0 Views

        หรงหว่านซีแอบฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน ทว่าใบหน้ากลับฉายแววสบายใจยิ่งนัก อากัปกิริยาที่แสดงออกเป็นที่น่านับถือของผู้คน…

        เพียงแต่เจ้าหน้าที่ของสำนักสื่อราชสำนักกลับมีท่าทีลำบากใจ “คือว่า… ถูกที่ไม่มีกฎระเบียบข้อนี้… เพียงแต่อย่างไรคุณหนูก็เป็นสตรียังไม่ได้ออกเรือน เกรงว่าหากเป็นที่กล่าวขานออกไปจะไม่น่าฟังนัก…”

        “ในเมื่อคุณหนูหรงมาแล้วก็รีบเชิญเข้ามาเถิด…” สตรีอายุราวสามสิบปีออกมาต้อนรับและเอ่ยตำหนิเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเสียงเบา “เหตุใดจึงไม่เบิกตาดู? ยังจะให้คุณหนูรออยู่ด้านนอกงั้นรึ? ถือว่าโชคดีที่คุณหนูไม่เอาเรื่องเจ้า!”

        ผู้ที่ออกมาต้อนรับคือขุนนางสื่อราชสำนักแซ่จ้าวผู้ควบคุมดูแลสถานที่แห่งนี้ ภายใต้คำแนะนำของขุนนางสื่อราชสำนักแซ่จ้าว หรงหว่านซีจึงสามารถเลือกขุนนางสื่อราชสำนักที่ถูกตาผู้หนึ่ง นัดหมายกันว่าจะให้ขุนนางสื่อราชสำนักแซ่หงไปที่จวนในบ่ายวันพรุ่งนี้เพื่อหารือกับบิดา หลังพูดจาปราศรัยกับครู่หนึ่งและรู้สึกว่ากินเวลามานานมากแล้ว นางจึงพาชูเซี่ยออกมาจากสำนักสื่อราชสำนัก

        ขุนนางสื่อราชสำนักแซ่จ้าวและขุนนางสื่อราชสำนักแซ่หงพากันออกมาส่งนางที่หน้าประตู แน่นอนว่าไม่อาจขาดคำกล่าวอำลา ขุนนางสื่อราชสำนักแซ่จ้าวยังบอกว่าจะให้คนแบกเกี้ยวไปส่งพวกนาง

        หรงหว่านซีเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ไม่เป็นอะไร ข้ากับหญิงรับใช้จะเดินเล่นกันสักหน่อย ไม่รีบร้อนกลับจวน ท่านทั้งสองส่งแต่เพียงเท่านี้เถิด”

        เมื่อมัวเสียเวลาไม่น้อยอยู่หน้าประตูสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก แน่นอนว่าสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้อีกไม่น้อย

        ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อมีคนของสำนักขุนนางสื่อราชสำนักเป็นพยาน ต่อให้องค์รัชทายาทอยากจะปล่อยข่าวลือเช่นไรก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ

        “ไอหยา คุณหนู ท่านดูทางนั้นเจ้าค่ะ… คุณหนูตระกูลใดกัน เหตุใดจึงหน้าไม่อายถึงเพียงนี้? นึกไม่ถึงว่าจะมาสำนักสื่อราชสำนักและไปมาหาสู่กับแม่สื่อแม่ชัก” ไม่ไกลนักมีหญิงรับใช้สวมอาภรณ์สีเขียวมรกตกำลังเอ่ยกับคุณหนูของตน

        ฉินอิ่งเซวียนมองตามนิ้วของหญิงรับใช้ที่ชี้ไปยังหน้าประตูสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก พอดีกับที่คุณหนูผู้นั้นหันมาทางนี้ จึงได้เห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจน… ฉินอิ่งเซวียนรู้สึกคุ้นหน้าเล็กน้อย

        บุตรสาวของแม่ทัพหรงที่เคยพบกันในงานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพหรงกลับราชสำนักเมื่อสามปีก่อนมิใช่หรือ?

        หึๆ… หรงหว่านซี…

        ผู้หญิงคนนี้ก็คือหรงหว่านซี ผู้ที่พระพันปีพึ่งจะมีพระราชเสาวนีย์ให้เข้าพิธีสมรสกับเฉินอ๋อง

        เหตุใดนางถึงโชคดีถึงเพียงนี้? ได้ออกเรือนกับเฉินอ๋อง… หน้าตาก็ไม่เท่าใด เฉินอ๋องกำลังคิดอะไรกันแน่?

        ขณะคิด หรงหว่านซีกำลังพาหญิงรับใช้เดินมาทางนี้

        ฉินอิ่งเซวียนมองตรงไปยังหรงหว่านซีที่กำลังเดินผ่านมา นางยืนอยู่ที่เดิมเช่นนั้นและมองพิจารณาหรงหว่านซี

        หรงหว่านซีอยากจะซื้อเครื่องประดับให้ชูเซี่ยจำนวนหนึ่ง จึงไม่ได้สังเกตเห็นผู้ที่กำลังมองพิจารณาตน นอกจากนั้นยังมีเรื่องการมาเยือนสำนักขุนนางสื่อราชสำนัก หากจะถูกชาวบ้านจ้องมองย่อมเป็นเรื่องปกติ หรงหว่านซีทำตัวไม่ต่างจากคุณหนูทั่วไปที่ออกมาซื้อของและเลือกสิ่งของอย่างสบายใจ

        นางเลือกปิ่นปักผมรูปเต่า เมื่อลองเทียบลงบนศีรษะของชูเซี่ยก็รู้สึกว่าพอใช้ได้

        “คุณหนู” ชูเซี่ยดึงคุณหนูของตนอย่างเบามือและเอ่ยเสียงกระซิบ “คนสองคนทางด้านดูแปลกๆ นะเจ้าคะ เอาแต่จ้องมาทางคุณหนู”

        “ไม่เป็นอะไร ปล่อยให้พวกเขามองไป” หรงหว่านซีเอ่ย

        แผนการในครั้งนี้ของนางก็เพื่อให้ผู้คนรู้เห็นมิใช่รึ หากต้องทนรับกับสายตาผู้คนสักหน่อยย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง

        “ไม่ใช่เจ้าค่ะคุณหนู” ชูเซี่ยเอ่ย “ข้ารู้สึกว่าแปลกจริงๆ นะเจ้าคะ คุณหนูลองดูสิเจ้าคะ”

        หรงหว่านซีก้มหน้าจ่ายเงินเพื่อซื้อปิ่นปักผมให้ชูเซี่ย ครั้นกำลังจะส่งให้ชูเซี่ย ทันใดนั้นมีเสียงคนผู้หนึ่งดังขึ้น “นี่มิใช่คุณหนูหรงหรอกหรือ?”

        คือน้ำเสียงอ่อนโยนของคนผู้หนึ่ง ทว่าหรงหว่านซีกลับฟังไม่ออกว่าภายใต้น้ำเสียงอ่อนโยนแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง

        หรงหว่านซีไม่รู้ว่าคือผู้ใด นางจึงเงยหน้าขึ้นมองคุณหนูสวมชุดกระโปรงสีแดงสดที่กำลังเดินมาทางตน รูปร่างหน้าตาอรชรอ้อนแอ้น ถือได้ว่าเป็นคนงามผู้หนึ่ง

        นางรู้สึกคุ้นตาเล็กน้อย… หลังมองดูอย่างละเอียด คล้ายกับจะเคยพบหน้ากันในงานเลี้ยงเมื่อสามปีก่อน นี่คือ…บุตรสาวของท่านอัครเสนาบดีฉินนามว่าฉินอิ่งเซวียน

        “พี่ฉิน” หรงหว่านซีเอ่ยทั้งรอยยิ้ม

        “น้องช่างความจำดีนัก” ฉินอิ่งเซวียนยกยิ้ม “เมื่อครู่ตอนเห็นน้องที่สำนักขุนนางสื่อราชสำนักข้ายังจำไม่ได้ หลังจากจ้องมองดูอยู่ครู่หนึ่งถึงกล้ามั่นใจ ไม่ทราบว่าเหตุใดน้องถึงมาที่สำนักขุนนางสื่อราชสำนักด้วยตนเองเล่า? มีเหตุอะไรทำให้น้องลำบากใจหรือไม่?”

        ฉินอิ่งเซวียนแสดงท่าทีเป็นห่วง แม้หรงหว่านซีจะไม่สนิทกับนางและไม่อยากจะสนทนากับนางมากนัก แต่ก็ต้องจำใจเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ไม่มีเหตุอะไรทำให้ต้องลำบากเจ้าค่ะ เพียงแต่ท่านพ่อล้มป่วย จึงไม่อยากให้ท่านพ่อต้องลำบากมาเลือกด้วยตนเอง ตอนนี้นัดหมายกับขุนนางสื่อราชสำนักเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ก็จะไปปรึกษาหารือกับท่านพ่อที่จวน ขอบน้ำใจพี่ฉินที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”

        “แท้จริงแล้วเป็นเช่นนี้หรอกรึ” ฉินอิ่งเซวียนยังคงแสดงท่าทีสนิทสนม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้พี่ก็วางใจ เพียงแต่…”

        ความหมายทั้งหมดล้วนแต่คิดแทนหรงหว่านซี “หากเป็นเพราะเหตุนี้ น้องก็ไม่จำเป็นต้องมาเองสักนิด แม่ทัพหรงเป็นถึงนายทหาร กระดูกแข็งยิ่งกว่าสิ่งใด อาการเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงน้อยนิด คาดว่าไม่กี่วันก็คงจะหายดี น้องจะรีบร้อนไปทำไมกัน… แต่ก็ใช่ ได้ออกเรือนกับบุรุษรูปงามเช่นเฉินอ๋อง หากน้องจะใส่ใจสักหน่อยย่อมเป็นเรื่องสมควร ไม่อาจปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่นิด”

        “เจ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร คล้ายกับจะบอกว่าคุณหนูของพวกเรารีบร้อนอยากออกเรือน…”

        ชูเซี่ยกล่าวยังไม่ทันจบ หรงหว่านซีกลับให้นางหยุดกล่าวกะทันหันและเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับฉินอิ่งเซวียนว่า “ท่านพี่กล่าวเตือนได้ถูกต้องเจ้าค่ะ น้องกล่าวไว้ว่าจะสั่งทำเครื่องและอาภรณ์ตัวใหม่ให้ชูเซี่ย ยังมีเรื่องยุ่งวุ่นวายอีกมาก จะดีกว่าหรือไม่หากวันหน้าค่อยอยู่สนทนาเป็นเพื่อนท่านพี่?”

        ฉินอิ่งเซวียนยกยิ้ม “เด็กรับใช้ผู้นี้ ปกติน้อง…”

        ยังกล่าวไม่ทันจบกลับเห็นรถม้าหรูหราคันหนึ่งมุ่งหน้ามาทางนี้ นางจำรถม้าคันนี้ได้ คือ…รถม้าของเฉินอ๋อง

        ในแต่ละวันนางไม่เคยสนใจข้อควรปฏิบัติของบุตรสาวตระกูลใหญ่ มักออกมาเดินเที่ยวเล่นตามถนนหนทางเพราะหวังจะได้พบกับเขาสักครั้ง

        สุดทางของถนนสายนี้คือเรือนซูหนวี่ฟาง เขาคงจะไปที่นั่นกระมัง?

        เมื่อเห็นฉินอิ่งเซวียนกลืนคำพูดและมองไปด้านหลังของนาง หรงหว่านซีจึงหันกลับไปมองเช่นกัน

        พอดีกับที่เขาเปิดม่านออกมาแล้วทักทายนาง “เปิ่นหวางจะไปเรือนซูหนวี่ฟาง เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”

        ขณะกล่าว รถม้าได้หยุดเคลื่อนตัวอยู่ตรงหน้านาง

        เฉินอ๋องเปิดม่านของรถม้า ชะโงกออกมาและยื่นมือมาหานาง ระหว่างที่ยังไม่ได้คำตอบใดจากนางก็เอ่ยขึ้นว่า “ขึ้นมาสิ”

        ราวกับมั่นใจว่านางจะตามไปอย่างไรอย่างนั้น

        หรงหว่านซีนึกขบขันเล็กน้อย แค่ตามเขาไปเพียงหนเดียว หรือเขาเห็นนางเป็นสหายร่วมดื่มสุราชมนารีเสียแล้ว?

        รอยยิ้มของเขาเปล่งประกายยิ่งนัก ราวกับเป็นแสงสว่างภายใต้ท้องฟ้าอันมืดครึ้มนี้

        หรงหว่านซีมองท้องฟ้า ทำความเคารพ “วันนี้คงไม่อาจไปกับเตี้ยนเซี่ยเพคะ เฉินหนวี่จะต้องซื้อเครื่องประดับและอาภรณ์ให้ชูเซี่ย คงต้องรีบสักหน่อยเพราะเกรงว่าฝนจะตกเอาได้เพคะ”

        เฉินอ๋องหัวเราะและไม่บังคับ “ก็ได้ พวกเราค่อยนัดหมายกันวันหลัง เปิ่นหวางได้ยินว่าเมื่อวานเรือนซูหนวี่ฟางคิดค้นสูตรอาหารใหม่ เดิมนึกอยากจะพาเจ้าไปลองชิมสักหน่อย”

        “ขอบพระทัยที่เตี้ยนเซี่ยทรงนึกถึงเฉินหนวี่เพคะ” หรงหว่านซีย่อกายถอนสายบัวและเผยยิ้มบาง

        มีผู้คนมากมายอยู่บนถนน จะไม่ให้แสดงท่าทีรักใคร่กันสักหน่อยได้อย่างไร? นางดูออกว่าเฉินอ๋องหมายความว่าเช่นนี้ เมื่อคิดว่าภายหน้ายังต้องอยู่ร่วมกันก็ต้องสมานฉันท์กันเอาไว้ เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้นางย่อมต้องยอมคล้อยตามเขา

        เฉินอ๋องมองนางและไม่บอกให้นางลุกขึ้น ครู่หนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คือเฉินเชี่ย* ไม่ใช่เฉินหนวี่อีกแล้ว”

        เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ คล้ายไม่ได้สนใจผู้คนสัญจรไม่มาในตลาดสักนิด “เจ้าใกล้จะได้กลายเป็นพระชายาของเปิ่นหวางแล้ว”

*เฉินเชี่ย เป็นคำแทนตัวของภรรยาอย่างนอบน้อม


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “หฤทัยจอมใจจักรพรรดิ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5236

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)