตใจสงบ ย่อมรู้สึกสงบต่อทุกสรรพสิ่งเพคะ”

        พระสนมเอกจ้องมองหรงหว่านซีครู่หนึ่ง ภายในใจชื่นชมคำที่นางกล่าวว่า ‘หากจิตใจสงบ ย่อมรู้สึกสงบต่อทุกสรรพสิ่ง’ ยิ่งนัก เพราะสิ่งนี้ก็คือหลักที่นางยึดถือและปฏิบัติในพระราชวังมานานหลายปี เพียงแต่บางครั้งเรื่องวุ่นวายบนโลกใบนี้กลับไม่ยอมให้นางได้อยู่อย่างสงบต่อไป

        “ดังนั้น… ต่อให้องค์รัชทายาทเสด็จไปยังจวนของเจ้า และต่อให้อยู่หน้าห้องนอนของเจ้า เจ้าก็จะไม่พบอย่างนั้นหรือ?” พระสนมเอกแย้มสรวลและตรัสถามอย่างตรงไปตรงมา

        “แม้วันหนึ่งวันใด องค์รัชทายาทเสด็จไปที่จวนและอยากพบเฉินหนวี่เข้าจริงๆ แม้ท่านพ่อจะต้องสละชีวิตก็ไม่มีทางให้ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยเสด็จไปถึงหน้าห้องนอนของเฉินหนวี่เพคะ” น้ำเสียงของหรงหว่านซีแผ่วเบายิ่งนัก ทว่าแฝงด้วยความแน่นอนจนไม่อาจสงสัย

        แท้จริงแล้วเดิมทีพระสนมเอกมิใช่ผู้ที่มักบีบบังคับขู่เข็ญผู้อื่นเช่นนี้ ทว่ายามนี้ยิ่งหรงหว่านซีรับมือนางได้มากเท่าใด นางก็ยิ่งนึกอยากจะทดสอบลูกสะใภ้ผู้นี้ นี่คือพระชายาเอกของบุตรชายนาง แน่นอนว่าจะต้องมีความกล้าหาญมากกว่าสตรีทั่วไป นางอยากจะเห็นความกล้าหาญและความฉลาดของหรงหว่านซียิ่งนัก

        “ทว่าเหตุใดเปิ่นกงถึงได้ยินว่าเมื่อสามปีก่อนไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยเสด็จไปที่จวนของเจ้าเสียแล้ว?” พระสนมเอกตรัส

        “เรื่องนี้เฉินหนวี่ก็ได้ยินท่านพ่อเล่าให้ฟังแล้วเช่นกันเพคะ” หรงหว่านซีตอบกลับอย่างไม่หวาดหวั่น “เพราะท่านพ่อกำลังล้มป่วย ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยไม่เพียงแต่เสด็จมาเยี่ยมเยียนด้วยพระองค์เอง ยังทรงพระราชทานโสมคนหนึ่งรากให้กับท่านพ่อ เพราะไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงตรัสว่า พระองค์ทรงพระราชทานโสมคนรากนี้ในนามพระเชษฐาของเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ย ท่านพ่อจึงไม่อาจไม่รับไว้เพคะ”

        พระสนมเอกทอดพระเนตรหรงหว่านซีที่ตอบโต้ได้อย่างสุขุมไม่สะทกสะท้าน คิดว่านางช่างฉลาดยิ่งนัก เพราะถ้ากล่าวตามความเป็นจริงถือว่าจริงใจยิ่งนัก ในขณะเดียวกันเป็นการแสดงออกว่าครอบครัวพวกนางมีใจฝักใฝ่มาทางเฉินอ๋อง เพราะองค์รัชทายาทตรัสว่ามอบให้ในฐานะเฉินอ๋อง เพราะฉะนั้นจึงเป็นการหักล้างคำถามต่อไปที่นางอาจจะถาม

        เมื่อได้ยินว่าแม่ทัพหรงรับโสมคนขององค์รัชทายาท หากนางคิดจะกลั่นแกล้งก็คงจะถามออกไปว่า “เห็นทีบิดาของเจ้าก็ปฏิบัติดีต่อองค์รัชทายาทไม่น้อย”

        คำกล่าวง่ายๆ เพียงไม่กี่คำนี้กลับมีผลลัพธ์ดัง สี่ตำลึงปาดพันชั่ง[2]

        “เหตุใดจึงบอกว่าฟังบิดาของเจ้าบอก? เจ้าไม่ได้อยู่ในจวนอย่างนั้นหรือ?” พระสนมเอกตรัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

        “เพคะ…” หรงหว่านซีเอ่ย ทันใดนั้นคุกเข่าลงบนพื้น “เฉินหนวี่มีความผิด ขอเหนียงเหนียงโปรดทรงอภัย”

        “อ้อ? ความผิดอันใดกัน?”

        “เฉินหนวี่… เฉินหนวี่คือสตรียังไม่ได้ออกเรือนแต่กลับไปยังสำนักขุนนางสื่อราชสำนักด้วยตนเอง ถือเป็นการสร้างความอับอายให้กับเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยเพคะ” หรงหว่านซีเอ่ย

        มีคนมาทูลพระสนมเอกแค่เรื่องข่าวลือขององค์รัชทายาทและหรงหว่านซี แต่กลับไม่มีผู้ใดทูลเรื่องสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก ทันทีที่ได้ยินจึงตกตะลึงเล็กน้อย ทว่าพระนามกลับขมวดเพียงพระภมุกางามและตรัสถามอย่างราบเรียบ “เหตุใดจึงไปที่สำนักขุนนางสื่อราชสำนักด้วยตนเอง?”

        “เพราะท่านพ่อล้มป่วย เฉินหนวี่ไม่อยากให้ท่านพ่อต้องลำบาก จึงไปด้วยตนเองเพคะ” หรงหว่านซีเอ่ย “ขณะเฉินหนวี่อยู่ที่สำนักขุนนางราชสำนัก ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยถึงเสด็จไปยังจวนของเฉินหนวี่เพคะ เฉินหนวี่มัวชักช้าเสียเวลาอยู่ที่สำนักขุนนางสื่อราชสำนักเป็นเวลานาน นอกจากนั้นยังพาหญิงรับใช้ไปเลือกซื้อเครื่องประดับและอาภรณ์จำนวนหนึ่ง จนกระทั่งจวนจะถึงเวลาอาหารค่ำถึงกลับจวนเพคะ”

        พระสนมเอกทรงฟังสิ่งที่นางกล่าวและทอดพระเนตรนาง พลันรู้ทันทีว่าเหตุใดนางถึงไปยังสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก

        แม้หรงหว่านซีจะกระทำเรื่องใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการทำเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนและทำไปเพราะมีเหตุผล นอกจากนั้นการที่นางทำเช่นนี้ยังถือว่ารักษาชื่อเสียงของเฉินอ๋องเอาไว้เช่นกัน

        พระสนมเอกค่อยๆ หยัดพระวรกายลุกขึ้นไปประคองนาง

        “เอาเถิด เจ้าก็ทำไปเพราะความกตัญญู เรื่องในครั้งนี้ เปิ่นกงจะไม่ตำหนิเจ้า” พระสนมเอกตรัสพลางจับมือนาง “ทว่าภายหน้าต้องระวังการกระทำและวาจาสักหน่อย”

        เมื่อเห็นพระสนมเอกไม่เอ่ยถามเรื่องเกี่ยวกับองค์รัชทายาทอีก หรงหว่านซีจึงรู้ว่าเรื่องนี้ผ่านพ้นไปแล้ว

        หลังพระสนมเอกตรัสประโยคแสดงความเป็นห่วงและกำชับอีกเล็กน้อย จึงตรัสบอกนางเกี่ยวกับความชอบของเฉินอ๋อง ครั้นเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยถึงบอกให้นางออกนอกวังหลวง

        หรงหว่านซีรับรู้ถึงจิตใจผู้เป็นมารดาของพระสนมเอกและรู้สึกเคารพนับถือนางยิ่งนัก ทว่าความเคารพนี้กลับต้องถูกฝังไว้ภายในใจเท่านั้น เพราะนางไม่อาจปล่อยให้ความเคารพต่อจิตใจเมตตาอารีของมารดานี้ทำให้นางเลอะเลือน

        วันนี้นางทำเรื่องที่สามารถปกป้องเฉินอ๋อง พระสนมเอกถึงปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ หากวันพรุ่งนี้นางทำเรื่องเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของเฉินอ๋องคงจะแปรเปลี่ยนเป็นภาพบรรยากาศอีกอย่างหนึ่ง

        นางทำความเคารพเพื่อทูลลาพระสนมเอก จากนั้นพาชูเซี่ยเดินมุ่งหน้าไปยังประตูวังทางทิศเหนือ

        ครั้นมาถึงหน้าประตูและพึ่งจะก้าวเท้าขึ้นรถม้า ทันใดนั้นได้ยินเสียงร้องตะโกนมาจากข้างหลัง “หรงหว่านซี…”

        เขายกยิ้มพลางวิ่งเข้ามา “เจ้าช่างเดินเร็วเสียจริง! เปิ่นหวางคุยกับหมู่เฟยเพียงครู่เดียวเจ้าก็มาถึงที่นี่แล้ว”

        หรงหว่านซีไม่เอยถามเมื่อได้ยินว่าเขาก็อยู่ในพระตำหนักของพระสนมเอก นางลงจากรถม้า ย่อกายทำความเคารพและเอ่ย “เฉินหนวี่คำนับเตี้ยนเซี่ย… เตี้ยนเซี่ยมีเรื่องอะไรหรือเพคะ?”

        “ข้าไม่ได้ให้รถม้ามารับ ขอไปกับเจ้าก็แล้วกัน” เฉินอ๋องกล่าว

[1]ขนมกลีบดอกกุหลาบ เป็นขนมทำจากแป้งคล้ายตะโก้ มีส่วนผสมของกลีบดอกกุหลาบ

[2]สี่ตำลึงปาดพันชั่ง หมายถึงการเงียบเพื่อสยบความเคลื่อนไหวหรือใช้ไม้อ่อนพิชิตไม้แข็ง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)