0 Views

        หรงหว่านซียังคงย่อกายถอนสายบัว รอจนกระทั่งรถม้าของเฉินอ๋องจากไปถึงหยัดกายลุกขึ้นและพาชูเซี่ยไปยังร้านตัดชุดใกล้เคียง

        ทันใดนั้นได้ยินเสียงฉินอิ่งเซวียนเอ่ยพลางเปล่งเสียงหัวเราะ “ที่แท้ก็เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยนี่เอง เมื่อครู่ข้าเห็นรถม้าหรูหราคันเมื่อครู่ นึกว่าเป็นคุณชายตระกูลใด คาดไม่ถึงว่าจะตกตะลึงเพราะรถม้าหรูหรา พี่ขวัญอ่อน ทำให้น้องต้องมาดูเรื่องตลกเสียแล้ว”

        หรงหว่านซีหันกลับมาหาฉินอิ่งเซวียน เอ่ยพลางยกยิ้ม “ไม่หรอกเจ้าค่ะ เพราะหากได้พบเห็นรถม้าหรูหราเช่นนี้ ข้าก็จะมองนานสักหน่อยเช่นกัน”

        ฉินอิ่งเซวียนรู้ว่าการที่นางมองรถม้าของเฉินอ๋องเช่นนั้นเสียมารยาท นางจึงรีบเอ่ยเสริมทันที

        “เกรงว่าฝนใกล้จะตกแล้ว ท่านพี่ควรจะรีบกลับไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะเข้าไปข้างในแล้ว” หรงหว่านซีชี้ไปทางร้านตัดชุด

        ฉินอิ่งเซวียนแสดงท่าทีพึงพอใจและพยักหน้ารับ

        นางมองตามแผ่นหลังหรงหว่านซีด้วยแววตาหม่นแสงจนแลดูเยือกเย็น

        เหตุใดนางถึงวาสนาดีถึงเพียงนี้… ช่างไม่ยุติธรรมสักนิด

        ฉินอิ่งเซวียนหันมองไปทางรถม้าที่กำลังห่างออกไป ถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะพาเด็กรับใช้กลับจวน ภายในใจมิใช่ไม่ขลาดกลัว

        ผู้คนต่างบอกว่าหรงหว่านซีฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก หากปล่อยให้นางรู้ว่าตนคิดเช่นไรกับเฉินอ๋อง… เฮ้อ… นางคงต้องอับอายขายหน้า…สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนกลับชื่นชมบุรุษผู้หนึ่งถึงเพียงนี้ ทว่าคนที่บุรุษผู้นี้รักมั่นกลับเป็นน้องสาวของนาง

        นางไม่ระมัดระวังตัวเกินไปแล้ว เมื่อเห็นเขาปรากฏตัวเมื่อใดมักไม่อาจควบคุมตนเองถึงเพียงนี้

        หรงหว่านซีพาชูเซี่ยไปเลือกอาภรณ์จำนวนหนึ่ง เพราะสภาพอากาศ พวกนางจึงไม่มัวชักช้าเสียเวลา รีบมุ่งหน้ากลับจวนแม่ทัพทันที

        “คุณหนู เหตุใดหนูปี้ถึงรู้สึกว่าคุณหนูฉินแปลกๆ ก็ไม่รู้เจ้าค่ะ เมื่อครู่ขณะเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยกับคุณหนูกำลังพูดคุยกัน หนูปี้ลอบมองคุณหนูฉิน สายตาของนางไม่ละออกจากเฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยแม้แต่นิดเจ้าค่ะ!” ชูเซี่ยเอ่ยหลังเดินมาถึงตรอกที่ไร้ผู้คน

        หรงหว่านซียิ้ม “ถือว่าเป็นสตรีที่น่าสงสารผู้หนึ่ง”

        เดิมทีคิดแค่ว่าจะให้ผู้คนในสำนักขุนนางสื่อราชสำนักเป็นพยาน แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้ล่วงรู้เรื่องของเฉินอ๋องกับคุณหนูตระกูลฉินอย่างบังเอิญ

        เมื่อกลับมาถึงจวน นางกำชับให้ชูเซี่ยนำสิ่งของที่พึ่งซื้อมาไปแบ่งกับจือชิว ขณะกล่าวก็ได้ยินเสียงจือชิววิ่งเข้ามาในห้องและเอ่ย “คุณหนูไปที่ใดมาเจ้าคะ? เมื่อครู่นายท่านสั่งให้คนตามหาคุณหนูจนทั่วทั้งจวนเลยเจ้าค่ะ!”

        “ข้าไปซื้อเครื่องประดับเล็กน้อยให้พวกเจ้า หลายวันมานี้ในจวนมีเรื่องยุ่งจนไม่มีเวลาสั่งทำ วันหน้าไปอยู่ในจวนอ๋องก็อย่าให้คนดูถูกเอาได้” หรงหว่านซีเอ่ยหยอกเย้า

        “ข้าไม่เอาหรอกเจ้าค่ะ” จือชิวเอ่ย “หนูปี้กำลังโต รอให้เติบใหญ่เสียก่อนค่อยแต่งตัวเจ้าค่ะ หากยามนี้จะสวมใส่ก็เสียของเปล่าๆ ยกให้พี่ชูเซี่ยทั้งหมดเถิดเจ้าค่ะ!”

        หรงหว่านซีเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “เจ้าเด็กผู้นี้ช่างมีจิตใจดีเสียจริง ข้าซื้อมาเยอะ มีส่วนแบ่งของพวกเจ้าอยู่แล้ว ใช่แล้ว องค์รัชทายาทเสด็จกลับไปแล้วหรือไม่?”

        “หือ? องค์รัชทายาทเสด็จมาหรือเจ้าคะ หนูปี้ไม่ทราบเลยเจ้าค่ะ” จือชิวส่ายหน้าราวกับเขย่ากลอง

        “เจ้าละก็ อย่าได้เอาแต่เชื่อฟังเพียงอย่างเดียว ต้องรู้จักเฉลียวฉลาดไว้บ้าง” ชูเซี่ยใช้นิ้วจิ้มศีรษะของจือชิว “หากเอาแต่ฟังคำสั่งจะไปมีประโยชน์อะไร? ภายในใจจวนขาดคนใช้แรงงานงั้นรึ?”

        หรงหว่านซียกยิ้มมองดูพวกนักหยอกล้อกัน เด็กทั้งสองคนนี้ล้วนแต่เป็นสินทรัพย์ติดตัวยามออกเรือนและต้องติดตามนางไปอยู่ที่จวนเฉินอ๋อง ถือว่าชูเซี่ยยังดีสักหน่อย แม้ปกติจะพูดมาก แต่เมื่อถึงยามสำคัญก็รู้จักคิดพิจารณาอยู่บ้าง ทว่าจือชิวพึ่งจะอายุสิบสามปีและยังเป็นเด็ก ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจวนเฉินอ๋องต้องไม่มีทางสงบสุข เต็มไปด้วยภยันตรายเป็นอย่างมาก หวังว่าพวกนางทั้งสองจะมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย

        องค์รัชทายาททรงไม่ทราบว่าหรงหว่านซีออกไปทำอะไรและไม่ได้คิดให้รอบคอบ ยังคงทำตามแผนการเดิมที่วางไว้โดยการอยู่ในจวนแม่ทัพเป็นเวลา *หนึ่งชั่วยาม เมื่อออกมาจากจวนแม่ทัพจึงส่งสัญญาณให้ข้ารับใช้จางฝูไห่ จางฝูไห่รับทราบและรีบไปจัดการทันที

        หรงหว่านซี ต่อให้เจ้าหลบหน้าไม่ยอมพบเปิ่นกง แต่ผู้ใดจะรู้กันเล่า? เจ้าคิดว่าเปิ่นกงแค่ต้องการจะพบเจ้าเพียงเท่านั้นเองหรือ จะพบหรือไม่พบไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญคือเปิ่นกงมาที่จวนแม่ทัพและอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน

        องค์รัชทายาทไม่คิดว่าหรงหว่านซีออกไปข้างนอกจริง เพราะหรงหว่านซีมักเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในจวน ไม่ชอบออกไปเปิดเผยหน้าตาข้างนอก ข้านี้มีผู้ใดไม่รู้กันบ้าง? นอกจากนั้นคำกล่าวของผู้ดูแลจวนผู้นั้นยังดูคล้ายเล่นละครตบตา คาดว่าคงจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่ง

        เพียงแค่หรงชิงมีคำสั่งให้คนจวนเป็นที่เรียบร้อย ยามนั้นข้ารับใช้ของเขาก็ออกไปช่วยค้นหาเช่นกัน เป็นความจริงที่ไม่พบนาง จวนตระกูลหรงกว้างขวางถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงจะมีสักแห่งที่พวกเขาค้นหาไม่ทั่ว สิ่งนี้มิใช่เรื่องสำคัญ หรงชิงทำถึงเพียงนี้ หากเขายังเอาแต่โวยวายจะพบให้ได้ จะไม่เป็นการเสียกิริยาเกินไปงั้นรึ?

        องค์รัชทายาทเยื้องย่างพระบาทแผ่วเบาและว่องไวอย่างอารมณ์ดียิ่งนัก ทว่านึกไม่ถึงสักนิดว่าข่าวที่ข้ารับใช้นำกลับมาจะเป็นเช่นนี้…

        “เตี้ยนเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ หนูฉายได้ยินมาจากท้องถนนว่าวันนี้คุณหนูหรงไปที่สำนักขุนนางสื่อราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ!” จางฝูไห่กลับมากราบทูล

        “อะไรนะ? สำนักขุนนางสื่อราชสำนักงั้นรึ?” องค์รัชทายาทตรัส “เจ้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่? หรงหว่านซีไปด้วยตัวเองงั้นรึ?”

        “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ผู้คนบนท้องถนนล้วนเห็นกับตาตนเอง ที่โรงน้ำชามีคนกำลังถกเถียงถึงเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”

        “นางไปเมื่อใด?”

        หลังทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง สิ่งที่องค์รัชทายาทสนใจกลับเปลี่ยนเป็นเวลาที่เกิดเรื่องนี้และลอบรู้สึกว่าอาจเกิดข้อผิดพลาด

        “คือ…” จางฝูไห่นิ่งงันด้วยคำถาม เขาหวาดกลัวจนต้องปาดเหงื่อ “พวกเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องเวลาพ่ะย่ะค่ะ หนูฉายรีบร้อนกลับมากราบทูลจึงลืมถามพ่ะย่ะค่ะ”

        เขารับรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงเอ่ยว่า “เตี้ยนเซี่ย ท่านทรงคิดว่าผู้ดูแลจวนตระกูลหรงอาจกล่าวความจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ คุณหนูอาจจะออกไปเวลานั้นจริงๆ?”

        สีพระพักตร์ขององค์รัชทายาทเคร่งขรึม “ข้าสั่งให้เจ้าไปปล่อยข่าว เจ้าทำแล้วหรือไม่?”

        “เตี้ยนเซี่ย ทำเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ… หนูฉายจัดการตามที่เตี้ยนเซี่ยรับสั่งเสร็จ ระหว่างทางกลับมาถึงได้ยินข่าวนี้พ่ะย่ะค่ะ”

        “ตอนนี้เจ้ารีบไปสืบมาว่าเรื่องเกิดประมาณยามใดกันแน่” องค์รัชทายาทตรัส “หากเกิดเรื่องนี้ตอนพวกเราไปจวนแม่ทัพจริง ก็จงรีบให้คนพวกนั้นหยุดปล่อยข่าว หากไม่ใช่ ก็ปล่อยให้พวกเขาทำต่อไป รีบไปเร็วเข้า”

        จางฝูไห่ปาดเหงื่อพร้อมกับรีบถอยออกไป เขาหวาดกลัวเสียจนเดินเท้าไม่ติดพื้น

        องค์รัชทายาทค่อยๆ หมุนจอกสุราในพระหัตถ์ พระภมุกาขมวดเข้าหากันเป็นปม

        โชคดีที่รู้ตัวทันเวลา หากหรงหว่านซีไปสำนักขุนนางสื่อราชสำนักในระหว่างที่พวกเขาไปถึงจริง ในขณะเดียวกันยังมีข่าวลือว่าเขาลอบพบกับหรงหว่านซีในจวนแม่ทัพตามลำพังปล่อยออกไป… ไม่มีผู้ใดเชื่อถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าผู้มีใจคิดร้ายให้ความสนใจกับเรื่องนี้ คงต้องคิดว่าเขาจงใจวางแผน ยกตัวอย่างเช่นเจ้าสามจะต้องสร้างเรื่องวุ่นวายแน่นอน

        หากเจ้าสามได้ยินข่าวลือนี้และรู้ว่าหรงหว่านซีไปที่สำนักขุนนางสื่อราชสำนัก มีหรือจะไม่แอบหัวเราะเยาะในใจที่เขาถูกหรงหว่านซีขุดหลุมฝัง

        ส่วนการรับมือกับฝ่าบาทและไทเฮาไม่ใช่เรื่องต้องร้อนใจ ทำตามแผนเดิมที่วางไว้ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพียงแต่เขาเป็นคนไม่ยอมขายหน้า ไม่อาจยอมให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะเด็ดขาด

        หลังรอให้ข้ารับใช้กลับมากราบทูลอย่างเงียบเชียบ ครั้นผ่านไปครึ่งชั่วยาม ท้องฟ้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม

        ห้องอาหารเข้ามาถามหลายต่อหลายหน เขากลับไม่ยอมให้ตั้งสำรับ มีหรือจะมีกะจิตกะใจกินอะไร

        ทันใดนั้นเห็นจางฝูไห่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “เตี้ยนเซี่ย… หนูฉายสืบจนได้ความแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

*หนึ่งชั่วยามคือสองชั่วโมง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)